ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 283 : ห้วงสุญญะไร้กาล

จารึกที่ 283 : ห้วงสุญญะไร้กาล : มรรคาแห่งการช่วงชิงและผลสะท้อนแห่งการฉีกฟ้า


สรรพสิ่งในเอกภพ ล้วนถูกผูกมัดด้วยกฎเกณฑ์แห่งการเกิดและดับ มีแสงสว่างย่อมมีความมืดมิด มีผืนดินย่อมมีแผ่นฟ้า ทว่า... ณ สถานที่ที่มหานาวาปราณแห่งสูญตาและร่างของอาเจียร่วงหล่นลงมา กลับไร้ซึ่งบรรทัดฐานที่กล่าวมาอย่างสิ้นเชิง


มันมิใช่ความมืดมิดของยามราตรี เพราะความมืดของยามราตรียังมีไอระเหยของปราณให้สูดดมและมีดวงดาราให้กำหนดทิศทาง ทว่าสถานที่แห่งนี้คือสภาพสุญญะโดยสมบูรณ์แบบ ไม่มีทิศเหนือ ทิศใต้ ไม่มีเบื้องบน เบื้องล่าง ไม่มีความร้อน ไม่มีความเย็น และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด... ไม่มีกฎเกณฑ์แห่งกาลเวลาไหลเวียนอยู่เลย


ร่างของชายหนุ่มในเสื้อคลุมสีดำที่ขาดวิ่น ล่องลอยเค้งคว้างอยู่ในห้วงอนธการอันเวิ้งว้าง มหานาวาปราณแห่งสูญตาที่สร้างจากโลหะวิญญาณอันแข็งแกร่ง บัดนี้ลอยนิ่งอยู่ไม่ไกล เตาหลอมวิญญาณที่เคยลุกโชนมอดดับลงสนิท วิหคอสูร 9 เศียรปีกทมิฬหลับตาแน่นสนิท ร่างกายของมันถูกผนึกด้วยสภาวะจำศีลขั้นสูงสุดเพื่อต้านทานการถูกบดขยี้จากแรงกดทับของมิติปิดตาย


อาเจียพยายามขยับปลายนิ้ว ทว่าเขาไม่อาจรับรู้ได้เลยว่านิ้วของตนเองขยับไปแล้วหรือไม่ เขาพยายามเปล่งเสียงร้อง ทว่ากลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา เพราะที่นี่ไม่มีกระแสอากาศให้คลื่นเสียงเดินทาง สัมผัสทางกายภาพของผู้บำเพ็ญเพียรถูกตัดขาดและสูญเสียความหมายไปโดยปริยาย


‘ที่นี่คือที่ใด...’


จิตสำนึกของอาเจียร้องตะโกนอยู่ในแก่นวิญญาณ ‘คลื่นมิติบดขยี้สวรรค์นั่น... มันไม่ได้ฉีกร่างของข้า แต่มันคายข้าทิ้งไว้ในรอยแยกของเอกภพ... สถานที่ที่วัฏจักรไม่อาจเอื้อมถึง...’


ในตอนแรก อาเจียพยายามโคจรปราณแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์เพื่อจุดประกายวิถีเต๋า ทว่าทันทีที่ปราณเซียนพวยพุ่งออกจากจุดตันเถียน มันพลันถูกกลืนหายไปประหนึ่งหยดน้ำที่ตกลงบนกองเพลิง สภาพแวดล้อมแห่งนี้ปฏิเสธการก่อตัวของพลังงานทุกชนิด! ไม่ว่าจะเป็นวิถีเซียน วิถีมาร หรืออักขระสวรรค์ หากฝืนใช้ออกมา จะถูกความมืดมิดนี้บดขยี้และดูดกลืนไปจนสิ้น!


เมื่อตระหนักว่าไม่อาจใช้กำลังหักหาญ อาเจียจึงพยายามรวบรวมสติ เขาเริ่มนับจังหวะการหมุนเวียนของแก่นทองคำในร่างเพื่อประเมินห้วงเวลาที่ล่วงเลยไป


10000 รอบ... 100000 รอบ... 1000000 รอบ...


