เด็กน้อย ฝีมืออันชั่วช้านักกลับกล้าใช้วิธีการน่ารังเกียจเช่นนี้เพื่อรักษาเก้าอี้ของตนเองไว้!
ในใจของลั่วเฉินยิ่งเพิ่มพูนความเกลียดชังต่อตัวตนของศิษย์พี่ใหญ่ผู้นี้
“เฮ้ศิษย์พี่ใหญ่ไฉนบวมอืดถึงเพียงนี้ ตัวเบ้อเริ่มเทิ่ม” ศิษย์คนหนึ่งตีไปถามไป
ฉินจิ่วเกอซ่อนกายอย่างมิดชิดตีพลางตะโกนพลาง “ไม่เคยเห็นพวกบวมน้ำเค็มรึไง? ลงน้ำแล้วตัวจะขยายใหญ่ขึ้นสามส่วน แช่น้ำขยายเจ็ดส่วนตัวใหญ่ขึ้นแปลกตรงไหน ”
“ศิษย์พี่กล่าวได้น่าเชื่อถือพวกเราตีต่อไป”
จวบกระทั่งน้ำในสระแห้งหมดสิ้นความวุ่นวายจึงสงบระงับลง ฉินจิ่วเกอหอบหายใจ เวทนาต่อรากบัวครึ่งสระเหล่านั้น
เจ้าอ้วนน่าตายหลงเหลือลมหายใจร่อแร่ล้มคว่ำลงตรงริมฝั่ง จนเมื่อได้อาวุโสสี่เข้าช่วยเหลือคนก็ถูกตีจนบวมเป่งเป็นเจ้าอ้วนห้าร้อยจินไปแล้ว
เจ้าอ้วนน่าตายผู้ไร้โชคยามนี้สมควรซาบซึ้งถึงความชั่วร้ายในจิตใจมนุษย์แล้ว
ชัดเจนว่า มันติดตามมาด้วยเจตนาปกป้องผลลัพธ์คือถูกคนจัดฉาก ชักนำอัคคีกองมหึมาเข้าหาชะตากรรมยังเลวร้ายกว่าถูกฟ้าผ่าร่างอีก
ฉินจิ่วเกอตามมาล้มสลบลงตรงริมฝั่งติดๆกัน นอกจากใบหน้าอันบวมเป่งของมันแล้ว ที่อื่นปราศจากร่องรอยบาดเจ็บใดคนเสแสร้งหมดสติสมประดี หวังให้ทุกคนปล่อยมันไป แล้วรีบๆไปอัญเชิญศิษย์น้องรองขึ้นบัลลังก์ไปก็พอ
อาวุโสใหญ่ผู้เปรื่องปราดไหนเลยจะหลงกลมุกนี้ยอดยุทธ์ชั้นปราณสุริยันอันเข้มแข็ง สำลักน้ำในสระบัวเล็กๆ สระหนึ่งตายอนาถน่าขายหน้า
คนเข้ามาสะกิดฉินจิ่วเกอเป็นความหมายว่าเด็กน้อยพอได้แล้ว ไม่เห็นเจ้าอ้วนน่าตายที่ด้านข้างที่ตกตายจนไม่อาจตกตายได้อีกแล้วนั่นหรอกหรือ
ฉินจิ่วเกอรู้ดีว่าตนเองหลอกลวงอาวุโสใหญ่ไม่ได้แสร้งเปิดเปลือกตาออกมาอย่างงุนงง สายตาเหม่อมองท้องฟ้า เอ่ยถามเสียงอ่อนระโหย “อาทะเล มีแต่น้ำเต็มไปหมด อา เจ้าอ้วน อย่าเตะ”
“ยังไม่ตายก็รีบๆ ลุกขึ้นมาประลองต่อ”อาวุโสใหญ่มองเห็นสายตาเปี่ยมความพยาบาทจากอาวุโสสี่จำใจต้องลงมือด้วยความโกรธต่อฉินจิ่วเกอให้ตื่นขึ้นกำปั้นทุบลงบนร่างของศิษย์รักอย่างแผ่วเบา
ฝูงชนทอดถอนใจผดุงธรรมเหนือญาติมิตร สมควรกระทำอย่างหมดจด จะมาทำเป็นผักชีโรยหน้า
แบบนี้ได้ยังไง?
