ทะลุมิติไปเป็นพระชายาโหดแห่งวังหลวง[จบบริบูรณ์]

    ตอนที่129 ชายหนุ่มในชุดแดง (1)

     72 1-2

    ตอนที่129 ชายหนุ่มในชุดแดง (1)

    ทว่าสถานการณ์กลับพลิกผันฉับพลันกระบี่ทัณฑ์ฟ้าในมือเซียถงคล้ายกับว่ามีแรงดึงดูดแกร่งกล้ามหาศาลดูดกระบี่เล่มยาวทอแสงมรกตในมือกลับไปเสียบลงในแผ่นศิลาดังเดิม กระชากร่างของเซียถงลอยติดตามมันไปปราศจากแรงขัดขืนใดๆ ได้ และในเวลาเดียวกันคลื่นกระบี่คมเขี้ยวของเย่หลีเทียนก็ลุถึงตัวมาแล้วแต่ยังดีที่ถูกคลื่นกระบี่สีเงินประกายอีกเล่มเข้ามาขัดขวางได้

    เย่หลีเทียนและชายผู้นั้นสบสายตาปะทะกันอย่างเดือดดุนักรัศมีแสงสีเงินประกายเทาเจิดจ้าจรัสระเบิดพลั่งพลูออกมาจากร่างทั้งสองบ้าคลั่งไม่หยุดหย่อนเย่หลีเทียนพยายามสุดฝีมือเพื่อหวังที่จะสังหารเซียถงให้ตายในกระบี่เดียวแต่สุดแล้ว ชายผู้นี้เองก็เปรียบเสมือนดาวพิทักษ์ คอยปกป้องนางไม่เว้นวายซึ่งนี่ได้สร้างความรำคาญใจมิได้น้อยเลย

    รัศมีพลังสีเงินประกายสองสายยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อนไปไหนและไม่ร่นเท้าสืบถอยแม้สักก้าวเช่นกัน เพียงพริบตาเดียว ดั่งสะเก็ดไฟเสียดแลบสองคมกระบี่เข้าปะทะเสียงโลหะชนกันดังเปรี้ยงปร้าง ต้านรับค้างเติ่งกันอยู่แบบนั้นห่างจากด้านหลังของเซียถงเพียงไม่กี่สิบก้าว

    เซียถงใช้สองมือกระชับจับด้ามกระบี่สีแดงไว้จงแน่นกัดฟันกรอดโครงกรามสั่นสะท้านหนัก โหมพละกำลังเต็มพิกัดที่มีโก่งตัวขึ้นราวกับพองขน ออกแรงดึงกระบี่ขึ้นจากแผ่นศิลาโดยตรง

    แต่ในคราวนี้เหมือนว่ากระบี่ยาวเล่มดังกล่าวราวกับหยั่งรากแก้วลึกอยู่ในดินไม่มีวี่แววแม้แต่จะชขยับเขยื้อนไปไหน

    หายใจแช่มลึกสุดขั้วปอดเซียถงมุ่นคิ้วขนวมดแน่นเป็นปมรวบรวมพละกำลังและลมปราณทั้งหมดที่เหลืออยู่ทั่วกายารีดเร้นอัดฉีดไปยังมือทั้งสองข้างและออกแรงสุดกู๋ทว่ากระบี่เล่มยาวในมือกลับไม่มีวี่แววแม้แต่จะเคลื่อนขยับ เกรงว่าใบกระบี่คงถูกเชื่อมติดกับแผ่นศิลาด้วยเหล็กกล้าแล้วกระมัง?

    ไฉนจู่ๆ ข้าก็ดึงไม่ออก? หรือว่าตัวข้าคนนี้มีแรงไม่พอ?