ทว่า เมื่อการโคจรดำเนินไปจนแก่นวิญญาณเริ่มพร่าเลือน อาเจียกลับพบว่าจังหวะการหมุนของแก่นทองคำเริ่มผิดเพี้ยน บางครั้งมันหยุดนิ่งประหนึ่งศิลาตาย บางครั้งมันหมุนรัวประหนึ่งค่ายกลที่บ้าคลั่ง และในที่สุด... เขาก็ไม่อาจจับสัมผัสความเคลื่อนไหวภายในร่างของตนเองได้อีก!


ในห้วงสุญญะแห่งนี้... กาลเวลาคือสิ่งลวงตา! อาจจะผ่านไปเพียงแค่ 1 ก้านธูปของโลกภายนอก หรืออาจจะผ่านไปแล้วนับ 10000 ปีที่ดวงดาราเกิดและดับ! สติปัญญาของผู้บำเพ็ญเพียรไม่อาจใช้วัดความกว้างใหญ่ของรอยแยกมิตินี้ได้!


ความเงียบงันและความอ้างว้างที่ไร้ขีดจำกัด เริ่มกัดกินรากฐานจิตวิญญาณของจอมละโมบ


ภาพความทรงจำต่างๆ ไหลบ่าเข้ามาในหัว ภาพของปู่หลิน ภาพของผู้เฒ่าไป๋ ภาพของเหล่าสหายที่เขาส่งเข้าไปในมิติพู่กัน... พวกเขายังปลอดภัยดีหรือไม่? คลังสมบัติลับของเขาจะพังทลายไปพร้อมกับแรงอัดมิติหรือไม่?


ความโดดเดี่ยวที่ลึกล้ำยิ่งกว่าห้วงมหาสมุทร กลืนกินสติสัมปชัญญะของอาเจีย รอยร้าวเริ่มปรากฏขึ้นบนแก่นทองคำในจุดตันเถียนของเขา!


‘ข้าจะมาตายโง่ๆ ที่นี่ไม่ได้! ข้ายังมีหนี้แค้นที่ต้องไปทวงจากดวงตาโลหิตนั่น! ข้ายังมีศิลาปราณอีกนับไม่ถ้วนในใต้หล้าที่ยังไม่ได้ริบมา! หากแก่นวิญญาณของข้าดับสูญ สมบัติทั้งหมดที่ข้าหามาอย่างยากลำบากก็ต้องสูญเปล่าตกไปอยู่ในมือผู้อื่นงั้นหรือ!’


จิตวิญญาณของอาเจียดิ้นรนอย่างบ้าคลั่งในความมืดมิด! สำหรับผู้ฝึกตนที่ถูกหล่อหลอมมาจากการแก่งแย่งชิงดีเพื่อเอาชีวิตรอด ความหวาดกลัวต่อความตายยังไม่น่าสะพรึงกลัวเท่ากับการสูญเสียทุกสิ่งที่เพียรพยายามสร้างมาด้วยสองมือ!


‘พลังปราณถูกดูดกลืน... วิถีเต๋าถูกปฏิเสธ...’


จู่ๆ ท่ามกลางความเจ็บปวดที่จวนเจียนจะทำให้วิญญาณแตกซ่าน ประกายแห่งความรู้แจ้งบางอย่าง พลันสว่างวาบขึ้นในก้นบึ้งของจิตวิญญาณ!

อาเจียหยุดการฝืนโคจรปราณเซียน เขาลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืดมิด นัยน์ตาสีเงินยวงแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท... มันกลืนกลมไปกับสภาพแวดล้อมรอบด้านอย่างไร้รอยต่อ


‘กฎเกณฑ์แห่งวิถีเซียนและพลังปราณ ล้วนเป็นสิ่งที่ถือกำเนิดขึ้นมาในภายหลัง... ทว่าก่อนที่ฟ้าดินจะก่อตัว ก่อนที่วัฏจักรจะเริ่มหมุน... สิ่งที่ดำรงอยู่เป็นบรรทัดฐานแรกสุด... ก็คือความว่างเปล่า...’


