เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 6 บทที่ 172 ความแข็งแกร่งคือกฎ

        เพียงดาบเดียวกงหลุนก็ถูกหลินเฟิงสังหาร ไม่ว่าเขาอยากตอบโต้อย่างไรก็ไม่สามารถทำได้แล้วเพราะดาบนั้นได้แทงทะลุหัวใจของเขา

        พวกเขาไม่อาจทำความเข้าใจการโจมตีเพียงดาบเดียวนี้ได้ เนื่องจากการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วนอกจากนี้คลื่นดาบที่ปล่อยออกมาก็ไม่ได้พิเศษอะไร แต่ทำไมดาบธรรมดาเช่นนี้กลับสังหารกงหลุนได้ชั่วพริบตา

        “ความแข็งแกร่งช่างน่าหวาดกลัวอะไรขนาดนี้!”

        ฝูงชนต่างมองหลินเฟิงที่กำลังดึงดาบยาวออกจากร่างกงหลุน แล้วร่างไร้วิญญาณก็ล้มลงผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 6 อย่างกงหลุนสามารถเอาชนะเคอเฉิงและจู่หนิงได้แต่ทำไมตอนนี้ถึงกลายเป็นร้างไร้วิญญาณไปได้?

        พวกเขาไม่คิดว่าดาบของหลินเฟิงนั้นธรรมดา การเผชิญหน้าของผู้ฝึกยุทธ์ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญและดาบที่ดูลึกลับนั่นพวกเขาก็ไม่สามารถเข้าใจมันได้

        อีกสามคนที่อยู่ข้างกงหลุ่นเริ่มสั่นเทาเล็กน้อย และก้าวถอยหลังอย่างไม่ได้ตั้งใจเมื่อครู่นี้พวกเขายังยืนอยู่กับกงหลุนและจัดการกับหลินเฟิง ทว่าตอนนี้เพียงดาบเดียวของหลินเฟิงก็สังหารกงหลุนได้แล้วทำให้พวกเขารู้สึกหวาดกลัว หากดาบนั้นไม่แทงไปที่กงหลุน แต่เป็นพวกเขาแทนพวกเขาจะสามารถหลบดาบได้หรือไม่?

        เห็นได้ชัดว่าคำตอบคือไม่ เพราะกงหลุนแข็งแกร่งที่สุดในหมู่พวกเขา หากกงหลุนไม่รับดาบนั้นตอนนี้พวกเขาคงเป็นซากศพไปแล้ว

        ในขณะนั้นหลินเฟิงค่อยๆ หันหลังไป แล้วสายตาก็ไปหยุดที่ร่างพวกเขาทั้งสามจึงทำให้หัวใจของพวกเขาต่างเต้นระรัวเพราะความหวาดกลัว

        “กฎของพวกเจ้าก็เหมือนเขา?”

        หลินเฟิงกล่าวอย่างเยือกเย็น ทำให้พวกเขาต้องแข็งทื่อ จากนั้นก็มีหนึ่งในนั้นยิ้มออกมาและกล่าวว่า“ใช่ที่ไหนกันสหาย ข้าไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อเจ้าเลยหากเจ้าต้องการห้องฝึกฝนก็เลือกก่อนได้เลย”

        “สหาย?”

        หลินเฟิงเผยแววตาหยอกล้อออกมา และกล่าวว่า “หากข้าไม่ได้ตาฝาดไปเมื่อครู่นี้พวกเจ้าก็ยืนอยู่กับเขาไม่ใช่เหรอ? ในเมื่อมีส่วนเอี่ยวทำไมตอนนี้ต้องหวาดกลัวกันด้วย พวกเจ้ายังต้องกลัวจะถูกคนอื่นเยาะเย้ยอีกหรือ?”

        ทั้งสามคนต่างแข็งทื่อ เมื่อครู่พวกเขาได้แสดงออกอย่างชัดเจนว่าอยู่ข้างเดียวกับกงหลุนอีกทั้งยังได้สัญญากับอวี๋เจียวไว้ซึ่งหลินเฟิงก็ไม่ได้ตาบอด เขาจะไม่เห็นได้อย่างไรกัน แม้ตอนนี้พวกเขาอยากกลับคำพูดก็คงไม่ทันแล้ว

        “สหาย หากเจ้าต้องการหินหยวนก็ขอแค่เอ่ยมาและห้องฝึกชั้นที่สาม เจ้าก็สามารถใช้ได้ทุกเวลา” อีกคนกล่าว ในเมื่อไม่สามารถถอยกลับไปได้อีกแล้วการเผชิญหน้าก็คงเป็นทางเลือกสุดท้าย

        “ก่อนอื่นเลย… ข้ามีทั้งหินหยวนและห้องฝึกฝนชั้นที่สามแน่นอนว่าข้าสามารถใช้ได้ตามต้องการอยู่แล้ว ข้าจำเป็นต้องฟังคำพูดไร้สาระของเจ้าด้วยเหรอ?” หลินเฟิงกล่าวอย่างเยือกเย็น จึงทำให้อีกฝ่ายประหลาดใจจนต้องถามว่า“งั้นเจ้าต้องการอะไร?”

