ท่านหัวหน้าตระกูลถังวางตะเกียบในมือทันที เขาไม่มีกะจิตกะใจจะกินข้าวอีกต่อไป เขาตะโกนร้องเรียกคนในบ้านออกมา สั่งว่า “หย่งจึ เหมิงจึ เจ้าจงพาคนรับใช้พวกนั้นหยิบจอบแล้วรีบตามข้ามา”
“ท่านพ่อจะไปไหนหรือขอรับ?”
“ตามมาเถอะ เดี๋ยวเจ้าก็จะรู้เอง”
ทุกคนไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ แต่ก็รีบสาวเท้าตามไป จนเห็นฉีจิงที่ยังยืนอยู่ที่เดิม เมื่อเห็นพวกเขามาแล้วชายหนุ่มก็ค้อมศีรษะลงเล็กน้อยคำนับไปทีหนึ่ง
ชายชราผู้เป็นหัวหน้าตระกูลถังนั้นรีบร้อนจนไม่ทันได้ทักทายทำเพียงพยักหน้ารับก่อนจะหันไปสั่งบุตรชายกับหลานชายของตัวเองให้ลงมือขุดได้ ฉีจิงจึงหลีกทางได้แล้วเดินเข้าไปสมทบกับถังฉือเย่ที่กำลังใช้ผ้ากับไม้กวาดปัดเช็ดถูประตูหน้าต่างของห้อง เพราะไม่ต้องการให้พวกเขารู้สึกหวาดระแวงด้วยเรื่องนี้เป็นเรื่องภายในตระกูลถัง ซึ่งเป็นสิ่งที่คนนอกตระกูลอย่างเขาไม่ควรรับรู้หรือมองเห็น
เมื่อสักครู่ท่านหัวหน้าตระกูลคงรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากจึงไม่ทันคิดอะไรมาก หากแต่เมื่ออารมณ์สงบลงแล้วเห็นเขายังยืนดูอยู่ตรงนั้นคงประดักประเดิดทำหน้ากันไม่ถูก
แล้วก็เป็นอย่างที่ฉีจิงคาดไว้ไม่ผิด เพราะตอนที่ท่านหัวหน้าตระกูลวิ่งมาถึงนั้นพื้นดินก็มีการขุดเป็นหลุมใหญ่อยู่แล้ว เพียงแต่ต้นไม้ยังไม่ได้ขุดออกมา แท่งเงินหยวนเป่าก้อนนั้นยังวางอยู่ในดินอยู่เลย เพราะฉะนั้นทุกคนที่เห็นจึงอดชื่นชมเด็กสองคนที่หลบเข้าไปในบ้านไม่ได้ว่า ‘ช่างทำอะไรเปิดเผยเสียจริง’
ชายร่างใหญ่หลายคนช่วยกันลงมือขุดดินกันอย่างขะมักเขม้น ใช้เวลาไม่นานนักก็สามารถขุดไหซึ่งถูกฝังกลบอยู่ใต้ดินขึ้นมาได้สำเร็จ ไหนั้นมีขนาดไม่ใหญ่มากนักประมาณไหที่ใช้ดองผักเค็มในหมู่บ้านเห็นจะได้ เดิมทีมันถูกปิดปากเอาไว้อยู่ แต่ถูกฉีจิงทำแตกตอนขุดดินเพื่อล้มต้นไม้ในคราวแรก ดังนั้นจึงมีเงินหยวนเป่าก้อนหนึ่งหลุดออกมา แต่เมื่อเอาชิ้นที่แตกออกมาไปประกอบดูแล้วก็เห็นได้ว่ามันเต็มพอดี!