ฉินจิ่วเกอสั่นศีรษะชี้ไปยังศีรษะของตนเองพลางกล่าวว่า “อาจารย์ ข้าสะบัดหัวเมื่อกี้คล้ายได้ยินเสียงคลื่นน้ำกระฉอกไปมา เวียนหัวยิ่ง”
“หมายความว่ายังไง?”อาวุโสใหญ่เหลืออดคิดทุบตีเด็กน้อยนี้สักรอบหนึ่ง
ฉินจิ่วเกอแสร้งทำท่าแคะหูอย่างเคร่งเครียดตบท้ายทอยตนเอง “กล่าวง่ายๆ ว่า ศีรษะจมน้ำแล้ว ศิษย์คิดขอลาป่วยสักแปดปีสิบปีภาระหน้าที่ของศิษย์พี่ใหญ่มีมากมาย ต้องมีคนเข้ารับผิดชอบให้ศิษย์น้องรองรับไปเถอะ”
ลั่วเฉินที่ด้านข้างยิ่งพิโรธโกรธามันคิดโค่นอีกฝ่ายพ่ายแพ้อย่างขาวสะอาด แต่อีกฝ่ายดันปั้นเรื่องราวไร้สาระใช้วาจาคล้ายคิดส่งมอบถ่ายทอดตำแหน่งแก่ตนเอง เสแสร้งทำท่าเป็นล่าถอยให้
“ไปที่ห้องครัวแล้วเอามีดแล่เนื้อที่คมถนัดมือที่สุดมาเล่มหนึ่ง” อาวุโสใหญ่ออกคำสั่งอย่างเฉยเมยเอามีดที่ถนัดมือที่สุดมา
“เอามาทำอะไรหรือ?”ฉินจิ่วเกอสับสน
“ตัดหัวเจ้าลงมาผ่าดูว่าข้างในมีน้ำอยู่จริงหรือไม่ยังไงล่ะ” อาวุโสใหญ่สายตาปราศจากความเมตตามองมาทางฉินจิ่วเกอ เดาะลิ้น จิ๊จิ๊ ที่แท้ควรลงมีดที่ตรงไหนจึงจะดีกว่า?
“ไอ้หยา”ฉินจิ่วเกอคืนชีพจากพื้นในทันควันต่างกับเจ้าอ้วนน่าตายทางด้านข้างที่ใกล้ความตายเข้าไปทุกทีๆ ราวฟ้ากับเหว“น้ำระเหยหมดแล้ว”
“งั้นก็ดี มาประลองต่อซะใช้วิชาที่ร้ายกาจที่สุดของเจ้าออกมา” อาวุโสใหญ่ถอดรองเท้าออกเท้าเปลือยเปล่าบนหินเขียว ฝ่ามือถือรองเท้าไพล่หลัง รังสีอำมหิตแผ่ซ่าน
ฉินจิ่วเกอตะลึงลาน
ความหมายของอาวุโสใหญ่ชัดเจนยิ่งการประลองดีๆ ถูกทำให้เละเทะไม่เป็นท่า หากฉินจิ่วเกอไม่มีคำอธิบายที่ดีออกมาถึงเวลานั้นรองเท้าจะลอยไปหา รับประกันว่าจะมีหน้าส้นรองเท้าโผล่ออกมาอย่างสดใหม่จากเตาแน่นอน
ไม่แคร์ยุทธภพ ไม่รักถนอมสาวงามที่ฉินจิ่วเกอรักคือการเวทนาตนเอง อาวุโสใหญ่คือบุคคลที่พูดจริงทำจริงคนหนึ่งหากยังเสแสร้งไม่เอาจริงเอาจัง ส้นรองเท้ารับประกันว่าต้องบินมาหาไม่ผิดพลาด