        “ทำลายการบ่มเพาะของตัวเองซะ” หลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นทำให้ทั้งสามต่างเสียวสันหลังวาบ ทำลายการบ่มเพาะของตัวเอง? หากหลังจากทำลายการบ่มเพาะแล้วพวกเขาจะกลายเป็นคนไร้ค่าและมีแต่คนดูถูก นอกจากนี้หากการบ่มเพาะของผู้ฝึกยุทธ์ได้ถูกทำลายไปนั่นจะเป็นจุดจบของพวกเขา

        ฝูงชนรอบด้านก็ตะลึงนิ่งไปเช่นกัน ทำลายการบ่มเพาะของตัวเองก็เหมือนไปตายอย่างไรก็ตามหากพวกเขาเป็นหลินเฟิงก็คงทำเช่นเดียวกัน เมื่อครู่นี้พวกเขาต้องการสังหารหลินเฟิงแต่ตอนนี้หลินเฟิงแข็งแกร่งมาก แน่นอนว่าหลินเฟิงต้องการสอนบทเรียนแก่พวกเขา

        “ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้า หากใครทำลายการบ่มเพาะพลังของนางได้พวกเจ้าก็จะไม่ต้องทำลายการบ่มเพาะของตัวเอง” หลินเฟิงกล่าวอย่างเฉยเมยขณะชี้อวี๋เจียวทำให้อวี๋เจียวต้องประหลาดใจ เมื่อครู่นางให้พวกเขาสี่คนไปสังหารหลินเฟิง หากใครสังหารหลินเฟิงได้นางก็จะนอนกับคนนั้น แต่ตอนนี้หลินเฟิงกลับให้ทั้งสามมาทำลายการบ่มเพาะของนาง

        เมื่อสิ้นสุดเสียงของหลินเฟิง ทันใดนั้นทั้งสามคนต่างมองอวี๋เจียวด้วยเจตนามุ่งร้าย

        “ข้าจะให้เวลาพวกเจ้า 10 ลมหายใจหากทำไม่ได้ ข้าจะทำลายการบ่มเพาะตามที่พูดเอาไว้”

        หลินเฟิงกล่าวเสริม ทันใดนั้นร่างของทั้งสามต่างปลดปล่อยลมปราณที่แข็งแกร่งออกมาและพุ่งตัวออกไปพร้อมกัน

        ด้านหน้าของพวกเขานั้น แน่นอนว่าอวี๋เจียวต้องสังเวยชีวิต

        การถูกทั้งสามคนที่แข็งแกร่งกว่าโจมตีพร้อมกัน ทำให้สีหน้าของอวี๋เจียวพลันซีดขาวราวกับกระดาษและเมื่อสิ้นสุดเสียงของหลินเฟิง ชะตากรรมของนางก็ได้ถูกกำหนดไว้แล้ว  

        หรือนางจะชะตาขาดตั้งแต่ไปพูดจาดูถูกและทำร้ายหลินเฟิงในทีแรกแล้ว

        ทันใดนั้นก็มีเสียงกรีดร้องออกมา ทว่าหลินเฟิงไม่ได้มองไปที่ต้นตอของเสียงแต่กลับกล่าวอย่างเฉยเมยว่า “พานางออกไปและเก็บซากศพพวกนี้เสียด้วย หลังจากนี้อย่าโผล่หน้ามาที่ชั้นสามอีก”

        ทั้งสามคนต่างตกใจ หลังจากหลินเฟิงให้อภัยพวกเขาแล้ว ก็พาอวี๋เจียวและนำซากศพของกงหลุนและคนอื่นๆออกไป ระหว่างที่เดินออกไปสายตาเย็นชาของพวกเขาก็มองอวี๋เจียวผู้หญิงคนนี้เกือบทำให้การบ่มเพาะของพวกเขาต้องถูกทำลาย และอีกอย่าง… หากไม่มีกงหลุนล่ะก็พวกเขาคงตายไปแล้ว