ถังหย่งใจเต้นแรงขณะเริ่มลงมือขุดหลุมใหญ่อีกครั้งตรงบริเวณหลุมเดิมที่ฉีจิงขุดไว้อยู่แล้ว แต่ว่างเปล่าไม่พบไหที่สอง เขาจึงคิดได้ว่ามันคงดูไม่ดีสักเท่าไหร่หากวางไหเงินใบนี้เอาไว้ด้านนอก ชายหนุ่มจึงพยายามระงับความตื่นเต้นเอาไว้ด้วยความยากลำบาก จากนั้นจึงหันมาปรึกษากับบิดาอยู่สักพัก ก่อนที่เขากับถังอี้ยังคงอยู่ที่นั่น ส่วนคนอื่น ๆ ให้ตามบิดากลับบ้าน
ถังฉือเย่และฉีจิงเมื่อเห็นพวกเขาหลายคนทยอยเดินจากไป นางจึงเดินออกมาจากห้องพร้อมรอยยิ้ม ดักหน้าชายชราผู้เป็นหัวหน้าตระกูลพลางกล่าวว่า
“ท่านลุง ตอนนี้ข้ากับอาฉีช่วยงานท่านป้าโจวอยู่ที่ร้านเหล้า หากท่านมีเรื่องอะไรก็สามารถบอกพวกเราได้ และบ้านหลังนี้ก็ค่อนข้างจะใหญ่เกินไป ครอบครัวของข้ามีไม่กี่คน คงจะอยู่กันอย่างวังเวง ไม่อย่างนั้นอีกเดี๋ยวท่านลุงช่วยพวกข้าหาที่ที่ใหม่ก็ได้เจ้าค่ะ เพียงแค่มีที่ให้อยู่อาศัยพวกเราก็จะไม่เลือกมากหรอกเจ้าค่ะ”
คำพูดของถังฉือเย่ทำให้ชายชราอดไม่ได้ที่แตะศีรษะนางเบา ๆ เห็นได้ชัดว่าเด็กคนนี้คิดเอาไว้อยู่แล้ว และคงกลัวว่าเมื่อเกิดเรื่องนี้แล้ว เขาอาจจะไม่อยากให้นางพักอาศัยที่บ้านหลังนี้แล้วก็เป็นได้ ในใจจึงนึกอิจฉาครอบครัวของท่านย่าซุนว่าเพราะเหตุใดครอบครัวเขาจึงไม่มีเด็กสาวที่ฉลาด ๆ เยี่ยงนี้บ้าง แต่ด้วยความที่ผ่านโลกมาเยอะ หัวหน้าตระกูลถังจึงไม่ได้พูดอะไรมากนอกจากหัวเราะและพูดคุยนิดหน่อย จากนั้นจึงปล่อยนางไป
ถังฉือเย่กลับมาที่ร้านเหล้าอย่างสบายอกสบายใจ นางไม่ได้พูดคุยเรื่องนี้กับใครเพราะมัวแต่ยุ่งทั้งวันจนเนื้อตัวเลอะเทอะมอมแมมไปหมด คุณนายโจวจึงให้นางอาบน้ำอาบท่าเสียก่อนกลับบ้าน พร้อมกับหาชุดของถังจวิ้นเชินตอนที่ยังเป็นเด็กมาให้สวมไปพลาง ๆ ก่อน
เมื่อเห็นถังฉือเย่สวมเสร็จ คุณนายโจวก็ร้องทัก “พอเห็นเจ้าใส่ชุดเด็กผู้ชายอย่างนี้แล้ว ช่างเป็นเด็กหนุ่มรูปงามอะไรเช่นนี้…แม้กระทั่งอาฉียังเทียบไม่ได้เลยนะเนี่ย”
ฉีจิงที่ไปอาบน้ำและเพิ่งจะกลับมา เมื่อได้เห็นนางก็ยกมุมปากขึ้นข้างหนึ่ง เห็นด้วยกับคำพูดของคุณนายโจวทุกคำ ใบหน้าและรูปร่างของถังฉือเย่นั้นไม่ใช่แค่สวยเพียงอย่างเดียว แต่นางนั้นสง่างามและเปล่งประกายออกมาจากด้านใน เปรียบเสมือนดวงดาวที่รายล้อมดวงจันทร์ มวลดอกไม้หอมที่รายรอบดอกโบตั๋น
แม้ว่าตอนนี้อายุของนางยังน้อย แต่กลับสง่างามจนทำให้ผู้คนไม่อาจละสายตาได้เลย และก็เพราะความโดดเด่นนี้เองที่ทำให้นางสามารถสวมชุดของผู้ชายได้อย่างสง่าผ่าเผย
ฉีหยางเงยหน้าขึ้นมอง จากนั้นก็วิ่งเข้าไปสวมกอดนางเอาไว้ พลางเอ่ยชมอย่างจริงใจ “พี่สาวสวยจัง”
ถังฉือเย่ยิ้มพร้อมกับโน้มตัวลงมาจูบเบา ๆ ที่ศีรษะของเด็กชาย ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับฉีจิงที่เบือนหน้าหนีไปด้วยความหมั่นไส้
…เจ้าเด็กซนนี่ ไม่ยอมพูดจาอะไรกับเขาสักคำ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้านางกลับสามารถออดอ้อนอ่อนหวาน…
และในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ในอีกฟากหนึ่งของหมู่บ้าน เมื่อท่านหัวหน้าตระกูลถังกลับมาถึงบ้านแล้ว เขาก็รีบปิดประตูอย่างรวดเร็ว พร้อมกับหยิบเงินหยวนเป่าออกมาวางบนโต๊ะกลางห้องทีละก้อน ๆ ด้วยมือของตัวเอง
เงินหยวนเป่าหนึ่งก้อนมีราคาห้าสิบตำลึง ด้านบนสลักลงไปว่า ‘เนื้อเงินบริสุทธิ์’ ด้านล่างเป็นคำว่า ‘คุณธรรมสูงส่ง’ และวันเวลาที่หลอมเงินนี้ขึ้นมา โดยเป็นปีศักราชของราชวงศ์ก่อน ชายชราหยิบเงินออกมาทีละก้อนด้วยใจที่เต้นระส่ำ รวมทั้งหมดหกสิบก้อน เป็นเงินมากถึงสามพันตำลึง…สามพันตำลึง!