ฉินจิ่วเกอทำท่าเคร่งขรึมมองซ้ายมองขวา ป้องปากกล่าววาจา “อาจารย์ กระบวนท่านั้นของข้ายากลำบากยิ่งเมื่อใช้ออกอานุภาพยิ่งแตกตื่นสะท้านขวัญเกรงว่าจะทำลายความสงบของพรรคหลิงเซียวเราไป”
ลั่วเฉินอดรนทนไม่ไหวนานแล้ว เมื่อครู่ฉินจิ่วเกอใช้การกระทำอันเหลวไหลเลอะเทอะดูหมิ่นตนเองหากทนสิ่งนี้ได้ก็ไม่มีอะไรที่มันทนไม่ได้อีกแล้ว
“ข้าไม่เชื่อ ใช้ออกยากลำบากอันใดมา เข้ามาเลย!” ลั่วเฉินคำรามด้วยโกรธา ยังกลัวอีกฝ่ายกระทำไม่สำเร็จใช้ลูกไม้ผีสางใดออกมา
“ถูกต้องข้านั่งเป็นพยานอยู่ที่นี่ เจ้าจะทำลายความสงบอะไรของพรรคได้ ”อาวุโสใหญ่ผู้สูงส่งเป็นประธาน นอกจากชนชั้นกฎสรรพสิ่งมาเอง ใครจะก่อหวอดได้
ฉินจิ่วเกอไม่เคลื่อนไหวยิ่งไม่กล้าเคลื่อนไหว ตลกแล้ว ใครมันจะกล้าโอ้อวดกระบวนท่าต่อหน้าพระเอกเล่าสายฟ้าที่ฟาดผ่าเมื่อวานคือเครื่องยืนยันนั่นคือจุดเริ่มต้นของเส้นทางความเก่งกาจและปลายนิ้วทองคำของตัวเอกไงเล่า
ส่วนเรื่องต้นกำเนิดกฎสรรพสิ่งอันใดนั้นฉินจิ่วเกอยิ่งไม่ถือสา นอกจากตัวเอกแล้ว ไม่มีใครสามารถหยั่งรู้ได้อีกอยู่แล้ว
“ไม่ดีกระมัง ยอดฝีมืองำประกายไม่อาจแสดงไม้ตายพร่ำเพรื่อ” ฉินจิ่วเกอให้ตายก็ไม่ยอมลงมือเรื่องนี้เกี่ยวพันถึงชะตาชีวิตนับจากนี้ของตนเอง
ร้ายกาจปานนั้นจริงๆ? ลั่วเฉินสงสัยอยู่บ้าง หากกล่าวว่าฉินจิ่วเกอบ้ายังมีคนเชื่อถือแต่หากบอกว่าอาวุโสใหญ่เองก็บ้าไปด้วย เกรงว่าไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปาก
“งั้นเจ้าก็ลงมือใส่วัตถุอันใดสักอย่างให้พวกมันได้เปิดหูเปิดตา”
อาวุโสใหญ่หวังให้ศิษย์กลายเป็นมังกรเรื่องราวเกี่ยวพันถึงเดิมพันที่ตนลงไว้ ไม่อาจล้มเลิกง่ายดาย
อาวุโสใหญ่ชี้ไปยังเขาลูกย่อมในที่ไกลให้ฉินจิ่วเกอซ้อมมือ นั่นไม่นับว่าทำลายความสงบของพรรคหรอกกระมัง
“ศิษย์พี่ใหญ่”เจ้าอ้วนน่าตายที่ใกล้หมดลมดึงมือฉินจิ่วเกอ “ลงมือเถอะให้ข้าได้เห็นอานุภาพของท่าน”
แค่กแค่ก
เจ้าอ้วนน่าตายแค่กๆ สองคำลมหายใจรวยริน
หรงเคอเคอที่ด้านข้างกำลังคลายเสื้อผ้าของเจ้าอ้วนน่าตายฉินจิ่วเกอกระจ่างแจ้งขึ้นมา เจ้าอ้วนน่าตายความคิดอ่านลึกซึ้งมันที่แท้กำลังอ่อยเหยื่อ
