ผู้ใหญ่หลิวยอดเกษตร (นิยายแปล)

    ตอนที่ 54 พลิกเกม

    ตอนที่ 54 พลิกเกม

     

    หลิวเฟยนอนเงียบ ๆอยู่บนเตียง เขาค่อย ๆ หลับตาลงแต่เหมือนสมองกลับมีความคิดมากมายถาโถมเข้ามาจนทำให้ไม่สามารถนอนหลับได้

     

    ถ้าไม่มีลู่ทางส่งสินค้าออกจำหน่ายก็เท่ากับว่ายังไม่มีทางออกอยากพลิกเกมก็ต้องทำอะไรที่บ้าบิ่นกว่านี้

     

    และตอนนี้สิ่งที่จะทำคือควรจะหาช่องทางขายสินค้าต่อไป หรือว่าควรจะสร้างลู่ทางขึ้นมาด้วยสองมือของตน

     

    ถ้าเกิดเดินตามแผนเดิมที่เขาได้วางไว้ต่อไปเขาก็คงเลือกที่จะสร้างช่องทางนี้ด้วยตัวเองเพราะมีหนทางนี้ทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้บริษัทมีความเป็นระบบมากขึ้นและไม่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้มีอำนาจ

     

    แต่การที่สร้างช่องทางนี้ได้ด้วยตนเองนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะทำสำเร็จได้ภายในวันสองวันเพราะยังต้องมีเงินจำนวนมหาศาลในการลงทุนและสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกหมดหวังมากที่สุดตอนนี้ก็คือตัวเขาเองแทบจะไม่มีเงินเก็บติดตัวอยู่เลย!

     

    เมื่อตกอยู่ในสภาวะที่กลืนไม่เข้าคลายไม่ออกแบบนี้และตอนนี้ก็ทำให้เขารู้ซึ้งแล้วว่าอะไรคือการฝืนทำทั้ง ๆ ที่ไม่มีความพร้อมถ้าเกิดวันนั้นเขาคิดได้มากกว่านี้ก็คงไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยและจะอดออมให้มากกว่านี้......

     

    เมื่อลองคิดอย่างถี่ถ้วนแล้วเขาก็ลุกขึ้นพรวดมานั่งขัดสมาธิ แล้วก็วางแผนที่จะทำอะไรสุ่มเสี่ยงไม่เดินตามทางที่ใครเขาเดินกัน

     

    ที่จริงแล้วตอนนี้เขามีสถานะเป็นชาวสวนผลไม้คนหนึ่งปกติแล้วชาวสวนผลไม้เมื่อเก็บผลไม้ได้แล้วก็จะเอาไปขายให้พ่อค้าคนกลางแล้วพ่อค้าคนกลางก็จะรับหน้าที่ส่งสินค้าเข้าตลาดตามวิธีของบริษัทนั้น ๆ

     

    หลังจากที่หลิวเฟยคิดอยู่นานเขาก็ตัดสินใจว่าจะตัดขั้นตอนส่งเข้าพ่อคนกลางไปเพื่อเป็นการประหยัดเวลาปลูกเองก็ขายเองได้ !

     

    ถ้าสามารถหลีกเลี่ยงส่วนต่างของราคาระหว่างพ่อค้าคนกลางและถ้าเกิดว่าหนทางนี่สำเร็จขึ้นมาก็จะหาเงินมาได้เป็นกอบเป็นกำ

     

    และตอนนี้หลิวเฟยก็ต้องเผชิญกับความกระอักกระอ่วนที่ตนไม่สามารถติดต่อคนกลางมารับซื้อผลผลิตนี้ได้และก็เป็นอย่างที่หลี่อวิ๋นโหรวบอกว่าลูกเชอรี่จำนวนมหาศาลขนาดนี้ไม่สามารถตั้งแผงขายได้ อีกทั้งความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยของชาวตำบลโซ่วเฉิงถ้าเขาตั้งราคาสูงขนาดนั้นก็เกรงว่าจะขายไม่ได้เช่นกัน

     

    ทำอย่างไรดีล่ะ ?

