โรงพยาบาลเอกชน..
อันธกานต์ขับรถมาจอดภายในโรงพยาบาลด้วยเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ขณะเดียวกันตะวันวาดดูเหมือนจะเรียกสติของตัวเองกลับมาได้มากขึ้น เมื่อรถยนต์จอดนิ่งสนิท
“ขอบคุณนะคะ ที่มาส่ง”
ร่างบางหันไปขอบคุณชายหนุ่มราวกับลืมไปว่าอันธกานต์เป็นสามีของพี่สาวเธอ ร่างสูงมองคนตัวเล็กข้างกายด้วยแววตาเป็นห่วง แม้ว่าสาวน้อยจะดูไม่รับรู้ถึงมันก็ตาม
มือใหญ่ยกวางลงบนบ่าเล็ก ก่อนบีบมันเบา ๆ
“ตะวัน..” เขาเรียกชื่อเธอ ตะวันวาดช้อนสายตาขึ้นมองอันธกานต์ เธอขยับบ่าออกจากฝ่ามืออีกฝ่าย
“ฉันไปหาพ่อแม่ก่อนนะคะ”
คนตัวเล็กเอ่ย ก่อนจะผละตัวออกจากรถยนต์ อันธกานต์มองคนตัวเล็กก่อนจะถอนหายใจ ส่ายศีรษะไปมา ร่างสูงเดินตามเธอไปจนกระทั่งถึงห้องที่บุหลันรังสรรค์นอนสงบนิ่งอยู่
พ่อแม่ของตะวันวาดนั่งอยู่ภายในห้องนั้น
ทันทีที่ลูกสาวคนเล็กปรากฏตัวขึ้น มารดาของเธอก็เริ่มร้องไห้อีกครั้ง อันธกานต์เดินตรงเข้าไปหาพ่อของตะวันวาด ปล่อยให้หญิงสาวได้อยู่กับมารดา
“คุณหมอออกใบรับรองแพทย์ให้หรือยังครับ” เสียงทุ้มถามอย่างสงบ เขาใช้ภาษาอังกฤษถามเพราะคิดว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจง่ายกว่า
พ่อของบุหลันรังสรรค์พยักหน้ารับ
“หมอเพิ่งกลับไป.. ให้พวกเวลาพวกเราบอกลาบุหลัน.. ก่อนจะพาไปห้อง.. เก็บศพ”
ชายสูงวัยเอ่ยตอบไทยคำอังกฤษคำ เขาพูดดังพอที่ภรรยาของเขาจะได้ยินและร้องไห้โฮ..
“เรื่องใบมรณบัตรผมคงต้องรบกวนให้คุณพ่อคุณแม่ช่วยจัดการ ส่วนเรื่องวัดและบำเพ็ญกุศลผมจะให้ลุงสินธพช่วยอีกแรงนะครับ” อันธกานต์เอ่ยต่อ
คนเป็นพ่อพยักหน้ารับอีกครั้ง
“คุณพ่อคุณแม่อยากให้สวดอภิธรรมกี่คืนครับ” คราวนี้อันธกานต์หันไปมองหญิงสาวอีกคนด้วย
ตะวันวาดมองหน้าแม่ ก่อนจะมองอันธกานต์ มารดาของเธอยังคงร้องห่มร้องไห้ ส่ายหน้าไปมาอย่างไม่ยอมรับการเสียชีวิตของพี่สาว ตะวันวาดรู้สึกโมโหเล็กน้อยที่อันธกานต์ดูไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย.. เอาแต่ถามเรื่องทำศพหน้าตาเฉยเหมือนเป็นงานชิ้นหนึ่งที่เขาต้องทำให้เสร็จ
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครตอบ อันธกานต์ก็ไม่เค้นถามต่อ..
ร่างสูงยืนนิ่งมองร่างของบุหลันรังสรรค์ที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงผู้ป่วย ก่อนจะเดินผละออกมาจากบิดาของตะวันวาด เดินผ่านหญิงสาวและมารดาไป
ตะวันวาดเดินตามเขาออกมานอกห้อง
“คุณจะไปไหน”
อันธกานต์ชะงักฝีเท้า เอียงหน้าเล็กน้อย แต่ก็ไม่หันมามองตะวันวาด
“ไปหาลุงสินธพ” เขาตอบ
“คุณไม่เสียใจบ้างเลยเหรอคะ” เสียงเล็กถาม ความไม่พอใจแทรกซึมในน้ำเสียงอย่างเห็นได้ชัด
“...”