“เอาล่ะๆ ข้าทดลองดูก็ได้เจ้าจากไปอย่างสงบเถอะ” ฉินจิ่วเกอยื่นมือปิดดวงตาเล็กเท่าเม็ดถั่วซ่อนแววหื่นกระหายของเจ้าอ้วนน่าตายก่อนปลุกขวัญตัวเองยืนหยัดขึ้น กดดันฝูงชนโดยรอบจนล่าถอย
“เช่นนั้น ข้าก็ขอดูหน่อยแล้วกัน”ต้นกำเนิดกฎเกณฑ์ ลั่วเฉินยังมิได้ย่อยสลายหรือหยดเลือดรับนายความสามารถและพลังการต่อสู้ของมันในตอนนี้ เป็นมันเคี่ยวกรำตนเองได้มา
ฉินจิ่วเกอสลัดชายเสื้อสองเท้าซ้ายขวาวาดตำแหน่งหยินหยาง สองเข่าย่อลง สีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
คนค่อยๆ ยกมือขึ้นสองมือที่กำรวบไว้บดบังดวงอาทิตย์จุดแสงสีทองขนาดเท่าหัวแม่มือแผ่กระจายอยู่ในดวงตาที่เรืองประกายสองตาสาดประกายกล้า
ใบหน้าคมเปี่ยมด้วยความหนักแน่นขึงขังสายตาไม่ว่อกแว่ก แฝงไว้ด้วยรัศมีพลังสูงส่งเหนือโลกศิษย์ทั้งหลายถูกทำให้แตกตื่นจนชะงักงัน แม้ไม่อาจเข้าใจทว่ายังสัมผัสได้ถึงความร้ายกาจ
ศิษย์พี่ใหญ่เป็นยอดฝีมืองำประกายที่แท้
“เคล็ดฝ่ามือกิเลนครองฟ้าหนึ่งฝ่ามือต้านสี่ทิศ โค่นกฎสรรพสิ่ง ล้มสุญญตา ฟ้ายิ่งใหญ่ดินไพศาลเพียงข้าคือจ้าว!”
ฝูงชนฮือฮาต่างถูกอารมณ์ความรู้สึกแพร่ระบาดใส่สายตาจดจ่อไปยังนิ้วมือเรียวยาวทั้งห้าของฉินจิ่วเกอรวมกับคำประกาศอันฮึกเหิมโอหังเมื่อครู่ ช่างไม่ต่างจากจิตห้าวหาญท้าสู้จักรพรรดิวีรุบุรุษที่แท้จริงปรากฏตัว!
ฉินจิ่วเกอผ่อนลมหายใจเก็บฝ่ามือลง “ขอโทษที ถ้าไม่พูดแบบนี้ ก็คงไม่น่าแตกตื่นแล้วที่ว่าโค่นกฎสรรพสิ่งล้มสุญญตาอะไรนั่น ก็แค่พูดออกมาให้คล้องจองเท่านั้นทุกท่านฟังผ่านๆ หูก็พอแล้ว อย่าได้ถือเป็นจริงเป็นจัง”
“เพ้ย!” ทั้งสนามสบถออกมาคนยกชูนิ้วกลาง เป็นภาพน่าแตกตื่น
ฉินจิ่วเกอแย้มยิ้มเล็กน้อยอย่างสุขุมทะยานไปยังเนินเขาลูกเล็กที่ไกลออกไปร้อยเมตร หญ้าเขียวขจีปกคลุมเต็มขุนเขา
สายลมอ่อนโชยพัดผ่านอากาศปลอดโปร่งวันสดใส ภายใต้ลมทะเลอันอบอุ่น ฉินจิ่วเกอตวาดคำธรรมดาๆออกมาคำหนึ่ง “เปิด!”
