ยอดเขาฉิงหยุน เขตหลินไห่ ชานเมืองฉวนโจว
เวลานี้บนดาดฟ้าของวิลลาพักร้อนฉิงหยุน ซูฮ่าวนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นเป็นระยะเวลายาวนานราวกับไม่มีที่สิ้นสุด?ผสานกับสรรพสิ่งเป็นหนึ่งเดียว ใช้ห้าธาตุเก็บพลังฟ้าดินแปลงจากความว่างเปล่าเป็นของจริง?
มีเขาเป็นศูนย์กลาง โดยรอบเริ่มปรากฏแสงสว่างมากมาย ดึงมาประสานกันกลายเป็นเส้น ผนึกอยู่บนหัวของเขา
สายตาของซูฮ่าวจับจ้อง เขายกมือทั้งคู่ขึ้นมาเบาๆ และหงายฝ่ามือนิ้วมือประสานกัน ชูขึ้นเหนือหัว แขนทั้งคู่งอเล็กน้อย ราวกับตรงแต่ไม่ตรงคงที่ไม่ขยับ
“เท็จคือจริง จริงคือเท็จ มีรูปก็ย่อมไร้รูป ไร้รูปก็ย่อมมีรูป … ”
เสียงท่องดังมาจากปากของซูฮ่าวทุกเวลา ราวกับมีพลังวิเศษที่นำสรรพสิ่งทำให้เส้นที่ผนึกเข้ามาสับสนปนเป คือปลอมคือจริง ไม่มีเริ่มต้นไม่มีสิ้นสุด
จนกระทั่งถึงเวลานี้ เขายืดหัวขึ้น ลิ้นดันขากรรไกรบน เก็บคางผ่อนไหล่กับข้อศอกลง แขนทั้งคู่เป็นวงกลม คงที่ไม่ขยับเช่นนี้
“ผนึกวิญญาณขีดเส้น ดึงเส้นเป็นค่ายกล คืนวิญญาณเป็นหนึ่งค่ายกลผนึกวิญญาณผูก!”
ช่วงที่คำพูดดังออกมา เส้นพลังวิญญาณราวกับเปิดภูมิปัญญาสร้างค่ายกลผนึกวิญญาณที่ซับซ้อนขึ้นมา และห่อหุ้มทั้งวิลลาพักร้อนฉิงหยุนไว้ด้านในแล้ว
แสงรอบตัวของซูฮ่าวค่อยๆ หายไป ต่อมาคือพลังฟ้าดินที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่หยุด
“ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว … ”
ไม่นาน พลังพวกนี้ก็ผนึกเป็นหมอกอยู่บนวิลลา และกลายเป็นเมฆด้วยความเร็วที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า
ซูฮ่าวยืนอยู่บนยอดของวิลลา ราวกับอยู่กลางโลกเซียนที่มีเมฆหมอกตามด้วยการหายใจของเขาล้วนจะมีพลังถูกดูดเข้าไปในตัว สร้างกายเนื้อและเพิ่มความเร็วในการฝึกฝน
“สำเร็จเสร็จสิ้น!” เขาผ่อนคลายไหล่และฉีกยิ้มเล็กน้อย หลังจากนั้นก็เดินลงมาที่ห้องโถงของวิลลา
ภายในห้านาทีนี้ เขาจัดตั้งค่ายกลวงกตกับค่ายกลผนึกวิญญาณสำเร็จแล้วอย่างแรกใช้เพื่อหยุดยั้งพวกที่มีจิตใจชั่วร้าย ป้องกันอีกฝ่ายบุกรุกวิลลาอย่างหลังใช้ฝึกฝนส่วนตัว เพิ่มความเร็วในการพัฒนากำลัง
เขาเชื่อว่า มีค่ายกลผนึกวิญญาณ คู่กับของเหลวผนึกวิญญาณ ความเร็วในการฝึกฝนก็รวดเร็วดั่งหนึ่งวันพันลี้อย่างแน่นอน