    เซียถงยับยั้งความนึกคิดภายในหัวลงโดยพลันเนื่องจากรัศมีแรงกดดันที่ระเบิดคลั่งออกมาจากด้านหลังของนางทำเอานางเจียนจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว คลื่นประกายแสงสีครามแห่งขอบเขตเสาหลักฟ้ายิ่งสว่างจ้าพลั่งพลูออกมาจากทั่วกายาของนางธารแสงทั้งหมดทั้งมวลควบแน่นจนหลอมผนึกกลายเป็นชุดเกราะลมปราณชั้นหนาครอบคลุมยาวลงมาผนึกเป็นเกราะแขนหวังใช้สิ่งเหล่านี้เสริมพละกำลังให้กล้าแกร่งยิ่งขึ้นคำรามลั่นสุดเสียงออกแรงดึงอย่างบ้าคลั่ง ยิ่งเวลาผ่านไปนานเข้านางยิ่งร้อนใจมากขึ้น รัศมีแรงกดดันสุดอันตรายจากด้านหลังยิ่งเคลื่อนเข้ามาใกล้ลมหายใจติดขัดหนัก แทบจะไม่เหลืออากาศเข้าหล่อเลี้ยงสมองอยู่แล้วแต่ไม่ว่านางจะพยายามออกแรงดึงแค่ไหน กระบี่เล่มยาวยังคงติดหนึบแน่นฝังอยู่ในแผ่นศิลาแน่นิ่งไม่ไปไหน

    “นายท่านกระบี่ทัณฑ์ฟ้าถูกพลังงานพิสดารบางอย่างผนึกไว้อยู่อาศัยพลังของท่านในปัจจุบันไม่เพียงพอ หากดึงออกมาไม่ได้แนะนำให้ท่านตัดใจไปก่อน!”

    ใครจะไปยอมตัดใจกันง่ายๆ? เซียถงกดสายตามองไปที่ด้ามกระบี่สีแดงในมือเส้นเลือดเส้นประสาทสีเขียวฟ้าทั่วหน้าผากนางปูดโปนจนเห็นได้ชัดนางไม่มีทางปล่อยกระบี่เล่มนี้ให้หลุดมือต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ไปโดยง่ายแน่นอนแต่ในคราวนี้เอง ขณะที่นางกำลังออกแรงดึงกระบี่ออกมากลับมีมือขนาดใหญ่วางประกบบนคู่มือขาวผ่องของนางอีกทีและช่วยนางดึงกระบี่ออกมาอีกแรง

    การปะทะเมื่อสักครู่เย่หลีเทียนคลาดสายตาไปชั่วขณะพอลืมตาขึ้นมาอีกทีก็หันไปเห็นชายผู้นั้นหลบหนีออกไปเพื่อไปช่วยเซียถงดึงกระบี่อีกแรง พอเห็นดังนั้น เย่หลีเทียนรีบเก็บกระบี่ลงฝังวิ่งไปยื้อยุดฉุดกระชาก ร่วมวงดึงกระบี่เป็นคนที่สามตราบใดที่เขายังไม่ปล่อยมือคู่นี้ออกไป เจ้าของที่แท้ของกระบี่เล่มนี้ก็ยังไม่ถูกกำหนดวางไว้เช่นกัน

    ขณะที่ทั้งสามคนกำลังกระจับจับด้ามกระบี่เล่มยาวแย่งกันดึงออกแรงผสานกันโดยพร้อมเพรียงและในที่สุดใบกระบี่ก็ถูกถอนขึ้นจากแผ่นศิลาได้อีกครั้ง ทันทีทันใดพลันปรากฏแสงสว่างสีแดงเฉิดฉาย พวยพุ่งออกมาจากตัวกระบี่ทัณฑ์ฟ้า จู่โจมเข้าใส่ทั้งสามที่ถือเมกระบี่แน่นไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยแค่หนึ่งพริบตาเท่านั้น สถานการณ์แปรเปลี่ยนจากหน้าเป็นหลังมือทันทีหลังจากที่กระบี่ทัณฑ์ฟ้าหลุดออกจากแผ่นศิลาที่กักขังมันเอาไว้ จากฝ่ายถูกล่ากระบี่เล่มนี้กลายมาเป็นฝ่ายไล่ล่าแทนทันที คลื่นพลังกระบี่อันทรงพลานุภาพก่อนหมุนเคว้งกลางอากาศก่อตัวขึ้นเป็นพายุเหนือศีรษะของทุกคนในทันที