เงินจำนวนนี้ถือเป็นเงินจำนวนมหาศาลเพราะถึงแม้ว่าบ้านของท่านหัวหน้าตระกูลจะอยู่กันอย่างสุขสบายและร่ำรวยเงินทอง แต่ก็ไม่เคยเจอเงินที่เยอะขนาดนี้มาก่อน
ในตอนนั้นหางตาของท่านหัวหน้าตระกูลก็เหลือบเห็นหนังสือม้วนเล็ก ๆ ซึ่งถูกซุกซ่อนเอาไว้ก้นไห เขาค่อย ๆ ยื่นมือที่สั่นระริกหยิบออกมา ผ้าไหมของหนังสือม้วนนี้เก่ามากแล้ว แต่ตัวอักษรยังคงชัดเจนอยู่ เมื่อดูแล้วท่านหัวหน้าตระกูลถังก็มือสั่นและกล่าวออกมาด้วยความดีใจว่า
“เงินนี่เป็นเงินที่บรรพบุรุษของตระกูลเราทิ้งเอาไว้ เป็นเงินของตระกูลพวกเรา!” เขารีบส่งหนังสือม้วนนี้ให้ลูกชายดู เมื่ออ่านดูอีกรอบด้านบนก็เขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อไหร่ และใครเป็นคนได้รับเงินสามพันตำลึง และส่งมอบให้คนรุ่นหลัง
ทุกคนดีใจเป็นอย่างมาก เพราะหนังสือฉบับนี้จะเป็นหลักฐานยืนยันกับทุกคนได้เป็นอย่างดีว่าเงินจำนวนสามพันตำลึงนี้เป็นของครอบครัวเขาอย่างแท้จริง และสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำ ใครก็จะแย่งเอาไปไม่ได้!
ผ่านไปพักใหญ่ ถังหย่งเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาจึงหันไปพูดกับชายชราว่า “เด็กน้อยเย่ผู้นี้ ช่างเป็นคนที่น่ายกย่องเสียจริง”
เมื่อเขาพูดแล้ว ชายชรารวมทั้งทุกคนในที่นี้ต่างก็พยักหน้าเห็นด้วยไปตาม ๆ กัน บ้านหลังนั้น พวกเขาก็ได้ไป ๆ มา ๆ อยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่มีใครพบเจอเงินพวกนี้มาก่อน หากถังฉือเย่ไม่พูดแล้วเก็บเงียบเอาไว้ เรื่องนี้ก็คงเป็นความลับและพวกเขาก็คงไม่มีทางรู้ได้โดยเด็ดขาด แต่นางกลับเอาเงินพวกนี้มาคืน โดยที่ไม่ได้คิดอะไรเลย…นี่สิถึงจะเรียกว่าผู้ที่มีคุณธรรมและเมตตา เป็นผู้ที่น่ายกย่องอย่างแท้จริง
หลังจากนั้นข่าวสมบัติที่ถูกซุกซ่อนนี้ก็ได้แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านอย่างรวดเร็วราวกับไฟไหม้ฟาง แพร่สะพัดเร็วกว่าข่าวที่ถังฉือเย่เสียสติในตอนนั้นเสียอีก
ท่านหัวหน้าตระกูลถังสั่งให้ถังหย่งไปพูดกับถังฉือเย่แล้วว่าบ้านหลังนั้นยังคงให้นางอยู่เหมือนเดิม นางอยากจะอยู่ถึงเมื่อไหร่ก็อยู่ถึงเมื่อนั้น ถังฉือเย่ก็ยิ้มรับอย่างดีใจ ก่อนจะเริ่มลงมือเก็บข้าวของและย้ายไปที่บ้านหลังนั้นในวันรุ่งขึ้น