     

    ในเมื่อทางเดินธรรมดากลับโดนขวางกั้นไว้หมดแล้วเช่นนั้นก็ต้องคิดค้นวิธีใหม่ที่เข้ากับโลกปัจจุบัน

     

    โดยปกติแล้วช่องทางจะแบ่งออกเป็นสองแบบด้วยกันคือแบบออฟไลน์และแบบออนไลน์

     

    ช่องทางออฟไลน์คือร้านค้าและแผงลอยเป็นต้นส่วนช่องทางออนไลน์ก็คือการใช้อินเทอร์เน็ตที่เป็นที่นิยมในการซื้อขายสำหรับศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดนี้มาใช้และร้านค้าออนไลน์ก็เป็นตัวเลือกหนึ่งที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมากแน่นอนว่าถ้าหากสามารถสร้างเว็บไซต์ของตัวเองได้ ก็สามารถทำการค้าขายทางออนไลน์ได้

     

    สิ่งที่หลิวเฟยนึกออกในตอนนี้คือใช้รูปแบบการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์แล้วใช้พื้นที่ของบุคคลที่สามมาดำเนินการค้าขาย ส่วนร้านค้าออนไลน์นั้นเขาเองก็วางแผนจะทำแบบนั้นอยู่เหมือนกัน แต่ทว่าน่าเสียดายที่เขาเองกลับไม่มีความคุ้นเคยกับเรื่องพวกนี้เลยและก็ไม่มีเวลามากพอที่จะมาสร้างเว็บไซต์ของตนเองอีกด้วย

     

    เมื่อคิดวิธีการซื้อขายได้แล้วต่อไปก็ต้องเรียนรู้วิธีที่จะโปรโมทสินค้าให้เป็นที่เตะตาต้องใจเพราะที่จริงตอนนี้ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าร้านค้าออนไลน์จะมีมากแค่ไหนแค่นับร้านค้าที่ขายลูกเชอรี่ก็ไม่รู้ว่ามีกี่สิบร้านแล้วและอีกอย่างที่ขายกันก็เป็นลูกเชอรี่นำเข้าเสียส่วนมากทว่าราคากลับต่ำกว่าของเขาเป็นไหน ๆถ้าเขาไม่อาจคิดหาวิธีนำเสนอให้น่าสนใจออกมาได้ ก็ย่อมทำให้ขายไม่ออกเช่นกัน

     

    ถ้าหากมองจากมุมนี้แล้วเขาไม่เพียงไม่ยอมเลือกวิธีค้าขายง่าย ๆ ที่คนส่วนใหญ่เลือกทำกันแต่เขาเลือกวิธีที่ท้าทายมากกว่าเพราะการแข่งขันทางร้านค้าออนไลน์นั้นสูงกว่าการแข่งขันระหว่างร้านค้าออฟไลน์หลายเท่าตัว

     

    และซ้ำร้ายที่ว่าตัวเขาเองนั้นไม่มีประสบการณ์ทางด้านนี้มาก่อนแต่โชคดีที่เขารู้จักผู้เชี่ยวชาญวงการนี้อยู่หนึ่งคน

     

    เมื่อคิดดีแล้วก็หยิบโทรศัพท์โทรหาเซี๋ยจื้อคนที่เคยช่วยเหลือเขาจัดการกับแฮกเกอร์วิปริตในคราวก่อน

     

    “ให้ตายเหอะล้อเล่นป่ะเนี่ย พี่อยากเปิดร้านออนไลน์งั้นหรือ ? โอ้ฟ้าดินช่วยผมด้วย พี่ยังเป็นพี่เฟยคนนั้นที่ผมรู้จักอยู่ไหมเนี่ย ?”