    เย่หลีเทียนและชายผู้นั้นปล่อยมือจากกระบี่ทันทีที่แสงสว่างสีแดงเฉิดฉายยิงใส่มือของพวกเขาบนด้ามกระบี่ทัณฑ์ฟ้าเหลือเพียงแค่เซียถงงเดียวที่ยังจับกุมไว้มั่นเนื้อหนังบนมือของนางเริ่มฉีกขาดเป็นแผลลึกจนเห็นกระดูกสีขาวด้านในแสงสว่างสีแดงเหล่านี้ดูท่าจะเป็นคลื่นคมกระบี่ที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากกระบี่ทัณฑ์ฟ้าเพื่อใช้ในการคุ้มกันตัวเอง แต่เซียถงไม่สนเลยว่าบาดแผลบนมือของนางที่ถูกกระหน่ำฟาดฟันในยามนี้จะสาหัสเพียงใดขอเพียงตัวนางยังสามารถจับกุมด้ามกระบี่ให้มั่นได้นอกเหนืออื่นใดนางไม่สนทั้งนั้น!

    ในหัวของเซียถงตอนนี้มีเพียงความคิดเดียว ต่อให้ต้องตายกันไปข้างนางก็ไม่สามารถปล่อยมือไปจากกระบี่ทัณฑ์ฟ้าเล่มนี้ไปได้เด็ดขาดเพราะชวดโอกาสในคราวนี้ไป เกรงว่าจะไม่เหลือโอกาสใดๆ อีกต่อไปแล้วในชั่วชีวิตนี้ไม่ว่าราคาที่ต้องแลกเปลี่ยนจะมหาศาลเพียงใดนางก็ไม่สามารถปล่อยให้มันบินจากออกไปได้

    “โอ้? นังหนูปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม โลหิตของเจ้าช่างเหม็นสาบนัก”

    ทันใดนั้นเองพลันปรากฏสุ้มเสียงดังคมชัดราวกับเปล่งดังอยู่ข้างใบหูแต่เสียงนี้กลับดังกังวานภายในห้วงความคิดของนาง ซึ่งเนื้อเสียงดังกล่าวแตกต่างจากเนื้อเสียงแบบด็กน้อยอย่างเสี่ยวฮั่วเห็นได้ชัดว่านี่ดูโตกว่ามากเหมือนกับว่าคนที่พูดเป็นชายหนุ่มอายุประมาณสิบหกสิบเจ็ดปี

    ใครกันที่กำลังพูดกับข้าอยู่? เซียถงตื่นตะลึงยิ่งภายในใจพริบตานั้นเอง จู่ๆ ก็มีมวลแสงสีแดงส่องประกายระยิบระยับ แผดกระจายไปทั่วตัวกระบี่ทัณฑ์ฟ้าที่นางกำลังกำไว้แน่นเสมือนกับว่าถูกมวลแสงสีแดงประกายเผาผลาญอย่างบ้าคลั่งทั้งร่างกายและห้วงจิตวิญญาณของเซียถงแทบจะฉีกกระจายระเบิดออกมาพร้อมด้วยกระแสความเจ็บปวดสึกพรรณนานับกระแสความเจ็บปวดทรมานปริมาณมหาศาลที่ถาโถมเข้าฉับพลันทำเอาจิตสำนึกตกสู่อาการวิกฤติ สติสัมปชัญญะเริ่มเลือนรางหายไปก่อนที่นางจะหมดสติลงโดยสมบูรณ์ คล้ายจะสังเกตเห็นว่ากระบี่ทัณฑ์ฟ้าในมือของนางค่อยๆ แปรสภาพโปร่งใสและหายไป

    “วูบ วูบ วูบ...”