สติปัญญาของชายหนุ่มดำดิ่งลงสู่แก่นแท้ของ 'อักขระสูญตา' ที่เขาครอบครองมาตลอดชีวิต


‘ทารกไร้เนตรที่ลอยมาตามสายน้ำ... การที่ข้าเกิดมาไร้เส้นชีพจรเซียนดั้งเดิม... มันมิใช่เพราะข้าคือขยะที่สวรรค์ชิงชัง ทว่าสายเลือดของข้า... คือสัญลักษณ์ของการลบล้างและการเริ่มต้น!’


มุมปากของอาเจียในห้วงวิญญาณ กระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่เปี่ยมไปด้วยตรรกะอันวิปริต! มันคือวิถีของจอมขูดรีดที่มองเห็นช่องโหว่ของกฎเกณฑ์!


‘บรรดาเซียนบนโลก ล้วนแก่งแย่งชิงดีเพื่อครอบครองภูเขาปราณ ครอบครองเส้นชีพจรวิญญาณ... พวกมันคิดว่าการสูบกลืนพลังจากฟ้าดินคือความแข็งแกร่ง ทว่าพวกมันหารู้ไม่ว่า พลังเหล่านั้นล้วนมีจุดสิ้นสุดและถูกกฎเกณฑ์สะกดข่มได้!’


จิตวิญญาณของอาเจียแผดเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง!


‘หากข้าพยายามใช้ปราณเซียนต่อต้านมิติแห่งนี้ ข้าก็เป็นเพียงมดปลวกที่พยายามงัดข้อกับขุนเขา... แต่หากข้า ยอมสละและหลอมรวม ตัวตนเข้ากับสภาวะสุญญะเสียเองเล่า! เมื่อข้าแปรเปลี่ยนวิถีเต๋าให้กลายเป็นความว่างเปล่า มิติแห่งนี้ย่อมไม่อาจดูดกลืนข้าได้อีกต่อไป!’


นี่คือการตัดสินใจที่บ้าบิ่นและต้องแลกมาด้วยราคาที่แสนสาหัส! อาเจียกำลังจะทำลายแก่นทองคำที่เขาสั่งสมมาด้วยความยากลำบาก เพื่อใช้วิถีแห่งสูญตาเป็นรากฐานในการบ่มเพาะใหม่!


พริบตาที่เจตจำนงหลอมรวมกับความละโมบ! การฝืนลิขิตฟ้าที่ต้องจ่ายด้วยผลสะท้อนอันรุนแรงก็อุบัติขึ้น!


"แครก... เพล้ง!"


แก่นทองคำขั้นสมบูรณ์ในจุดตันเถียนของอาเจีย ที่เคยเปล่งประกายสีทองอร่าม พลันถูกเขาใช้เจตจำนงบีบอัดจนแตกละเอียด!


ความเจ็บปวดจากการทำลายฐานพลังตนเอง รุนแรงเสียจนเนื้อหนังของอาเจียปริแตก! เลือดสีสดพุ่งทะลักออกจากรูขุมขนทั่วร่าง ทว่าในมิติที่ไร้แรงดึงดูด เลือดเหล่านั้นเพียงแค่ลอยเค้งคว้างอยู่รอบกายเขา เส้นชีพจรเทียมที่สลักด้วยอักขระมารบรรพกาล ฉีกขาดออกเป็นริ้วๆ ชายหนุ่มต้องกัดฟันจนเหงือกมีเลือดซึม อาศัยเพียงความยึดมั่นว่าเขาจะต้องรอดไปทวงหนี้ เพื่อค้ำยันไม่ให้สติสัมปชัญญะดับสูญ!


เศษซากของแก่นทองคำและปราณเซียนที่แตกกระจาย ไม่ได้หลุดลอยออกไปนอกร่าง ทว่ามันถูกอาเจียใช้ 'วิถีแห่งสูญตา' กางอาณาเขตภายในจุดตันเถียน บังคับเหนี่ยวรั้งพวกมันเอาไว้ประหนึ่งตาข่ายเหล็ก!


“สวรรค์สร้างกฎเกณฑ์ให้เกิดและดับ... ทว่าวิถีของข้า คือการทวงคืนและลบล้าง! แก่นวิญญาณจงก่อตัว!”