หญิงสาวจัดการให้ห้องรองที่อยู่ขนาบห้องหลักนั้นยังคงเว้นว่างเอาไว้ชั่วคราว ส่วนห้องหลักสามห้องนั้น ห้องกลางเป็นห้องโถง ห้องทางทิศตะวันออกนั้นให้วังซื่ออยู่ ห้องทางทิศตะวันตกให้เสี่ยวเหยาส่วนห้องรองทางทิศตะวันออกนั้นเว้นไว้ให้ถังฉือหรง ส่วนตัวนางนั้นพักอยู่ที่ห้องรองด้านทิศตะวันตก
นอกจากนี้ถังฉือเย่ยังแบ่งห้องว่างเอาไว้หนึ่งห้อง ตั้งใจไว้ว่าเมื่อทำความสะอาดเสร็จเรียบร้อยแล้วจะทำเป็นห้องเรียนหนังสือเล็ก ๆ ของเสี่ยวเยากับฉีหยาง
เมื่อย้ายเข้ามาแล้วก็จำเป็นต้องมีของที่ต้องเติมและจัดวางอีกไม่น้อย อย่างแรก ข้างห้องรองต้องสร้างห้องครัวเอาไว้ ห้องน้ำที่อยู่ด้านหลังก็ต้องซ่อม รวมทั้งยังคงต้องหาเครื่องเรือนมาเพิ่มด้วยทั้งเตียง โต๊ะ และตู้ของแต่ละห้อง แถมยังต้องทำชั้นวางหนังสือให้ถังฉือหรงอีกด้วย
ถังฉือเย่เรียกฉีหยางให้มาหา จากนั้นให้เขาช่วยเขียนสิ่งของที่ต้องการ วังซื่อก็รู้สึกชอบบ้านหลังนี้เป็นอย่างมาก นางกล่าวขึ้นว่า
“ทำหีบให้ข้าด้วยสองใบ แล้วก็โต๊ะเครื่องแป้ง ตู้สองใบด้วยนะ”
ฉีหยางที่ยืนอยู่บนม้านั่งเขียนไปด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม เขานั้นไม่ฟังคำสั่งของวังซื่อ ส่วนถังฉือเย่ก็คร้านที่จะสนใจนางแล้ว ทั้งที่ความจริงแล้วของพวกนี้ อีกประเดี๋ยวก็ต้องทำให้อยู่แล้ว เพราะอย่างไรเสียก็เป็นหน้าเป็นตาของบ้าน ในเมื่อตัดสินใจว่าจะยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น นางก็ต้องทำให้ ‘ท่านแม่’ มีชีวิตที่ดีกว่าตอนที่อยู่กับครอบครัวของท่านย่าซุน
พอคิดถึงท่านย่าซุน ทันใดนั้นเองหญิงชราผู้นั้นก็บุกรุกเข้ามาในบ้าน วังซื่อตกใจมากนางรีบหันหลังกลับเข้าห้องนอนไปพร้อมกับปิดประตู ส่วนถังฉือเย่รีบหยิบไม้กวาดที่วางอยู่ที่ประตูห้องมาอย่างรวดเร็วในขณะที่นางกำลังรีบร้อนอยู่นั้นในใจก็คิดอยู่ว่า…นางเป็นนางฟ้าแท้ ๆ ทำไมอะไรนิดอะไรหน่อยก็ต้องเตรียมที่จะสู้อยู่ตลอดเลยเยี่ยงนี้?
ท่านย่าซุนที่มากับเหอซื่อและหลี่ซื่อนั้นพุ่งตัวเข้ามา ในมือก็ถือเสียมอยู่ เมื่อเข้ามาแล้วนางก็ขุดไปทั่วสวน
ถังฉือเย่กล่าวขึ้นว่า
“ท่านย่า ท่านป้า ท่านป้ารอง พวกท่านหยุดเดี๋ยวนี้นะ บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่ท่านหัวหน้าตระกูลให้ข้าพักอาศัยอยู่ชั่วคราว นี่มันเป็นบ้านของพวกเขานะ พวกท่านอย่าได้ไปขุดสะเปะสะปะไปทั่วแบบนี้ หากเกิดความเสียหายข้าจะคืนท่านลุงไม่ได้นะ”
เวลาเดียวกันนั้นเอง ในสวนข้าง ๆ ที่กั้นด้วยกำแพง ด้านหน้าโต๊ะหิน ชายหนุ่มที่สวมเสื้อสีขาวเงยหน้าขึ้น พลางขมวดคิ้วและกำลังฟังเสียงที่ดังขึ้นจากฝั่งนั้นอยู่