พูดไปแล้ว ยังต้องขอบคุณระบบที่ทำให้เขาจับได้การ์ดขี้อวดด้านฮวงจุ้ยมิฉะนั้นด้วยกำลังของเขา ค่ายกลผนึกวิญญาณนี้ก็จัดตั้งขึ้นมาไม่ได้อย่างเด็ดขาด
ตอนที่มาถึงห้องโถง ซูฮ่าวพบว่าในห้องโถงไม่รู้ว่ามีโต๊ะยาวที่ทำจากคริสตัลหนึ่งตัวมาวางไว้ตั้งแต่เมื่อไรด้านบนมีอาหารอันโอชะจัดวางเต็มไปหมด กลิ่นหอมของอาหารฟุ้งไปทั้งห้องโถงหอมกรุ่นเป็นอย่างยิ่ง
“คุณซู พี่เทียนให้ผมส่งอาหารขึ้นมาให้คุณ เขามีเรื่องด่วนต้องรีบไปจัดการดังนั้นก็เลยรับรองคุณไม่ได้ชั่วคราว ขอโทษจริงๆ ครับ” หม่าปิงเห็นซูฮ่าวเดินลงมาจากดาดฟ้าเขาก็รีบยืนขึ้นจากโซฟาทันที และพูดอย่างให้ความเคารพ
ตอนที่เขามาถึงภูเขาฉิงหยุน เขารู้สึกว่าพลังโดยรอบเข้มข้นขึ้นหลายเท่าแล้วจิตใจที่เร่าร้อนถูกทำให้สงบทันที ราวกับนั่งบำเพ็ญตนอยู่ที่นี่ก็คือการลงทุนน้อยแต่ได้ผลตอบแทนมากอย่างแน่นอน
เมื่อก่อนเขาก็เคยมาที่ยอดเขาฉิงหยุนกับหวางเฉิงเทียน ยอดเขาฉิงหยุนในเวลานั้นจริงๆแล้วก็ไม่มีสภาพแวดล้อมที่เป็นใจคอยอำนวยความสะดวกอย่างในตอนนี้ ทำให้เห็นได้ชัดว่าทุกอย่างนี้ล้วนคือฝีมือของซูฮ่าว
เขานึกถึงตรงนี้ ในสายตายิ่งปรากฏความเลื่อมใสแค่การเคลื่อนไหวก็ปรับเปลี่ยนความหนาของพลังโดยรอบ ความสามารถระดับนี้จริงๆแล้วก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะจินตนาการได้
“ไม่เป็นไร” ซูฮ่าวโบกมือ แสดงความเข้าใจ
เรื่องด่วนที่หวางเฉิงเทียนพูด ก็คือไปสืบหาตัวคนที่วางยาในของบำรุงของเขาอย่างแน่นอนอีกฝ่ายในฐานะเจ้าพ่อมาเฟีย แต่กลับถูกคนหลอกเช่นนี้ จะเลิกราได้อย่างไร
หม่าปิงทำมือคารวะแล้ว “เช่นนั้นผมก็ไม่รบกวนคุณซูทานอาหารแล้วหากมีเรื่องอะไร คุณซูก็โทรศัพท์หาผมได้”
“ได้!” ซูฮ่าวพยักหน้าเล็กน้อยหลังจากที่หม่าปิงออกไปแล้ว เขาก็นั่งทานอาหารอยู่ด้านหน้าโต๊ะคริสตัลเพียงคนเดียว
โต๊ะคริสตัลที่ใหญ่โตมีเขาแค่คนเดียว ดูแล้วก็โดดเดี่ยวมาก แต่เขาก็ปรับตัวได้และทานอย่างเอร็ดอร่อย
เขาในชาติก่อน ทุกๆ วันล้วนใช้ชีวิตอย่างนี้ ที่ไม่เหมือนกับชาตินี้ก็คือเขาในชาติก่อนส่วนใหญ่อยู่ในบ้านที่หนาวเย็นและเปียกชื้น อาศัยแสงไฟที่สลัวนั่งอยู่ด้านหน้าโต๊ะเก้าอี้ที่เก่าและพัง ทานอาหารเหลือที่เย็นชืด
เมื่ออยู่เพียงลำพังมาอย่างยาวนาน ก็ฝนใจของเขาให้แหลมคมแล้ว