     

    หลิวเฟยก็ไม่ยอมพูดพร่ำทำเพลงเขาบอกเซี๋ยจื้อว่าเขาคิดอะไรอยู่จากนั้นก็ตามมาด้วยการล้อเลียนที่ดูท่าทีจะไม่จบไม่สิ้นของเซี๋ยจื้อ

     

    แต่เขาก็สามารถเข้าใจได้และไม่ได้ต่อว่าอะไร

     

    หลิวเฟยหัวเราะจากนั้นจึงพูดต่อ “ฉันก็ตั้งใจกลับมาเป็นเกษตรกร แต่ฟ้าดันกลั่นแกล้งทำให้ปีนี่แห้งแล้งกว่าปกติข้าวก็เกี่ยวไม่ได้ ฉันก็เลยต้องเปิดร้านค้าออนไลน์เพื่อหาเลี้ยงประทังชีวิตไงล่ะ”

     

    เซี๋ยจื้อตอกกลับมาอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก“ไปตายซะ ! จะมาขี้ตั๋วหาพระแสงอะไรภูเขาไห่หมิงบ้านพี่มันเพิ่งมีฝนตกหนักไปไม่กี่วันนี่เอง อย่าคิดนะว่าผมอยู่ห่างจากพี่108,000 ไมล์แล้วผมจะตามลูกไม้พี่ไม่ทัน ! ”

     

    “......”

     

    เมื่อโดนจับได้ง่ายดายขนาดนี้หลิวเฟยก็รู้สึกเก้อเขินเล็กน้อย เขากระแอมแห้งๆ จากนั้นก็พูดต่อ“นายอย่ามัวแต่พูดมาก ตอนนี้ลูกพี่ของนายกำลังตกที่นั่งลำบาก บอกมาสั้น ๆ ง่าย ๆว่านายจะช่วยหรือไม่ช่วย ! ”

     

    “ช่วยสิพี่ ผมต้องช่วยพี่อยู่แล้ว ! แต่จะว่าไปนะพี่เฟยพี่ดูสิว่าพี่กำลังให้ผมทำอะไรอยู่ พี่ให้ผมช่วยพี่โปรโมทร้านค้าออนไลน์พี่ว่ามันไม่กระจอกไปหน่อยหรือสำหรับขั้นเทพอย่างผม ? ถ้าหากคนที่รู้จักผมรู้เข้านะคงจะโดนหัวเราะเยาะจนฟันหลุดแน่ ! ” เซี๋ยจื้อพูด

     

    “ข้าวไม่มีจะกินอยู่แล้วคงไม่มีเวลามารักษาหน้าอยู่หรอก !และที่ฉันกลับมาคราวนี้ก็ตั้งใจมาแล้วว่าจะมาเป็นเกษตรกรแต่ดันถูกเลือกให้เป็นผู้ใหญ่บ้านอย่างไม่ทันได้ตั้งตัวอีกนายจะมัวร่ำไรหาพระแสงอะไร ? ”

     

    “อะไรนะ ? ผู้ใหญ่บ้าน! พี่เป็นผู้ใหญ่บ้านด้วยหรือเนี่ย ฮ่าๆๆๆๆๆ.......”

     

    เมื่อได้ยินอย่างนั้นเขาก็หัวเราะจนเริ่มรู้สึกมึนหัว เขาหัวเราะอย่างนั้นอยู่พักใหญ่จากนั้นก็กระแอมหนัก ๆ ออกมาแล้วพูดต่อ “เห้อ....ลูกพี่ของผม พี่นี่มันเด็ดดวงพี่นี่มันสุดยอด พี่นี่มันบรรเจิดจริง ๆ จนผมพูดอะไรไม่ออก ! ช่างเถอะพี่ช่วยชีวิตผมมาตั้งหลายครั้งหลายหนถ้าผมไม่ช่วยคราวนี้ก็เห็นทีจะโดนฟ้าผ่าเข้าล่ะมั้ง แต่ว่าก่อนอื่นช่วยส่งลูกเชอรี่ยักษ์ที่พี่ปลูกมาให้ผมกินสักลังก่อนดิ”