    เสียงคลื่นลมแรงดังปะทะขนาบใบหูทั้งสองข้างเซียถงค่อยๆ เปิดเปลือกตาฟื้นคืนสติขึ้นอย่างแช่มช้าสิ่งแรกที่เห็นในเส้นสายตาเลยก็คือ ท้องนภาสีครามฟ้าสดใสเสมือนถูกชำระล้างด้วยหยาดน้ำทิพย์ บริสุทธิ์ผุดผ่องไร้ราคี

    ได้แหงนหน้ามองแผ่นฟ้าเฉกเช่นนี้ทำให้ใจดวงนี้ของเซียถงรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูกแผ่นฟ้านภาสูงเบื้องหน้านี้ช่างใสสะอาดเกินบรรยายความคิดหลายหลากที่รุมเร้าก่อกวนจิตใจก่อนหน้า พลันอันตรธานหายไปไร้ร่องรอยเหลือแค่เพียงความสงบนิ่ง เลื่อนลงมาจากแผ่นฟ้า เซียถงตระหนักได้ว่ามือขวาของนางกำลังถูกเรียวมือขนาดใหญ่ของใครอีกคนกุมเอาไว้แน่น

    มือของอีกฝ่ายงดงามไร้ที่ติเรียวนิ้วทั้งห้ากรีดกรายยาวสลวย เนื้อเล็บสีอมชมพูเป็นมันเงาผิวพรรณขาวสวยละเอียดลออ จนทำเอาเซียถงรู้สึกอิจฉาอยู่กรายๆ เมื่อได้เห็นเลื่อนสายตาติดตามไต่ขึ้นไปบนแขน เซียถงเห็นใบหน้าอันหล่อเหลาประดุจงานศิลป์ชิ้นเอกที่หาที่ใดเทียบไม่!

    นางค่อนข้างรู้สึกคุ้นเคยกับโครงหน้าลักษณ์เช่นนี้อย่างยิ่งหากนำใบหน้านี้ มาเทียบประกบกับชายผู้นั้นที่สวมหน้ากากคลื่นลายเมฆานี่เหมือนกันราวกับภาพซ่อนทันที ใช่แล้ว ชายผู้หล่อเหลาที่นอนอยู่ข้างกายยามนี้ก็คือชายลึกลับผู้นั้นที่เคยช่วยเหลือนางครั้งแล้วครั้งเล่า

    ค่อยๆ ถอนมือออกจากอีกฝ่ายเซียถงลุกขึ้นยืน กวาดสายตามองไปโดยรอบก็พึงพบว่าตนในเวลานี้อยู่บนยอดเขาสักแห่งหนหนึ่งทางด้านขวามือเป็นป่าพฤกษาสีเขียวขจี มีเสียงสรรพสัตว์ร่ำร้องเป็นระยะทางด้านซ้ายเป็นขอบหน้าผาสูงแล้ว ก้าวย่างเดินไปทางฝั่งซ้ายเล็กน้อยเซียถงก้มศีรษะทอดสายตามองลงไปใต้ขอบผา แลเห็นเป็นก้อนเมฆสีขาวบริสุทธิ์ลอยเคว้งสุมกันเป็นชั้นหนามีเหล่าวิหคพร้อมด้วยสัตว์อสูรเวหาร่อนนภาบินผ่าน อึดใจต่อมานางพลันย่นคิ้วเผยร่องรอยขมวดขึ้นเล็กน้อย เมื่อทอดสายตามองสุดขอบฟ้าก็เห็นเพียงแต่ยอดเขาจำนวนนับไม่ถ้วนสลักซับซ้อนปรายยาวสุดเส้นสายตา