อันธกานต์ไม่ตอบ เขาทำท่าจะเดินต่อ
“พี่บุหลันเป็นภรรยาคุณนะ!” ตะวันวาดยังคงไม่ยอม เธอเดินตามอันธกานต์
ขายาวชะงัก เขาหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับตะวันวาด
“ตอบสิคะ” เสียงเล็กยังคงกระตุ้นอีกฝ่าย อันธกานต์ขมวดคิ้วมองหญิงสาวตรงหน้า
“พี่คิดว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะมาทะเลาะกัน” เสียงทุ้มตอบอย่างใจเย็นที่สุด นั่นทำให้ตะวันวาดมองเขาเม้มริมฝีปากแน่น
อันธกานต์หมุนตัวกลับ ทำท่าจะเดินต่อ แต่ตะวันวาดก้าวเร็วไปขวางหน้าเขาเอาไว้
“ตะวัน” เขาเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงตักเตือน
“คุณมันไม่มีหัวใจ”
คำพูดของตะวันวาดทิ่มแทงร่างสูงได้อย่างรุนแรงโดยที่เขาไม่ทันคาดคิด.. ถ้าหากเธอสังเกตเพียงเล็กน้อยก็คงจะเห็นถึงความอ่อนไหวในแววตาสีน้ำตาลเข้มที่สะท้อนขึ้น อันธกานต์จ้องมองผู้หญิงตรงหน้า เขารู้สึกเจ็บปวดอย่างที่ไม่ได้รู้สึกมานานจนเขาแทบจะลืมไปแล้ว
นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มตวัดมองไปทางด้านข้าง เขาทนสบตากับเธอต่อไปไม่ได้ ภายในใจอยากถามเธอกลับว่า ถ้าหากเขาไม่มีหัวใจจริง ทำไมเขาจึงรู้สึกเจ็บปวดกับคำพูดไม่กี่คำของเธอขนาดนี้.. ทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่าเธออาจพูดไปเพราะอารมณ์ที่กำลังอ่อนไหวกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น..
ตะวันวาดสังเกตได้ว่าร่างสูงนิ่งเงียบไปนานกว่าปกติ นัยน์ตากลมลอบสังเกตใบหน้าคมที่ยังคงนิ่งเรียบไม่บอกความรู้สึกใด ๆ เขาดูไม่มีท่าทางเสียใจสักนิด
“พูดจบรึยัง” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นมาในที่สุด
ตะวันวาดเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ไม่สบตามองเขา
อันธกานต์เดินเงียบ ๆ ผ่านร่างบางไป โดยไม่กล่าวอะไรอีกเลย..
สองชั่วโมงต่อมา..
ภูจินดาปรากฏตัวขึ้น เธอมาไม่ทันก่อนที่ร่างของบุหลันรังสรรค์จะถูกทางโรงพยาบาลพาไปยังห้องเก็บศพ หญิงสาวปราดสายตามองบุคคลภายในห้องก่อนจะยกมือไหว้พ่อและแม่ของตะวันวาด
คนตัวเล็กลุกเดินขึ้นไปหาคนมาใหม่
“พี่จิน..” ตะวันวาดเรียกชื่อเธอ
คนโตกว่ายกมือขึ้นลูกศีรษะอีกฝ่ายอย่างปลอบโยน แม้ว่าส่วนตัวจะไม่สนิทกับบุหลันรังสรรค์มากสักเท่าไหร่นัก แต่ข่าวที่ได้รับรู้ก็ทำให้เธอตกใจไม่น้อย
แถมภูจินดายังไม่คิดออกว่าตัวเองจะบอกกล่าวเรื่องนี้กับพี่ชายอย่างไร
“ตะวันยังไม่ได้บอกพี่ภูใช่ไหม”
ตะวันวาดส่ายหน้า
“เมื่อเช้านี้พี่ภูมาที่โรงพยาบาล.. อาละวาดไปรอบหนึ่ง.. ถ้ารู้เรื่องนี้.. ตะวันคิดไม่ออกเลยว่าจะเป็นยังไง”
ภูจินดายกมือกุมขมับ เห็นด้วยกับสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าว แต่จะห้ามไม่ให้ภูธเรศรู้เรื่องนี้ก็คงเป็นไปไม่ได้
“แปลว่าพี่ภูรู้แล้วว่าบุหลันอยู่โรงพยาบาล? ”
คนถูกถามพยักหน้าตอบ.. ตะวันวาดพยักพเยิดหน้าให้ภูจินดาเดินตามเธอออกไปนอกห้อง
ภายนอกห้อง..
“พี่จิน.. พี่ภูรู้ด้วยว่าพี่บุหลัน...”
ภูจินดาหันขวับมองหน้าตะวันวาด.. เธอตัดสินใจเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าให้พี่สาวฟัง.. ภูจินดายกมือทาบอกทำท่าเหมือนจะเป็นลม..
“พี่ภูทำบ้าอะไรลงไปเนี่ย..” เธออุทาน
“หลานฉัน.. หลานฉัน.. ตะวัน.. แน่ใจเหรอ” หญิงสาวเสียงสั่นเครือ เธอหายใจหน่วงกว่าปกติ เหลือบมองตะวันวาด
หญิงสาวพยักหน้า.. พร้อมกับเล่าสิ่งที่เธอถามอันธกานต์ให้ภูจินดาฟัง..
“Oh my god.. (โอ้พระเจ้า..) ” หล่อนอุทาน.. ยกนิ้วมือขึ้นบีบขมับ
“พรุ่งนี้พี่ภูมาโรงพยาบาลอีกแน่” ภูจินดากล่าวกับตัวเองมากกว่าจะบอกตะวันวาด..