     

    หลิวเฟยรีบลุกพรวดขึ้นมาแล้วเดินไปที่โต๊ะจากนั้นก็ถ่ายรูปสองสามรูปแล้วส่งไปให้เขา เขาเองก็รู้ดีว่าการที่ให้คู่หูผู้เป็นมือฉมังด้านเทคโนโลยีทำเรื่องกระจอกแบบนี้มันเหมือนเป็นการดูถูกความสามารถกันเกินไปแต่เมื่อย้อนคิดดูว่าแต่ก่อนชีวิตของตนอู่ฟู่กว่าเขามากทว่าตอนนี้ก็กลับมาเป็นเกษตรกรใช้ชีวิตเรียบง่าย เขาก็รู้สึกดีขึ้นพอสมควร....

     

    เมื่อเซี๋ยจื้อได้เห็นรูปก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก“แม่เจ้าโว้ย พี่เฟย พี่อย่ามาโกหกผมจะได้ไหม ? ใหญ่ราวกับไข่ไก่ขนาดนี้ยังจะมาเรียกเชอรี่อีกหรือ? ”

     

    หลิวเฟยฝืนยิ้มแล้วตอบ“ฉันจะไปโกหกนายทำไม อันนี้เป็นพันธุ์ใหม่เลยมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษรสชาติระดับพรีเมี่ยม ฉันเลยกล้าที่จะกำหนดราคาสูงลิ่วขนาดนี้ไงเล่า”

     

    “แต่จะอย่างนี่ก็ไม่ได้ผมไม่ใช่จิตรกรฟ่านจ้งเหยียนนะที่แค่เห็นภาพเดียวก็จะเขียนกวีที่มือชื่อเสียงจากบันทึกหอคอยเยว่หยางออกมาได้หน่อย แค่มองรูปผมก็จินตนาการไม่ออกว่าที่จริง ๆ รสชาติมันเป็นยังไงถ้าพี่อยากจะใช้ผมช่วยโปรโมทจริง ๆ ล่ะก็รีบส่งมาให้ผมกินหนึ่งลังตอนนี้เลยโอ้ไม่สิ เพื่อเห็นแก่ความสัมพันธ์ของพวกเรา พี่ต้องส่งลูกเชอรี่มาให้ผมอย่างน้อย3 ลัง ! ”

     

    หลิวเฟยพูดอย่างเหงื่อตก“นายอย่ามัวคิดแต่เรื่องกินจะได้ไหม ตอนนี้ฉันกำลังรีบจนไฟลนก้นแล้วอีกสองวันนี้จะเก็บเอาไปขายได้แล้วเชียวถ้าเกิดว่ายังหาช่องทางที่จะขายออกไม่ได้ก็ต้องเน่ากองกันอยู่ที่นี่แหละ !เดี๋ยวฉันจะลองอธิบายให้นายฟังก็แล้วกันว่ารสชาติและหน้าตามันเป็นยังไงนายจำเอาไว้ก็พอ”

     

    “แม่งเอ่ยคงไม่มีไอ้หน้าไหนมันน่าเวทนาเท่าผมอีกแล้ววะ ช่วยโปรโมทผ่านการดูรูป อยากชิมก็ชิมไม่ได้! แต่ว่าพี่ปลูกมันจริง ๆ หรือ ? พี่เพิ่งกลับไปกี่วันเองปลูกลูกเชอรี่มันก็ต้องใช้เวลาในการโตไม่ใช่หรือ ?” เซี๋ยจื้อพึมพำ

     

    “นายคิดว่าเป็นชาวบ้านจากบนภูเขาไห่หมิงปลูกก็แล้วกัน”

     