ซูฮ่าวทานอาหารเสร็จแล้วก็คิดที่จะโทรศัพท์ไปหาไป๋เหวินหลิง แต่เมื่อนึกถึงความไม่เชื่อใจที่ไป๋เหวินหลิงมีต่อเขาตอนที่อยู่ที่โรงน้ำชาธรรมชาติบวกกับแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือต่ำเกินไปและปิดเครื่องเองแล้วเขาก็เลยยกเลิกความคิดนี้แล้ว และชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือไว้อีกด้านหนึ่ง
จากนั้นเขาเดินไปยังชั้นสูงสุดของวิลลานั่งขัดสมาธิอยู่ที่พื้นและเริ่มบำเพ็ญตน
เวลานี้กำลังของตนเองคือนักรบโบราณพรแสวงช่วงสุดยอดวิชาการฝึกตันเถียนที่ดั้งเดิมสำหรับเขาแล้ว ผลลัพธ์ลดลงไปไม่น้อย
แต่โชคดีที่เขาคือสายตรงของบ้านซู ซูฮ่าวตอนเด็กเคยอ่านตำราลับของบ้านซูมากมายรู้ถึงวิชาที่มีผลน่าทึ่งต่อนักรบโบราณพรแสวงช่วงสุดยอดโดยเฉพาะ
วิชายุทธนี้ชื่อวิชาเก็บแสงรวมพลัง มีชื่อว่าวิชาการฝึกอัคคีคือวิทยายุทธตันเถียนที่ฝึกโดยผ่านการหายใจ
วิทยายุทธนี้เข้มงวดต่อการหายใจ ความถี่จะต้องสอดคล้องกับกับเงื่อนไขห้าประการความละเอียดเสมอกัน ช้า ลึก ยาว รูปแบบการหายใจคือเข้า หยุด ออก สามจังหวะความสั้นยาวของจังหวะคือก้าวไปตามลำดับ ต้องการเห็นผลสำเร็จในทันทีไม่ได้
ในด้านการหายใจ วิธีการคือการหายใจแบบเก็บหน้าท้องตอนที่หายใจเข้ากล้ามเนื้อส่วนท้องค่อยๆ เก็บส่วนท้องยุบลงไป หน้าอกขยายออกตอนที่หายใจออกกล้ามเนื้อหน้าท้องค่อยๆ ผ่อนคลาย จนถึงสภาพที่สมดุล
หลังจากที่ในหัวหวนนึกถึงกระบวนการฝึกของวิชาเก็บแสงรวมพลังแล้วฝ่ามือทั้งคู่ของซูฮ่าวคว่ำลง กดลงบนเข่าทั้งคู่เบาๆ และหลับตาจดจ่อเข้าสู่สภาพเริ่มต้นของการฝึกโดยจังหวะที่สูดหายใจเข้าสี่วินาทีกลั้นลมหายใจสามวินาที และหายใจออกสามวินาที
ในขณะเดียวกัน เขาเปิดใช้ค่ายกลผนึกวิญญาณ พลังผนึกมาล้อมรอบตัวของเขาตามด้วยการหายใจขึ้นลง พลังก็เข้าสู่ตัวเขาอย่างเงียบๆ
เขาตั้งสมาธิอยู่ที่ตันเถียน ให้พลังวนเวียนอยู่ที่ลมปราณเหริ่นตูสองลมปราณหนึ่งรอบโคจรจุลจักรวาลจนเสร็จ
หลังจากนั้นพลังเดินวน นอกจากลมปราณเหริ่นตูสองลมปราณแล้วก็ไหลอยู่บนเส้นลมปราณอื่นๆ โคจรมหาจักรวาล
หลังจากที่การโคจรมหาจักรวาลประกอบขึ้นแล้วซูฮ่าวนำพลังจุเข้าสู่ลมปราณกลางจากขั้วหัวใจถึงจุดฮุยหยินบวกกับลมปราณซ้ายลมปราณขวาจนกระทั่งพลังทะลุร้อยลมปราณและไขกระดูก
เวลานี้ ทั้งตัวเขาเต็มไปด้วยพลัง และหลอมรวมร้อยลมปราณ
ตอนที่พลังหลั่งไหลทั้งตัว เขาไม่รีบร้อน ไม่หย่อนไม่เหยียดก้าวหน้าไปตามลำดับ