คำว่า ‘เปิด’นี้ถูกกล่าวออกประดุจดั่งโองการฟ้า
ฝ่ามือฟาดออกใส่เนินเขาน้อยเสียงครืนครืนดังลั่น อากาศปลอดโปร่งวันสดใสกลายเป็นลมอาถรรพ์วันวินาศรัศมีหนึ่งร้อยเมตรถูกแสงสีขาวอาบทอ ท้องฟ้าสีครามเข้มเปลี่ยนสีในพริบตา
พลังกดดันมหาศาลกดทับใส่พรรคหลิงเซียวราวกับเทพบรรพกาลจากแดนโบราณเพิ่งฟื้นตื่น ก่อนย่างเท้าเหยียบลงมาบนพื้นพสุธา
อาวุโสใหญ่สีหน้าปรกติธรรมดามุมปากเพียงบิดโค้งขึ้นเล็กน้อย ความยินดีที่ศิษย์รักประสบความสำเร็จไม่ด้อยไปกว่าตนเองทะลวงด่านได้เลยแม้แต่น้อย
อาวุโสสองและอาวุโสสามตะลึงค้างสีหน้าเหมือนจู่ๆ มีคนมาบอกว่ายินดีด้วย ท่านมีลูกชายแล้วไม่ผิดเพี้ยน
ที่จริงเวลาที่ผ่านมาฉินจิ่วเกอในสายตาพวกมันคือยากไร้ต่ำตมโง่เง่านำหน้ามาตลอด แต่คนกลับเปลี่ยนเป็นสูงใหญ่เหนือล้ำขึ้นมากะทันหันช่างยากจะยอมรับได้
สำหรับอาวุโสสี่ยังคงอยู่ด้านข้าง ช่วงชิงชีวิตเจ้าอ้วนน่าตายคืนจากมัจจุราช
ลั่วเฉินสีหน้าเรียบดั่งน้ำนิ่งชัดเจนว่าจากพลังที่สำแดงออกมา มันพบพานขุมพลังที่ทัดเทียมกับตนเองไม่อาจมองข้ามได้
“ฝ่ามือกิเลนครองฟ้า ลง!”
ฉินจิ่วเกอตะเบ็งวาจาออกมาเจ็ดแปดคำเต็มเสียงณ เนินเขาลูกเล็กนั่น ต้นไม้ใบหญ้าถูกป่นเป็นธุลี ดินโคลนจากบนเขาม้วนทะลักแตกทลายศิษย์ทั้งหลายที่มุงอยู่ ต่างปราศจากท่าทีหยอกล้อไม่เคารพนับถือหรือหมิ่นแคลนอีกความตระหนกภายใต้แรงกดดันนี้ ทำให้ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมอง
ครืนนนนนนนน!
สายฟ้าลั่นน่าตระหนกฝ่ามือขนาดใหญ่ลากดึงพลังวิญญาณมหาศาล กลางอากาศปรากฏเงาร่างบางเบาขึ้น
ดูไปคล้ายมีความหนาแค่เพียงกระดาษบางเฉียบทว่าพลังอำนาจที่แฝงอยู่ภายในนั้น เพียงพอให้อาวุโสทั้งหลายต้องเปลี่ยนสีหน้า
น่าเสียดาย ทักษะยุทธบรรพกาลเพียงมีผู้สืบทอดได้คนเดียวเท่านั้นมิเช่นนั้นหากบรรดากลั่นดวงธาตุอย่างพวกเจ้าได้ไปหมด ก็เพียงพอให้ยกระดับพลังขึ้นสูงสุด
พื้นดินสั่นสะท้านเล็กน้อยก้อนศิลาลอยกระเด็นกระดอน ไม่ต่างจากแผ่นดินไหว
ณ ยอดเนินหญ้าทั้งหลายชั้นแล้วชั้นเล่าหลุดร่วงออก ไม่ต่างจากผลไม้ที่ถูกปอกเปลือกทีละชั้นค่อยๆ ถูกลอกจนลดขนาดลงเรื่อยๆ
แคร่กก!
ฝ่ามือยักษ์บางๆ ข้างนั้นป่นชายเสื้อด้านขวาของฉินจิ่วเกอจนเป็นผุยผง
ฉินจิ่วเกอพลังฝีมืออ่อนด้อยเกินไปหากคิดสำแดงฤทธานุภาพของกิเลนครองฟ้าออกมาเต็มพันหมื่นส่วนจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาที่นานกว่านี้
และแล้วฝ่ามือก็ร่วงหล่นลงจากฟ้าพลังวิญญาณระเบิดทำลายออกทั่วสี่ทิศแปดทาง
พลังอันเต็มเปี่ยมบริบูรณ์สุดขีดเส้นแสงในอากาศต่างก็หม่นหมองลงชั่วขณะ ทุกผู้คนจับจ้องมองดาวตกดวงนั้นร่วงถล่มลงใส่เนินเขา
บรึมมม!
หมอกควันสลายหายเนินเขาลูกย่อมกลายสภาพเป็นพื้นที่ราบเรียบ ก้อนศิลาบนภูเขาล่มถล่มทลายถูกบดขยี้จนแหลกลาญไม่เหลือสภาพ
ยอดเขาราบสนิทปรากฏรอยฝ่ามือประทับ ขนาดใหญ่เท่าบ้าน อัดแน่นไปด้วยพลัง
ศิษย์ทั้งหลายในที่นั้นไม่มีผู้ใดรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้
ฝ่ามือเมื่อครู่หากโจมตีใส่ฝูงชน ร้อยกว่าคนไม่มีผู้ใดรอดชีวิต
ภายใต้พลังอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไม่ว่าอันใดล้วนเป็นภาพลวงตา เพียงพลังอำนาจเท่านั้นที่จริงแท้
เจ้าอ้วนน่าตายรอดตายหลังวิกฤติมาได้ก็ลูบอกอย่างโล่งใจยังดี มันไม่ได้ลงเดิมพันมากนัก
จากตอนนี้ศิษย์พี่ใหญ่ไม่ได้ด้อยไปกว่าศิษย์พี่รอง เพียงแต่มันเป็นคนชอบถล่มตนเก็บซ่อนความสามารถและไม่ต้องการชื่อเสียง
ฝ่ามือเมื่อครู่นั่นต่อให้เป็นซ่งเล่อเองยังต้องถอนหายใจแม้แต่สังขารของยอดยุทธ์พิสุทธิ์ไพศาลชั้นต้นยังไม่อาจต้านทานรับไว้
หากเป็นมันที่ต้องเผชิญเกรงว่าคงไม่มีไพ่ตายอันใดให้งัดออกมารับมือด้วยได้
เช่นเดียวกันฉินจิ่วเกอเมื่อฟาดฝ่ามือออก พลังวิญญาณในร่างก็เหือดแห้งสิ้นความรู้สึกอ่อนเปลี้ยจากตันเถียนเส้นเอ็นทิ่มแทง ไม่ใช่เล็กน้อยเลย
“ศิษย์พี่น้องร่วมสำนักประลองฝีมือประชันกระบวนท่าเป็นเรื่องปรกติธรรมดายิ่ง ครั้งนี้ให้ถือว่าสู้เสมอรอผ่านไปอีกสักพัก พวกเจ้าค่อยมาแข่งกันใหม่” อาวุโสใหญ่ประกาศผลลัพธ์ศิษย์ทั้งหลายผงกศีรษะ ยอมรับทั้งกายและใจ
ฉินจิ่วเกอสำแดงพลังที่แท้จริงแล้วยามนี้เบื้องสูงเบื้องต่ำในพรรคหลิงเซียว ไม่มีผู้ใดกล้าเห็นมันเป็นเสือกระดาษอีก
“ตกลงรอจนข้าทลายด่านพิสุทธิ์ไพศาล ค่อยมาหารือกัน” ลั่วเฉินเปิดเผยประกาศออกมาอย่างโอ่อ่าอาจหาญ ก่อนจะหมุนกายจากไป มันรู้สึกได้ถึงความกดดันแน่นอนว่าย่อมต้องกลับไปเร่งฝึกฝีมือสัมผัสถึงพลังที่ได้จากการชำระล้างไขกระดูกเส้นเอ็นวันนั้น
“ศิษย์รัก ทำให้อาจารย์ภูมิใจหมดกังวลข้าขอประกาศ ศิษย์ทุกคนในพรรคหลิงเซียวล้วนได้รับศิลาวิญญาณคนละสิบก้อนเป็นรางวัล”
อาวุโสใหญ่แจกรางวัลด้วยความยินดีศิษย์ทั้งหลายก็ชื่นชมโสมนัส
พรรคหลิงเซียวปรากฏผู้โดดเด่นพวกมันที่สังกัดพรรคเองก็พลอยมีหน้ามีตา
นอกจากนี้ ศิลาวิญญาณสิบก้อนที่ได้รับล้วนเป็นบารมีจากศิษย์พี่ใหญ่ทั้งสิ้น
.
.
.