    “ไม่ ๆเมื่อกี๊พี่เพิ่งบอกพี่ปลูกเอง ผ่านไปแปปนึงพี่กลับบอกว่าเป็นชาวบ้านที่ปลูกพี่กำลังเล่นตลกอะไรอยู่เนี่ย ? พี่มีความลับอะไรปิดบังผมอยู่รึเปล่า? ”

     

     หลิวเฟยกระแอมแล้วตอบ “ไม่เจอกันแค่ไม่กี่วันทำไมนายถึงได้พูดมากจริงนะ ! รีบบอกมาว่านายจะใช้วิธีไหนโปรโมท ?”

     

    “จะว่าไปเรื่องนี่ก็ไม่ได้ง่ายนะผมจะลองใช้เครือข่ายที่ผมมีปรับย้ายเจ้าของของพื้นที่ออนไลน์หรือเจ้าของเว็บไซต์ต่างๆ ดู จากนั้นก็หาช่องให้พี่โปรโมทอย่างมืดฟ้ามัวดินกันไปเลย !และอีกช่องทางหนึ่งก็คือทางเวยป๋อ ทางนั้นผมก็รู้จักเซเลปมากหน้าหลายตาเดี๋ยวจะแอบให้บัญชีพวกที่มีผู้ติดตามถึงสิบล้านคนช่วยโปรโมทให้พี่ละกันเป็นไงที่นี้พอใจแล้วหรือยัง ? ” เซี๋ยจื้อตอบ

     

    หลิวเฟยพูดด้วยความประหลาดใจ“ให้ตายเถอะพวก นายนี่โคตรมีของ นายไปเรียนมาตอนไหนว่ะเนี่ย ? ทำไมฉันไม่เห็นจะรู้มาก่อน”

     

    “นี่เป็นความลับส่วนตัวของผมเองคนที่ทำงานด้านเทคโนโลยีอย่างผมก็ต้องหาที่ต้องหลบอยู่เบื้องหลังของโลกอินเทอร์เนตต้องมีลู่ทางแบบนี้เตรียมไว้เพื่อเวลาที่จำเป็นจริง ๆ อยู่แล้วเป็นปกติช่องทางต่าง ๆ ที่ผมบอกไป ผมจะหน้าด้านเข้าไปใช้ให้หมดแต่ถ้าพวกเขายังไว้หน้าผมอยู่นะ เกรงว่าก็ต้องมีอะไรมาแลกเปลี่ยนกันหน่อยว่าแต่ว่าตอนนี้พี่วางแผนไว้ว่ายังไงจะโปรโมทขนานใหญ่แล้วโค่นไอ้พวกที่ติดลำดับออกไปเลยหรือเริ่มจากการโปรโมทเล็ก ๆก่อนดีล่ะ ? ”

     

    คำถามนี้มันมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องเงินอย่างไม่ต้องสงสัย

     

    นี่เป็นเรื่องปกติของฟรีไม่มีอยู่จริงบนโลก เซี๋ยจื้อกับเขาซี้ปึกอย่างกับพี่น้อง ต่างก็สามารถฝากผีฝากไข้ได้สามารถช่วยเหลือโดยไม่คิดค่าตอบแทน แต่สำหรับคนอื่นก็คงไม่ใช่แบบเดียวกัน

     

    แต่สิ่งที่น่ากระอักกระอ่วนที่สุดในตอนนี้คือเขาไม่มีเงินจะแลกเปลี่ยนกับใครทั้งสิ้น!

     

    เขาลังเลเล็กน้อยจากนั้นก็ยิ้มแล้วเอ่ยถามอย่างหน้าหนา “ต้องใช้เงินเท่าไร ?”