อาเจียรวบรวมทรัพยากรมหาศาลที่ซ่อนอยู่ในร่าง ทั้งพลังจากลูกแก้วทัณฑ์สวรรค์ที่เขากลืนกินมาในอดีต และการเผาผลาญอายุขัยของตนเองไปถึง 300 ปี! พลังชีวิตและปราณบริสุทธิ์ถูกอัดฉีดเข้าไปในจุดตันเถียนอย่างบ้าคลั่ง เพื่อเป็นเชื้อเพลิงหล่อหลอมร่างใหม่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ปฏิเสธสัจธรรม!


เส้นชีพจรที่ฉีกขาดเริ่มผสานกันใหม่ด้วยลวดลายสีดำคล้ำ มันมิใช่ชีพจรเซียน ทว่ามันคือชีพจรที่หล่อหลอมจากอักขระหลิง (零)!


ท่ามกลางซากปรักหักพังของแก่นทองคำ... เงาร่างขนาดเล็กจิ๋วค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากพลังที่ถูกบีบอัด!


มันคือ 'แก่นวิญญาณแรกเริ่ม' !


ทว่า แก่นวิญญาณของอาเจีย มิได้มีรัศมีสีทองศักดิ์สิทธิ์เช่นผู้แสวงมรรคทั่วไป และมิได้มีกลิ่นอายคาวเลือดเช่นพวกวิถีมาร ทว่ามันมีรูปลักษณ์เป็น ‘ทารกน้อยที่หลับตาพริ้ม’ ร่างกายของทารกนั้นโปร่งแสงและแผ่กลิ่นอายความว่างเปล่าประหนึ่งหลุมดำ บนหน้าผากของมันมีสัญลักษณ์ 'อักขระหลิง (零)' สีเงินยวงส่องประกายสว่างไสว!


นี่คือ 'แก่นวิญญาณสูญตา'! การทะลวงผ่านระดับแก่นทองคำ เข้าสู่วิถีแห่งวิญญาณแรกเริ่มขั้นต้น ด้วยการฝืนบีบอัดความตายให้กลายเป็นพลัง!

ทันทีที่ทารกวิญญาณลืมตาขึ้น! นัยน์ตาสีดำสนิทที่ไร้ก้นบึ้งของมัน ก็สอดประสานกับดวงตาของอาเจียในโลกแห่งความเป็นจริง!


"เนตรสูญตา... ขั้นที่ 3..."


อาเจียลืมตาขึ้นในห้วงอนธการ รัศมีพลังวิญญาณแรกเริ่มที่หนักอึ้งและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของการลบล้าง ระเบิดออกจากร่างของชายหนุ่ม! มวลความมืดมิดที่เคยกดทับและกัดกินเขา บัดนี้ไม่อาจแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายที่ผสานกับวิถีสูญตาได้อีกต่อไป!


ทว่า การฝืนสร้างแก่นวิญญาณในมิติปิดตาย ทำให้ร่างกายของชายหนุ่มบอบช้ำอย่างหนัก ใบหน้าของเขาซีดเซียวประหนึ่งซากศพ เส้นเลือดรอบดวงตาปูดโปนเป็นสีดำคล้ำ ทุกครั้งที่หายใจ ความเจ็บปวดจะแล่นปลาบไปทั่วแผ่นหลัง เขาไม่ใช่เทพเจ้าที่ทะลวงด่านแล้วสมบูรณ์พร้อม ทว่าเขาคือเซียนที่ต้องเดินกะเผลกออกมาจากนรกเพื่อทวงแค้น!


"แค่ก... พลังบ้าบอนี่... กินอายุขัยข้าไปไม่ใช่น้อย... ไอ้ผู้ชักใยเบื้องหลัง ต้องชดใช้ให้ข้าอย่างงาม!"


อาเจียปาดเลือดที่มุมปาก นัยน์ตาสาดประกายความดุร้าย เขายื่นมือขวาที่สั่นเทาออกไปเบื้องหน้า แม้เรี่ยวแรงจะหดหาย ทว่าเจตจำนงกลับแหลมคมยิ่งกว่าเดิม เขามิได้ใช้ศัสตราวิเศษใดๆ ทว่าเขาเพียงแค่ใช้ปลายนิ้วชี้และนิ้วกลาง จิ้มลงไปในความมืดมิดเบื้องหน้า!