ตอนที่พลังวนเวียนรอบที่สอง อิงตามจังหวะการหายใจเข้าห้าวินาทีกลั้นลมหายใจสี่วินาที และหายใจออกสามวินาที จากนั้นกำหนดการหายใจอย่างต่อเนื่องและทำทั้งกระบวนการซ้ำอีกครั้ง
ตอนที่พลังรอบที่สาม อิงตามจังหวะการหายใจเข้าหกวินาที กลั้นหายใจหกวินาทีและหายใจออกสี่วินาที ควบคุมการหายใจ และทำซ้ำทั้งกระบวนการ
หลังจากนั้น เขาค่อยๆ เพิ่มเวลาของการหายใจและกลั้นลมหายใจจนถึงขั้นที่หายใจเข้านานเท่าไรก็หายใจออกนานเท่านั้นโดยมีการยื้อเวลากลั้นลมหายใจยาวเป็นหลัก ทุกๆ สิบนาทีจะปรับเวลาประมาณสองวินาที
ระหว่างนี้ แต่ไหนแต่ไรมาซูฮ่าวไม่เคยรีบร้อนวิชาเก็บแสงรวมพลังมีความต้องการด้านจิตใจของผู้ฝึกสูงมาก หากรีบร้อนจะหายใจไม่เป็นจังหวะ และเกิดการกลั้นลมหายใจ จนทำให้พลังยุ่งเหยิงจนปรากฏอาการหูอื้อ วิงเวียนศีรษะ กระอักเลือด และอื่นๆ คนที่เป็นหนักอาจจะทำให้ธาตุไฟเข้าแทรกจนจำหน้าไม่ได้
เวลาค่อยๆ ผ่านไป ซูฮ่าวดำเนินการฝึกตามลำดับตลอด แม้ระหว่างทางจะเคยปรากฏความผิดพลาดแต่ก็ไม่มาก และสามารถแก้ไขได้
ห้าชั่วโมงผ่านไป ช่วงพลบค่ำมาเยือน เขาหยุดชะงัก และค่อยๆ ลืมตาขึ้นแล้ว
เวลานี้ในตันเถียนของเขา ร่องที่พลังเคลื่อนไหวสี่ร่องแข็งแรงเป็นอย่างยิ่งความเร็วในการไหลยิ่งรวดเร็ว ความจุยิ่งมาก และมีร่องที่ห้าปรากฏขึ้นอย่างรำไร
ในขณะเดียวกันตัวอ่อนเน่ยตันในตันเถียนใกล้จะกลายเป็นเน่ยตันอย่างไร้ขีดจำกัดแล้วแค่ต้องผ่านการชำระล้างจากของเหลวผนึกวิญญาณอีกครั้ง จากนั้นก็จะก่อตัวเป็นเน่ยตันและเข้าสู่รายการของยอดฝีมือพรสวรรค์ ควบคุมพลังมืดได้
ในสายตาของซูฮ่าวฉายแสงเจิดจ้า และค่อยๆ หายใจออกแล้ว
วินาทีนี้ ออร่าของนักรบที่อยู่บนตัวเขาแข็งแกร่งกว่าก่อนหน้านี้มากคือขอบเขตของยอดฝีมือกึ่งพรสวรรค์
เขาต่อยออกไปหนึ่งหมัด มีอานุภาพไร้เทียมทาน อากาศราวกับถูกต่อยระเบิดส่งเสียงคลื่นคำราม
ยังไม่รอให้เขายืดเส้นยืดสาย ก็มีคนมาถึงยอดภูเขาฉิงหยุนหนึ่งกลุ่มแล้ว
เพราะตอนที่ซูฮ่าวกำลังฝึกฝน เขาได้เปิดใช้ค่ายกลวงกต จึงทำให้คนกลุ่มนี้วนเวียนอยู่รอบนอกของวิลลามาตลอดแม้พวกเขาจะพยายามเดินมาทางวิลลาอย่างไร แต่หลังจากผ่านไปหนึ่งนาทีก็จะกลับไปอยู่ที่เดิม
ซูฮ่าวที่อยู่บนดาดฟ้าของวิลลากวาดตามองไป และพบว่าคนที่มาคือพวกหวางเฉิงเทียนเขาก็เลยยกเลิกค่ายกลวงกตชั่วคราวแล้ว
“ค่ายกลวงกตปิดแล้ว เข้ามาได้!”