     

    “ถ้าจะจัดชุดใหญ่แล้วถ้าหากพวกเขาเห็นแก่หน้าผมล่ะก็ อย่างต่ำก็ต้องล้านหยวนขึ้น ! ”

     

    “โห ! ”

     

    เมื่อได้ยินตัวเลขนั้นหลิวเฟยก็แทบจะกระอักเลือดออกมาในทันที

     

    เมื่อเซี๋ยจื้อได้ยินปฏิกิริยาของเขาก็เลยขมวดคิ้วแล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย“พี่เฟย ในจำนวนพวกเราไม่กี่คน พี่เป็นคนที่รวยที่สุดนะ อย่าบอกนะว่าแค่ 1 ล้านหยวนพี่ควักออกมาไม่ได้? ”

     

    หลิวเฟยเผยรอยยิ้มแบบขมขื่นแล้วพูดออกมา“ไม่ใช่ว่าควักออกมาไม่ได้หรอก แต่ตอนนี้ฉันไม่มีเงินเหลือเลยสักหยวนเดียวนี่สิถ้าเกิดว่าลูกเชอรี่บนที่ดิน 10 หมู่นี้ขายไม่ออกเลย เกรงว่าฉันก็ต้องเป็นคนรับเคราะห์นี้ไปเต็มๆ ฉันใกล้จะเป็นขอทานเข้าเต็มทีแล้วโว้ย ! ”

     

    เซี๋ยจื้อถอดแว่นออกด้วยความไม่เชื่อสิ่งที่ตนได้ยิน“แล้วเงินพี่ล่ะ ? คงไม่ได้เอาไปให้สาวหรือถูกสาวคนไหนหลอกเอาไปหมดหรอกนะ ?”

     

    “เห็นฉันเป็นคนแบบนั้นรึไง? ที่ผ่านมาหาเงินได้เยอะก็จริง แต่ฉันใช้จ่ายฟุ่มเฟือยและบริจาคไปก็เยอะเหมือนกัน ก็เลยทำให้ตอนนี้ไม่มีเงินเหลือติดตัวอยู่เลย !เอ้อ...เพื่อนยาก ฉันขอยืมเงินนายสัก 500,000 หยวนก่อนได้ไหมฉันก็ไม่ได้อยากจะโปรโมทอะไรใหญ่โตหรอก ให้พอดังสักหน่อยแล้วมีชื่อเสียงนิด ๆหน่อย ๆ ก็พอแล้ว นายคิดว่าไง ? ”

     

    เซี๋ยจื้อได้ยินแล้วถึงกับล้อไม่ออก“พี่เฟย พี่นี่แม่งสุดเบอร์จริง ๆ ให้ผมช่วย แล้วจะให้ผมออกเงินให้อีกผม.....ช่างเถอะ ห้าแสนก็ห้าแสน  แต่อย่าลืมคืนล่ะ ! ”

     

    หลิวเฟยหัวเราะร่าเเล้วตอบ“สบายใจได้ ถ้าเกิดว่าล้มละลาย เดี๋ยวฉันจะขายที่ขายไตเอาไปชดให้หนี้นายให้หมด ! ”

     

    “ช่างเถอะถ้าเกิดพี่ใช้วิชาแพทย์ติดตัวที่พี่มีไปรักษาคนไข้ที่เป็นโรคร้ายแรงสักสองสามคนเงินก้อนนี้ก็หามาได้แล้ว ! ผมล่ะไม่เข้าใจพี่จริง ๆ ใช้ชีวิตสุขสำราญดี ๆ ไม่ชอบแต่กลับไปเป็นเกษตรกรอะไรนั่น ไหนจะเป็นผู้ใหญ่บ้านอีกถ้าเกิดพี่อยากเป็นข้าราชการนักล่ะก็ทำไมไม่บอกหัวหน้าตั้งแต่ตอนนั้นล่ะ อย่างน้อยๆ ตอนนี้คงได้เป็น......”