“วันนี้เรื่องเด็ก.. พรุ่งนี้เรื่องแม่.. ฉันต้องวางแผนจองจิตแพทย์ส่วนตัวให้พี่ภูแล้วล่ะตะวัน..” ว่าแล้วภูจินดาก็มองตะวันวาดอีกครั้ง.. ถอนหายใจ
“ฉันจะเป็นลม” เธอเอ่ย.. ตะวันวาดกะพริบตาถี่ รีบพาภูจินดากลับเข้าไปในห้องที่พ่อกับแม่ของเธอนั่งอยู่
ภายในห้องผู้ป่วย
“พี่ธันล่ะ” ภูจินดาถามราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้ ขณะที่ตะวันวาดพาเธอไปนั่งที่เก้าอี้
คนถูกถามเปลี่ยนสีหน้าเล็กน้อย
“คุณธันไปคุยกับลุงสินธพเรื่องวัดกับงานสวดจ้ะ” มารดาของตะวันวาดตอบเมื่อเห็นว่าลูกสาวเงียบไป หญิงสูงวัยดูทำใจได้มากขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย.. ทว่าใบหน้านั้นก็ยังคงดูเศร้าสลดอยู่..
ภูจินดาพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ทีนี้ก็เหลือแค่พี่ภู..” หญิงสาวถอนหายใจยาว.. ยกมือขึ้นพัดใบหน้าตัวเอง..
ภูจินดาขับรถไปส่งพ่อแม่ของตะวันวาดที่ห้องพักซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลมากนัก หลังจากนั้นภูจินดาก็ขับรถไปจอดรถบริเวณร้านสะดวกแห่งหนึ่งเพื่อนั่งกับตะวันวาดปรึกษาว่าจะเริ่มต้นบอกเรื่องนี้กับภูธเรศอย่างไรดี
หญิงสาวทั้งคู่เดินเลียบไปบนทางเท้าขรุขระ ขณะที่แสงอาทิตย์ก็เริ่มคล้อยต่ำจนเกือบจะลับไป
“จนปัญญา.. จนปัญญา.. ตอนนี้ฉันเห็นแค่ภาพพี่ภูคลั่งแล้วตะวัน” เสียงหวานของภูจินดากล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล
“ระหว่างรอให้พี่ภูรู้เอง กับเราบอก.. อันไหนจะแย่กว่ากันนะ” ตะวันวาดพำพึม
ภูจินดายกมือกุมขมับ พลางส่ายศีรษะของตัวเองไปมา
“ฉันกำลังคิดว่า หรือฉันจะจับพี่ภูมัดเอาไว้ในห้องนอนแล้วค่อยบอกเขาดี”
ตะวันวาดมองหน้าผู้ที่เปรียบเสมือนพี่สาวอย่างอึ้ง ๆ
“ไม่ดีมั้งพี่จิน” เธอว่า น้ำเสียงคิดไม่ตกเช่นกัน
ภูจินดาหัวเราะแห้ง ๆ ขณะที่ทั้งคู่เดินผ่านสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง
“จะว่าไป.. พี่ธันเป็นยังไงบ้าง? เรื่องงานแต่งก็ทีหนึ่ง เรื่องเด็กอีก แถมตอนนี้เจ้าสาวดันมา..”
ตะวันวาดมองหน้าเธอ ก่อนจะเหลือบมองไปยังความว่างเปล่าเบื้องหน้า ความมืดของเวลาพลบค่ำนำพาซึ่งแสงไฟจากตะเกียงรอบ ๆ ตัวทั้งคู่ คนตัวเล็กหน้าบึ้งเล็กน้อย
“ก็ไม่เป็นไงนะคะ.. เขาดูไม่มีความรู้สึก ไม่มีหัวใจสักนิด” ตะวันวาดเอ่ย น้ำเสียงแข็ง ภูจินดามองสาวน้อยตรงหน้าตาโต น้ำเสียงที่เธอใช้ทำให้ภูจินดาแปลกใจไม่น้อย
“ทำไมตะวันพูดแบบนั้น” หญิงสาวถาม
ตะวันวาดยักไหล่
“เขาเข้ามาในห้องก็เอาแต่ถามถึงเรื่องทำศพ ไม่สนใจพี่บุหลันสักนิด ทั้ง ๆ ที่แม่ร้องไห้จะเป็นจะตาย” ตะวันวาดเล่าด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ขณะที่ภูจินดามองตะวันวาดด้วยสายตาอ่อนโยน
เด็กเอ๋ยเด็ก.. เธอรำพึงรำพันในใจ ก่อนยกมือลูบผมตะวันวาด
“มันก็ไม่ได้แปลว่าเขาไม่รู้สึกอะไรนี่”
ตะวันวาดช้อนสายตาสบกับภูจินดา
“จริง ๆ นะพี่จิน.. ตะวันรู้สึกได้..” ว่าแล้วเธอก็นึกถึงอะไรบางอย่างออก