เสียงของเขาไม่ดัง แต่เมื่อผ่านพลังสว่าง กลับดังไปทั้งวิลลาจนทำให้พวกหวางเฉิงเทียนล้วนได้ยินคำพูดของเขาแล้ว
“เป็นแรงเจาะทะลุที่แข็งแกร่งมาก กำลังของคุณซูเทียบกับก่อนหน้านี้ก็แข็งแกร่งขึ้นไม่น้อย” หม่าปิงมีสีหน้าตกใจ ในสายตาเต็มไปด้วยอาการซับซ้อน
นี่เพิ่งจะเป็นเวลาสั้นๆ ไม่กี่วันกำลังของซูฮ่าวก็ยกระดับขึ้นอีกหนึ่งขั้นแล้ว แต่เขายังคงเป็นแค่ขั้นนักรบโบราณพรแสวงช่วงกลางเมื่อเทียบกับมหาสมุทรน้ำแข็งอย่างซูฮ่าว เขาก็คือน้ำในคลองชัดๆ
เขากับพวกหวางเฉิงเทียนค่อยๆ เดินเข้าไปในวิลลาพักร้อนฉิงหยุนอย่างเลี่ยงไม่ได้
พอก้าวเข้าสู่วิลลา ความรู้สึกที่เย็นสบายก็ล้อมรอบพวกหวางเฉิงเทียนทันทีราวกับค้นหาพื้นที่สีเขียวในทะเลทราย ทั้งร่างกายและจิตใจล้วนผ่อนคลายลงแล้ว
“เป็นสภาพแวดล้อมที่สบายมาก ดูแล้วค่ายกลที่คุณซูจัดตั้งก็ไม่ธรรมดาจริงๆ ”หวางเฉิงเทียนเดินอยู่ในห้องโถงอย่างมีชีวิตชีวาความร้อนรุ่มของทั้งตัวราวกับถดถอยไป เหลือแค่ความสุขใจและร่าเริง
หม่าปิงก็พยักหน้าแล้ว และแอบรู้สึกเลื่อมใส
ถึงแม้ก่อนหน้านี้เขาจะเคยเข้ามาที่วิลลา แต่เมื่อเทียบกับเมื่อห้าชั่วโมงก่อนเวลานี้พลังในวิลลายิ่งเข้มข้น สภาพแวดล้อมยิ่งสบาย ด้วยปัจจัยในตอนนี้หากเขานั่งทำสมาธิ เกรงว่าจะเข้าสู่สภาพของการฝึกที่ดีที่สุดได้
“ผมอยู่บนดาดฟ้า ขึ้นมาเถอะ”
เวลานี้เสียงของซูฮ่าวดังลงมาจากด้านบนของวิลลา เกริกก้อง และดังก้องหู
พวกหวางเฉิงเทียนก็ไม่ลังเล และเดินขึ้นไปบนดาดฟ้าของวิลลาแล้ว
ที่เข้าสู่ม่านตาก็คือซูฮ่าวที่หันหลังให้พวกเขา ซูฮ่าวในเวลานี้หันหน้าไปทางภูเขาแม่น้ำ อยู่กลางเมฆหมอกพลัง แสงตะวันรอนสาดส่องลงมา สะท้อนตัวของซูฮ่าวจนเป็นสีแดงเหมือนกับเทพเจ้า
ซูฮ่าวมองผืนดินอันกว้างใหญ่ไพศาล และถามโดยที่ไม่ได้หันหน้ามามองพวกเขาว่า“มีธุระอะไร?”
“คุณซู ถึงเวลาอาหารเย็นแล้วครับ ผมจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำที่บ้านเดี่ยวไห่เชิ่งแล้วพวกเหว่ยเหอกับระดับสูงของเขตหลินไห่ก็ล้วนอยู่ด้วย ทุกคนล้วนรอให้คุณไปอยากจะขอบคุณน้ำใจที่คุณช่วยสวนดอกไม้หมื่นดอกต่อหน้า”หวางเฉิงเทียนเข้ามาพูดอย่างให้ความเคารพ
“อืม” ซูฮ่าวตอบรับอย่างตามใจชอบ
จริงๆ แล้วเขาก็ไม่หิวมากแต่ไปบ้านเดี่ยวไห่เชิ่งรับมือกับบุคคลมีอำนาจสูงสักหน่อยสำหรับเขาแล้วก็ไม่ใช่เรื่องไม่ดีอะไร
อย่างไร แผนการแรกของเขาก็เป็นจริงอยู่ที่ภูเขาฉิงหยุนของเขตหลินไห่แล้วต่อไปหากต้องการพัฒนาให้ยิ่งใหญ่ ก็คงต้องการความช่วยเหลือจากพวกเหว่ยเหอ
ซูฮ่าวเดินตามพวกหวางเฉิงเทียนลงมาจากดาดฟ้า เมื่อเข้าสู่ห้องโถงแล้วก็หยิบโทรศัพท์มือถือที่ชาร์จแบตเตอรี่เสร็จแล้วขึ้นมาหลังจากนั้นก็นั่งรถลงจากภูเขาไปพร้อมกับพวกเขาแล้ว
หลังจากที่ทุกคนออกไปแล้ว ค่ายกลวงกตก็เปิดใช้อีกครั้ง ดูเหมือนจะสงบแต่จริงๆ แล้วในค่ายกลวงกตซ่อนอันตรายไว้ หากมีคนต้องการบุกรุกวิลลาก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนมหาศาล
………………..