วูบ!


วงแหวนสีเงินยวง 3 ชั้นหมุนวนอยู่ที่ปลายนิ้ว! กฎเกณฑ์ที่แน่นหนาในรอยแยกมิติ ถูกอำนาจของแก่นวิญญาณสูญตาแทรกแซงและบิดเบือน!

ชายหนุ่มกัดฟันแน่น ตวัดแขนขวาพร้อมกับรีดเค้นพลังปราณที่เพิ่งก่อตัว ฉีกทึ้งม่านความมืดนั้นออกประหนึ่งฉีกผ้าม่านที่เปื่อยยุ่ย!


"แควกกกกกกกกกกก!!!"


เสียงมิติที่ถูกบังคับให้แหวกออก ดังกึกก้องสั่นสะเทือน! รอยแยกสีโลหิตสว่างจ้าปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืดมิด! มันคือแสงสว่างจากโลกภายนอก แสงสว่างจากทวีปต้องห้ามที่เขาร่วงหล่นลงมา!


อาเจียสูดลมหายใจลึก กลิ่นอายความตายและปราณมารที่คุ้นเคยลอยปะทะจมูก ชายหนุ่มแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์แม้ใบหน้าจะอาบไปด้วยคราบเลือด

เขาหันกลับไปมองเรือเหาะรบและวิหคอสูร 9 เศียรที่ยังคงลอยนิ่ง อาเจียสะบัดมือซ้าย กางม่านพลังสีดำที่เกิดจากปราณวิญญาณแรกเริ่ม ห่อหุ้มป้อมปราการเหล็กและพาหนะของเขาเอาไว้อย่างมิดชิด!


"ตื่นได้แล้วไอ้นกกระจอก! สวัสดิการนอนพักผ่อนของเจ้าหมดลงแล้ว! ถึงเวลาออกไปทำมาหากิน ถอนทุนคืนจากไอ้พวกที่บังอาจขังข้าไว้ในนี้แล้ว!"


วิหคอสูรบรรพกาลสะดุ้งตื่นขึ้น มันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่เปลี่ยนไปของนายเหนือหัว กลิ่นอายที่แม้จะดูอ่อนแรง ทว่ากลับน่าสะพรึงกลัวและกดข่มสายเลือดของมันให้หมอบคลานอย่างแท้จริง! มันรีบกระพือปีกที่สมานแผลแล้วอย่างรวดเร็ว ลากมหานาวาปราณพุ่งทะยานตามแผ่นหลังของอาเจีย!


อาเจียฝืนทนความเจ็บปวด ก้าวเดินทะลุรอยแยกแห่งมิติ กลับคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริง! การหวนคืนของบุรุษผู้บอบช้ำทว่าเต็มไปด้วยความละโมบ จะนำพาความวิบัติไปสู่ทวีปหุบเขาต้องห้ามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!


...


ณ โลกภายนอก... ท่ามกลางหุบเขาสีเลือดที่ล้อมรอบด้วยหมอกพิษหนาทึบ


นิกายมารท้องถิ่นที่ปกครองอาณาเขตแถบนี้ กำลังรวมตัวกันอยู่ที่ลานหินสีดำกว้างใหญ่เพื่อประกอบพิธีกรรม สานุศิษย์นิกายมารโลหิตนับ 1000 คนสวมชุดคลุมสีแดงสด กำลังคุกเข่ากราบไหว้แท่นศิลาที่เต็มไปด้วยซากอสูรและมนุษย์ เลือดสดๆ ไหลรินรวมกันเป็นแอ่งน้ำเพื่อบูชาวิถีแห่งการฆ่าฟัน


ผู้อาวุโสของนิกาย ผู้มีระดับพลังแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์ ยืนตระหง่านอยู่บนแท่นบูชา 2 มือกำมีดสั้นที่สลักอักขระบิดเบี้ยว เตรียมจะลงดาบเชือดคอเหยื่อสังเวยรายต่อไป


ทว่า ในเสี้ยวลมหายใจที่ปลายมีดกำลังจะจรดลำคอ!