        วันนี้การบ่มเพาะของผู้หญิงคนนี้ได้ถูกทำลายไปและชีวิตของนางจะเปลี่ยนไปตลอดกาล

        หลินเฟิงไม่สนใจพวกเขาที่กำลังเดินออกไป แต่กลับเดินไปยังห้องฝึกฝนที่สลักชื่อและคำว่า ‘หวงห้าม’ อยู่บนประตู จู่ๆ ก็เกิดรอยยิ้มเย็นชาที่มุมปาก

        “ในเมื่อเป็นกฎ ถ้างั้นวันนี้ข้าก็จะปฏิบัติตามกฎ”

        หลินเฟิงพึมพำขณะที่ฝ่ามือของเขาอยู่ตรงชื่อบนประตู ทันใดนั้นชื่อบนประตูก็ถูกหลินเฟิงลบออกจนหมด

        หลังจากนั้นหลินเฟิงได้เหยียดนิ้วออกไปและปรากฏแสงบนปลายนิ้ว เพียงชั่วพริบตาคำว่า ‘หลิน’ ก็ปรากฏขึ้นแทนที่

        จากนั้นหลินเฟิงก็เดินไปอีกเจ็ดห้องที่เหลือ และประทับคำว่า ‘หลิน’ บนประตูห้องฝึกฝนชั้นสามทั้งหมด

        ผู้คนที่ยืนอยู่ต่างมองการกระทำของหลินเฟิงเงียบๆ โดยไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไรออกมา

        เจ้าหมอนี่ช่างบ้าระห่ำนัก

        อย่างไรก็ตามหากไม่มีหลินเฟิง ห้องฝึกฝนทั้งหมดก็คงไม่เวียนมาถึงพวกเขามีเพียงคนที่แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะมีสิทธิพิเศษ อีกทั้งมีสิทธิ์เอ่ยถึงกฎและตั้งกฎของตัวเองได้ 

        ผู้ฝึกยุทธ์ที่อ่อนแอไม่มีสิทธิ์พูดอะไรได้

        หลินเฟิงอาศัยการบ่มเพาะระดับขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 5 จึงสามารถสังหารผู้ที่อยู่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 6 ได้ ทำให้คนอื่นๆ ที่อยู่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 6 ต้องยอมเชื่อฟัง หลินเฟิงช่างเป็นคนบ้าระห่ำอะไรขนาดนี้!

        “ห้องฝึกฝนทุกห้องเป็นของข้า จนกว่าข้าจะลบชื่อออกหากใครกล้าย่างกรายเข้าไป ผู้นั้นจะต้องไม่ตายดีอย่างแน่นอน”

        หลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด แล้วเข้าไปในห้องฝึกฝนของกงหลุนพร้อมกับเสียงดังกึกก้องและประตูก็ปิดลง จากนั้นหยวนชี่ก็เปล่งแสงออกมา  

        เมื่อเห็นระดับแสงที่สว่างขึ้นก็รู้ได้ว่า กงหลุนจะต้องใส่หินหยวนเข้าไปไม่น้อยแน่นอนทำให้หลินเฟิงไม่จำเป็นต้องเสียหินหยวนไปสักพักหนึ่งได้

        อย่างน้อยวันนี้การท้าสู้ของเขาและเฮยม่อ มันก็เพียงพอแล้ว

        ภายในห้องฝึกฝนของชั้นสามมีหยวนชี่บริสุทธิ์อันหนาแน่นและทรงพลังหลินเฟิงที่เพิ่งเข้ามาก็รู้สึกว่าได้ว่ารูขุมขนทุกส่วนของร่างกายราวกับเปิดออก ทำให้รู้สึกผ่อนคลายร่างกายของเขาพลันกระหายและต้องการดูดซับหยวนชี่อันบริสุทธิ์

        หลินเฟิงนั่งขัดสมาธิและเรียกใช้จิตวิญญาณแห่งสวรรค์ แล้วเข้าสู่สถานะเข้าณาน

        หยวนชี่บริสุทธิ์ที่ไหลเวียนอยู่รอบๆ ทำให้ขา กระดูก เส้นโลหิต และกล้ามเนื้อของเขาค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้นและหยวนชี่ภายในร่างกายของหลินเฟิงก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นบริสุทธิ์ขึ้นเรื่อยๆ

        ขณะที่ฝึกอย่างไม่รู้วันคืน เวลาก็ล่วงผ่านไปเรื่อยๆหลินเฟิงไม่รู้ว่าโลกภายนอกตอนนี้เป็นอย่างไรและชื่อเสียงของเขาในสำนักเทียนอี้ดังมากขนาดไหน และในเวลาเดียวกัน วันประลองของเขาและเฮยม่อก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