    ซึ่งยอดเขาจำนวนนับไม่ถ้วนเหล่านั้นล้วนมีระดับความสูงต่ำกว่าหุบเขาลูกนี้ที่นางยืนอยู่โดยทั้งสิ้นภาพฉากเบื้องหน้ามองดูแล้วก็เหมือนกับเหล่ายักษ์หินที่ยอมจำนนต่อแทบเท้านางลมภูเขาสูงค่อนข้างแรง สายแล้วสายเล่าพัดผ่านไม่เว้นวายผมเผ้ายาวสลวยหลังศีรษะของเซียถงโบกสะบัดราวกับกำลังเต้นรำชายเสื้อสีดำยาวบิดพลิ้วไปตามสายลมแรง ส่งเสียงแหลมกรีดร้องอย่างแผ่วเบา

    แล้ว...ที่นี่มันที่ไหน? มิใช่ว่านางอยู่ในถ้ำหรอกรึ?นี่ข้ามาที่แห่งนี้ได้ยังไง? เซียถงขมวดคิ้วถักแน่นเป็นเท่าตัวได้แต่ครุ่นคิดอยู่กับตัวเองอย่างลับๆ นางจำได้ว่า ภาพฉากสุดท้ายที่นางเห็นคือชายผู้นี้ที่นอนอยู่เคียงข้างกับเย่หลีเทียนรวมไปถึงตัวนางกำลังยื้อยุดฉุดกระชากดึงกระบี่ทัณฑ์ฟ้าขึ้นมา

    และทันทีที่กระบี่ทัณฑ์ฟ้าหลุดออกจากแผ่นศิลาที่พันธนาการมันเอาไว้ขุมพลังมหาศาลเกินคนานับที่เกินจะอธิบายก็พวยพุ่งสาดแสงสว่างสีแดงจรัสไปทั่วทุกที่ตัวกระบี่ต้องการจะบินหนีไปจากพวกเขาทั้งสาม แต่จวบจนเสี้ยวอึดใจสุดท้ายก็เหลือแค่นางที่ยังกำด้ามกระบี่จับไว้มั่นและทันใดนั้นนางก็หมดสติภาพตัดเป็นสีดำสนิท

    เซียถงยกมือทั้งสองข้างขึ้นมองปรากฏเป็นบาดแผลร่องรอยถูกฟันมากมาย แบบทั้งลึกถึงกระดูกและตื้นเขินปะปนกันไปแต่โดยรวมแล้วมือไม้ของนางในยามนี้ดูค่อนข้างเหวอะหวะเพื่อที่จะคว้าจับกระบี่ทัณฑ์ฟ้าให้มั่นคงไม่ชวดหลุดมือแขนทั้งสองข้างของนางเกือบถูกตัดด้วนเป็นคนพิการไปแล้ว

    จะว่าไป...กระบี่ทัณฑ์ฟ้าล่ะ? กระบี่ทัณฑ์ฟ้าที่เกือบตัดมือไม้นางขาดเล่มนั้นหายไปไหนแล้ว?คล้อยหลังครุ่นคิดอยู่สักครู่หนึ่ง นางก็รู้สึกว่ายิ่งคิดเท่าไหร่ลำดับความคิดภายในหัวของนางก็ยิ่งยุ่งเหยิงเข้าไปใหญ่สุดท้ายนี้นางจึงส่งเสียงเรียกเสี่ยวฮั่วผ่านห้วงความคิดและต้องการจะถามอย่างยิ่งว่า มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

    แต่พอพยายามสื่อจิตไปหากลับไม่มีสัญญาณตอบรับใดๆ จากเสี่ยวฮั่วกลับมาเลยเซียถงรู้แบบนั้นพลันตื่นตระหนกตกใจ รีบมุ่งจิตสมาธิเพ่งเข้าไปในห้วงความคิดของตนก็ค้นพบว่า กลุ่มแสงสีม่วงภายในนั้น พราวแสงอ่อนกะพริบริบหรี่ลงทุกที เสมือนกับว่ามันสามารถดับมอดลงได้ทุกเมื่อ

    “เสี่ยวฮั่ว! เสี่ยวฮั่ว!เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า?”

    เซียถงเปล่งเสียงเรียกด้วยความกังวลสุดขีด

     

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาโหดแห่งวังหลวง[จบบริบูรณ์] ที่คุณอ่าน