บ้านเดี่ยวหลังเดียว ฉวนโจว
เวลาบ่ายโมงหลังจากที่กลับจากบริษัทถึงบ้านเดี่ยวแล้วไป๋เหวินหลิงก็เริ่มงานเตรียมอาหารเย็น เธอไปซื้อผักที่ตลาดมามากมายและเข้าห้องครัว ทำอาหารอย่างไม่หยุด
ในเวลานี้เธอระเบิดหม้อไปหลายครั้งแล้ว ทำให้ตัวดำไปหมด และดูกระเซอะกระเซิงเป็นอย่างยิ่ง
ไม่มีทาง เธอทำอาหารน้อยครั้งมาก เรื่องอย่างนี้ส่วนใหญ่ล้วนมอบให้แม่บ้านจัดการหากแม่บ้านกลับบ้านเกิด เธอก็จะสั่งเดลิเวอรี
แต่เพื่อต้องการที่จะชดเชยให้กับบาดแผลของซูฮ่าว เธอก็สู้ตายแล้ว ครั้งที่หนึ่งไม่ได้ก็ลองครั้งที่สองเธอเตรียมอาหารเย็นอย่างประณีตเป็นอย่างมาก
ห้าชั่วโมงเต็มๆ เธอเพิ่งจะวางอาหารจนเต็มโต๊ะ เพื่อสร้างบรรยากาศเธอยังตั้งใจเข้าอินเทอร์เน็ตค้นหาอาหารเย็นที่โรแมนติกของคู่รักแล้ว
อิงตามคำแนะนำในอินเทอร์เน็ต เธอวางเชิงเทียนที่มีความโรแมนติกคู่กับไวน์แดงที่ยั่วยวน รวมถึงผลจากแสงไฟ และอื่นๆ ไป๋เหวินหลิงมองอาหารเย็นอันประณีตที่ตนเองจัดเตรียมก็รู้สึกว่าทำสำเร็จแล้ว
รอยยิ้มออกมาจากมุมปากของเธอ อยู่ใต้แสงไฟก็สดใสเป็นอย่างยิ่ง
ไป๋เหวินหลิงมองเวลาแล้วก็พบว่าคือตอนเย็นเวลาหกโมงครึ่งเธอเดินไปตรงหน้าประตู กวาดตามองด้านนอกหนึ่งรอบ แต่กลับไม่เห็นร่างของซูฮ่าว
“เขาอาจจะติดธุระ สายหน่อยถึงจะกลับมา” ไป๋เหวินหลิงขมวดคิ้วและพูดปลอบใจตนเอง เธอนั่งอยู่บนโซฟา และรออย่างเบื่อหน่าย
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ซูฮ่าวยังคงไม่กลับมา
รอยยิ้มตรงมุมปากของไป๋เหวินหลิงค่อยๆ หายไปในระหว่างที่รอ ความกระตือรือร้นก็ค่อยๆหายไป
เธอเปิดโทรทัศน์ มีแค่เชิงเทียนที่จุดไว้แล้ว บรรยากาศที่เดิมทีโรแมนติกแต่เพราะมีเธออยู่ที่นี่แค่คนเดียว จึงดูเยือกเย็นเป็นพิเศษ
ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมง เวลานี้คือสองทุ่มแล้ว แต่ซูฮ่าวก็ยังคงไม่กลับมา
ไป๋เหวินหลิงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เธอต้องการที่จะโทรศัพท์ไปหาซูฮ่าวอยู่หลายครั้งแต่ในที่สุดยังคงอดทนไว้แล้ว
เธอกลัวว่าสายของเธอจะทำให้เกิดผลกระทบ ถึงเวลาซูฮ่าวอาจจะยิ่งไม่อยากกลับมา
เธอครุ่นคิดอยู่สักพัก จากนั้นก็เปิดโทรศัพท์ และส่งข้อความให้ซูฮ่าวแล้ว …