     

    “พอล่ะอย่าพูดอะไรที่เป็นไปไม่ได้น่า ! นายรีบติดต่อเครือข่ายของนายให้ฉันหน่อยก็แล้วกัน! เดี๋ยวฉันเตรียมเนื้อหาการโปรโมทและเว็บไซต์ได้เมื่อไรฉันค่อยบอกนายละกัน ! ”

     

    “รับทราบ ! จะจัดการให้เดี๋ยวนี้เลย! ยุ่งเสร็จเมื่อไรก็อย่าลืมส่งลูกเชอรี่มาให้ผมชิมล่ะ ที่นี้ผมก็ได้อวดเพื่อน ๆ อย่างเต็มปากเต็มคำว่านี่คือลูกเชอรี่ที่ลูกพี่ผมปลูกนะโว้ย! ”

     

    “.......”

     

    เมื่อคุยกับเซี๋ยจื้อได้สำเร็จหลิวเฟยสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วก็เปิดประตูห้องเดินออกไปเล่าทุกอย่างให้หลี่อวิ๋นโหรวและหลิวอวี้เหลียนที่รวมกันอยู่ที่ลานบ้าน

     

    หลิวอวี้เหลียนถามด้วยสีหน้าที่ตกตะลึง“ทำอย่างนี้ได้หรือ ? ทำไมฉันกลับรู้สึกว่ามันไม่น่าเชื่อถือสักกะนิด? ”

     

    หลี่อวิ๋นโหรวเธอเป็นคนในเมืองและเธอก็เคยสัมผัสโลกอินเทอร์เน็ตมาแล้วพอสมควร เธอเอามือค้ำแก้มแล้วทำท่าครุ่นคิด“ฉันว่าลองสักหน่อยก็ไม่เลวนะ แต่ว่าต้องโปรโมทเป็นวงกว้าง ไม่งั้นก็จะไม่มีใครมาชายตามองหรอก! และจะโปรโมททั้งทีก็ต้องให้เงินจำนวนมหาศาล..... ”

     

    “เรื่องการโปรโมทนี้พวกเธอไม่ต้องเป็นห่วงเพราะมีคนยื่นความช่วยเหลือมาให้แล้ว อวิ๋นโหรวรบกวนช่วยคิดคำโปรโมทที่ฟังดูมีชีวิตชีวาและน่าตื่นเต้นให้หน่อยส่วนเนื้อหาและหัวข้อก็ให้เน้นไปที่ต้นเชอรี่และลูกเชอรี่ยักษ์ของเรา ! ”หลิวเฟยเริ่มจัดแบ่งหน้าที่

     

    “อันนี้ง่ายหน่อยเดี๋ยวฉันทำเอง” หลี่อวิ๋นโหรวพูด

     

    “ฉันล่ะแล้วฉันล่ะ ? ” หลิวอวี้เหลียนรีบเอ่ยถาม

     

    “เธอมากับฉันเราสองคนจะไปจัดการเรื่องร้านค้าออนไลน์กัน และไปเจรจาตกลงกับบริษัทขนส่งด้วย”

     

    หลิวอวี้เหลียนโปรยยิ้มรวยเสน่ห์แล้วพูด“โอ๊ะๆๆๆ ในที่สุดก็ยอมรับฉันสักทีหรือ ? งั้นฉันคงต้องเกาะให้แน่นแล้วตามพี่ไปตลอดชีวิตสะแล้วสินะ พี่จะเปลี่ยนใจไม่ได้เด็ดขาดอวิ๋นโหรวเธอก็ได้ยินแล้วนี่ ช่วยเป็นพยานให้ฉันด้วยล่ะ ! ”

     

    หลิวเฟยใช้นิ้วหนีบจมูกรูปสวยของเธอแล้วพูด“ยังจะมาพูดเรื่องแบบนี้อีก มันใช่เวลาไหม ? ”

     

    หลิวอวี้เหลียนแลบลิ้นแล้วตอบกลับ“ต่อให้ฟ้าดินสลายมันก็ไม่เป็นอุปสรรคที่จะพูดเรื่องความรักหรอก คิก ๆ..... ”