"เปรี้ยงงงงงงงงงงงงงงง!!!"


ท้องฟ้าสีเลือดเบื้องบน พลันฉีกขาดออกเป็นทางยาว! คลื่นพลังวิญญาณแรกเริ่มที่แม้จะแปรปรวนแต่ก็หนักอึ้งประหนึ่งขุนเขาถล่มทลาย กดทับลงมายังลานพิธีกรรม!


ศิษย์นิกายมารนับ 1000 คนทรุดฮวบลงกราบแนบพื้นดิน เลือดพุ่งออกจากจมูกและปาก! แม้แต่ผู้อาวุโสระดับแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์ ยังต้องคุกเข่าลงข้างหนึ่งด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด!


"พะ... พลังระดับวิญญาณแรกเริ่ม! มีเซียนระดับสูงท่านใดก้าวล่วงมายังอาณาเขตของพวกเรา!" ผู้อาวุโสแผดเสียงร้องด้วยความหวาดหวั่น

จากรอยแยกบนฟากฟ้า... เงาร่างหนึ่งร่วงหล่นลงมาอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกท่วงท่ากลับแฝงด้วยความกดดันที่ทำให้วิญญาณแทบหลุดลอย!


บุรุษหนุ่มในชุดคลุมสีดำที่ขาดวิ่นจนแทบจะกลายเป็นเศษผ้า ใบหน้าและริมฝีปากเปื้อนคราบเลือดที่เพิ่งกระอักออกมาจากการฝืนฉีกมิติ ทว่านัยน์ตาสีเงินยวงที่จ้องมองลงมานั้น กลับสาดประกายความดุร้ายและความหิวกระหายเหนือกว่ามารใดๆ ในใต้หล้า!


เบื้องหลังของเขา คือเรือเหาะสีดำทมิฬที่ถูกลากจูงด้วยอสูรบรรพกาล 9 เศียร!


อาเจียร่อนตัวลงมายืนหยัดอยู่บนแท่นบูชา กลางแอ่งเลือดที่ยังคงอุ่นร้อน ร่างกายของเขายังคงสั่นเทาเล็กน้อยจากผลสะท้อนกลับของพลัง ทว่าชายหนุ่มฝืนยืนหลังตรง กวาดสายตามองศิษย์นิกายมารนับ 1000 ที่หมอบสั่นเทาอยู่เบื้องล่าง ก่อนจะเหลือบมองทรัพย์สิน อัญมณี หินวิญญาณ และอาวุธวิเศษ ที่ถูกนำมากองรวมกันเพื่อใช้ในพิธีกรรม


เมื่อเห็นกองสมบัติ ความเจ็บปวดในเส้นชีพจรก็มลายหายไปสิ้น! รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่แท้จริงของจอมขูดรีดแห่งโลกเซียน ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่ซีดเซียว!


"อา... ช่างเป็นการต้อนรับผู้มาเยือนที่รู้ใจเสียจริง..."


อาเจียพึมพำ น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ทว่าดังก้องสะท้อนไปถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณทุกคนในบริเวณนั้น "ข้าเพิ่งสูญเสียอายุขัยและทรัพย์สินไปมหาศาลกับการเดินทาง... ที่ดินผืนนี้ ทรัพย์สินทั้งหมดนี้... รวมถึงแหวนมิติที่นิ้วของพวกเจ้า... นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ข้าขอประกาศริบเป็นสมบัติของข้าเพื่อชดเชยค่าสึกหรอ! ผู้ใดขัดขืน... บิดาจะบดขยี้วิถีเต๋าของมันให้กลับคืนสู่ความว่างเปล่า!"


การปรากฏตัวของยอดเซียนวิญญาณแรกเริ่มผู้บอบช้ำทว่าบ้าคลั่งทรัพย์สิน ได้เปิดม่านแห่งความวิปลาสบทใหม่ในทวีปหุบเขาต้องห้ามแล้ว!อ

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน