บทที่57 หัวหน้าห้องมีเรื่องขอร้อง
ในขณะที่เย่จื่อเฉินและหลิวฉิงต่างกำลังตั้งหน้าตั้งตารอคอยว่าเสี่ยวไป๋จะมีทักษะอะไรที่ทำให้พวกเขาตกใจได้บ้างแต่สิ่งที่มันตอบกลับมาคือ…
“เจ้านาย ข้าไม่ได้เรียนรู้ทักษะอะไรมาเลย”
เพียะ!
ฝ่ามือหนึ่งตบเสี่ยวไป๋จนกลิ้งไปอยู่ข้างโซฟา เสี่ยวไป๋ลูบหัวป้อยๆเหมือนกับคน ในดวงตาไร้เดียงสาเต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
“เจ้านาย ท่านตีข้าทำไม?”
เพียะ!
โดนฝ่ามือกลับมาอีกแล้ว
ครั้งนี้เสี่ยวไป๋เงียบไม่พูดอะไรอีกมันใช้ดวงตาน้อยใจคู่นั้นจ้องเย่จื่อเฉินแล้วนั่งลงกับพื้น
ผ่านไปได้สักพัก เย่จื่อเฉินก็พูดขึ้นมา
“นี่แกจะมาทำท่าน่ารักใส่พวกฉันสองคนหรือไง?”
เสี่ยวไป๋ส่ายหน้า
“แกยังจะส่ายหน้าอีกเหรอ?”
เย่จื่อเฉินถอนกระดูกชิ้นหนึ่งออกมาจากโทรศัพท์แล้ววางลงบนโต๊ะเสี่ยวไป๋แลบลิ้นพร้อมกับกระโดดจะแย่ง
เพียะ!
โดนฝ่ามืออีกรอบ
“เจ้านาย ทำไมท่านชอบตีข้า?”
เสี่ยวไป๋น้อยใจแค่ไหนนั้นไม่ต้องพูดถึง
เย่จื่อเฉินชี้ไปยังกระดูกบนโต๊ะแล้วพูด
“นี่เป็นเพ็ดดีกรีที่ฉันเอามาจากยี่หนึงจินกุนเป็นอาหารที่ให้สุนัขสวรรค์กิน ของที่ฉันยังแทบจะอยากแทะดูสักสองคำ พอเอาให้แกกินแกกลับบอกว่าไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย?”
“ข้าก็เพิ่งได้กินไม่ใช่เหรอ? การที่หมาพุดเดิ้ลมันกลายเป็นหมาที่อยู่บนสวรรค์ได้เพราะมีเจ้านายที่ดีอีกอย่างมันก็กินมานานมากแล้ว ส่วนข้าเพิ่งมากินได้ไม่นานเอง”
เสี่ยวไป๋อดที่จะแก้ต่างให้ตัวเองไม่ได้แต่ก็ได้รับฝ่ามือกลับมาอีกครั้ง
“ทำไม อยู่กับฉันมันทรมานใช่ไหม? ได้งั้นเพ็ดดีกรีนี้แกก็ไม่ต้องกินแล้ว แน่นอนว่าแม่ฉันชอบแกมากฉันจะปล่อยให้แกอดตายไม่ได้ พรุ่งนี้ฉันจะซื้อเพ็ดดีกรีแบบธรรมดามาให้แกสิบกว่าถุงพอให้แกใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ได้”
เย่จื่อเฉินเก็บกระดูกหมาที่วางอยู่บนโต๊ะไปหลิวฉิงที่ลอยอยู่กลางอากาศชักจะทนดูต่อไปไม่ไหว จึงอดพูดเกลี้ยกล่อมไม่ได้
“นายจะไปโกรธอะไรหมา?”
ส่วนเสี่ยวไป๋ก็งับขากางเกงของเย่จื่อเฉินไว้แน่นยื้อเขาให้นั่งลงไม่ให้เดินไปไหน
“ฉันโกรธมันเหรอ?”
เย่จื่อเฉินขำพรืด แล้วพูด
“ฉันมีเวลาสนใจมันด้วยหรือไง?”
“ยังจะมาพูดว่าไม่ได้โกรธอีก เหอะ”
หลิวฉิงค้อนใส่เย่จื่อเฉินไปหนึ่งทีส่วนตอนนี้เสี่ยวไป๋ก็ปล่อยขากางเกงเขาแล้วพูดขึ้น
“เจ้านาย เจ้านายอย่าเพิ่งโกรธ เรามาใช้เหตุผลคุยกันไม่ผิดที่ข้ากินอาหารของหมาบนสวรรค์ แต่ข้าก็เพิ่งกินจริงๆหมาพุดเดิ้ลตัวนั้นตอนที่เพิ่งอยู่กับยี่หนึงจินกุนก็แย่กว่าข้าตั้งเยอะที่กลายเป็นหมาสวรรค์ได้ก็เพราะว่าค่อยๆ กินมาเป็นระยะเวลานานไม่ใช่หรือไงนี่ข้าเพิ่งจะเริ่มกินก็สามารถพูดออกมาเป็นคำได้แล้วนับว่ามีพรสวรรค์อยู่ในระดับแถวหน้า”
ที่จริงนั้นเย่จื่อเฉินก็เข้าใจว่าที่เสี่ยวไป๋พูดมามันมีเหตุผลแต่แค่ตอนแรกเขาตั้งความหวังกับหมาตัวนี้ที่กินอิ่มไว้มากเกินไป
ชั่ววูบหนึ่งที่เสี่ยวไป๋พูดว่าไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยจึงยากที่เขาจะทำใจยอมรับได้
ปรายตามองเสี่ยวไป๋ที่นั่งอยู่บนพื้น เย่จื่อเฉินจึงยื่นมือไปลูบหัวมัน
“ไม่เจ็บใช่ไหม”
“ไม่เป็นอะไรเลยสักนิด” เสี่ยวไป๋เงยหน้าขึ้นมาแลบลิ้นออกมาแล้วพูด “เจ้านายให้ข้ากินกระดูกนั่นอีกชิ้นได้ไหม”
“ไม่ได้ แกกินไปชิ้นเดียวก็หลับไปตั้งหลายวันแม่ฉันเขาเป็นห่วงแกมาก ถ้าแกหลับอีกจะทำยังไง”
“ไม่หลับหรอก ที่ก่อนหน้านี้ข้านอนเยอะเป็นเพราะข้าเพิ่งเริ่มกินจึงต้องมีขั้นตอนในการดูดซับพลังนานหน่อย ตอนนี้ถ้ากินก็ไม่หลับแล้ว”
เสี่ยวไป๋ยิ้มแยกเขี้ยวแล้วแลบลิ้นออกมาเย่จื่อเฉินถอนหายใจด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย ก่อนจะโยนกระดูกชิ้นนั้นไปให้
“กินให้มันประหยัดหน่อย มีแค่ห้าชิ้น”
เสี่ยวไป๋คาบกระดูกชิ้นนั้นไว้แล้ววิ่งไปหยุดอยู่ตรงมุมบ้านเย่จื่อเฉินมองดูมันกระดิกหางแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ ก่อนจะพูด
“จริงสิ อีกเดี๋ยวแม่ฉันกลับมาแกจะพูดไม่ได้นะ รู้ไหม”
“เข้าใจ”
เย็นนี้เย่หรงทำอาหารขึ้นโต๊ะถ้วยข้าวของเย่จื่อเฉินไม่ได้พร่องลงไปเลย เพียงแค่กับข้าวในถ้วยของเย่จื่อเฉินหมดเย่หรงก็จะคีบกับข้าวใส่ถ้วยของเขาจนพูนเป็นภูเขากองเล็ก
ข้าวมื้อเดียว ทำเอาเย่จื่อเฉินจุกจนแทบเดินไม่ได้
เอนตัวลงบนเตียงในห้องนอน นึกถึงรอยยิ้มมีความสุขของแม่ในตอนนั้นจู่ๆ ก็กำหมัดแน่นขึ้นมา
ตั้งแต่เด็กจนโต เขาก็ถูกเลี้ยงดูมาด้วยความยากลำบากของแม่มาโดยตลอด
เขาสาบานว่าจะทำให้แม่มีชีวิตที่ดีให้ได้และจะทำให้ผู้ชายคนนั้นที่ทิ้งแม่ของเขาไปต้องชดใช้
เย่จื่อเฉินหลับใหลไปพร้อมกับความคิดนี้ หนึ่งคืนที่ไร้ซึ่งคำพูด…
ติ๊ง!
ระดับความรู้สึกดีของคุณกับเซี่ยเขอเข่อเพิ่มขึ้น 20 ระดับความรู้สึกดีปัจจุบัน 170
จู่ๆ เย่จื่อเฉินก็ได้รับข้อความนี้ตอนที่กำลังเรียนวิชาเอกอยู่เขาทำหน้ามึนงงทันที เอาโทรศัพท์ออกมากดดูที่ด้ายแดงของเขากับเซี่ยเขอเข่อ
ระดับความรู้สึกดีที่ปรากฏบนหน้าจอคือ 170 แต่ตัวเขาไม่ได้ทำอะไรเลย
ไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัวก็เลิกเรียนแล้ว เพิ่งจะออกมาจากห้องเรียนเย่จื่อเฉินก็เห็นเซี่ยเขอเข่อยืนอยู่ตรงระเบียงทางเดิน
“ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่?”
เซี่ยเขอเข่อเงยหน้าขึ้น แก้มสองข้างแดงระเรื่อ
เย่จื่อเฉินกำลังแปลกใจกับการที่อยู่ดีๆระดับความรู้สึกก็เพิ่มขึ้นมา พอมาเจอแบบนี้ก็ยิ่งแปลกใจเข้าไปใหญ่
จุ๊บ!
ยังไม่ทันที่เขาจะรู้ตัว เซี่ยเขอเข่อก็จุ๊บแก้มเขาไปหนึ่งทีพร้อมกับพูดด้วยใบหน้าเห่อแดง
“ของขวัญที่นายให้มาฉันได้รับแล้วนะ ฉันชอบมากเลย”
สิ้นเสียง เธอก็วิ่งออกจากระเบียงทางเดินด้วยใบหน้าเขินอาย
เย่จื่อเฉินตะลึงงัน
เขาไม่ได้ส่งของขวัญไปให้สักหน่อย!
เรื่องเหนือธรรมชาติอะไรเนี่ย?
“นี่ ทำไมนายเป็นคนแบบนี้ นายมีแฟนแล้วนะยังจะจีบเซี่ยเขอเข่ออีกทำไม?”
หลิวฉิงลอยมาอยู่ตรงหน้าเย่จื่อเฉินด้วยความโมโหเย่จื่อเฉินพูดด้วยสีหน้าไร้เดียงสา
“ฉันก็ไม่ได้จีบนี่”
“ไม่ได้จีบเหรอ ไม่ได้จีบแล้วเขาจะมาจูบนายทำไม? แล้วยังพูดว่านายให้ของขวัญเขาอีก!”
หลิวฉิงขนาดคิ้วมุ่น สองมือเท้าเอว
“ฉันไม่ได้ให้ของขวัญจริงๆ แล้วฉันก็ไม่ได้จีบด้วย”
เย่จื่อเฉินเหนื่อยใจจริงๆ เขาถอนหายใจยาวก่อนจะพูด
“เธออยู่กับฉันทุกวัน น่าจะรู้ดีที่สุดนะว่าฉันให้หรือไม่ได้ให้เมื่อวานฉันอยู่กับแม่ฉัน แล้วตอนเช้าเธอก็ปลุกฉันให้มาเรียนฉันจะเอาเวลาจากไหนไปให้”
หลิวฉิงคิดดูแล้วมันก็จริงอย่างที่เขาพูดเธออยู่กับเย่จื่อเฉินทุกวัน ถ้าเขาทำอะไรต้องไม่มีทางปิดบังเธอได้แน่นอน
พอคิดมาถึงตรงนี้ หลิวฉิงก็อดพูดขึ้นอย่างสงสัยไม่ได้
“ถ้างั้นมันเกิดอะไรขึ้นล่ะ?”
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง” เย่จื่อเฉินทำหน้าจนปัญญาหลิวฉิงที่เห็นก็เบ้ปากพูด “พอเลยพอหยุดทำเป็นไร้เดียงสาได้แล้ว ไม่ว่านายจะให้หรือไม่ได้ให้แต่เขอเข่อจูบนายแล้วก็ถือว่านายได้กำไรอย่ามาทำหน้าอมทุกข์เหมือนเสียเปรียบหน่อยเลย”
“ฉันเหนื่อยใจจริงๆ”
“เชอะ ฉันอยากตีนายจริงๆ เลย”
หลิวฉิงแขวะเขาไปทีหนึ่งก่อนจะค้อนใส่แล้วก็กลับเข้าไปอยู่ในเนตรมังกร
เวลากลางวันจะทำร้ายวิญญาณแบบเธอเยอะมาก ต้องกลับเข้าไปเติมพลังวิญญาณในเนตรมังกรอยู่บ่อยครั้ง
จนหลิวฉิงกลับเข้าไปในเนตรมังกรแล้วเย่จื่อเฉินก็ยังทำหน้ามึนงงอยู่ แบบนี้มันประหลาดเกินไปแล้วนะ
จู่ๆ เย่จื่อเฉินก็รู้สึกว่ามีใครคนหนึ่งยืนอยู่ข้างกายเมื่อหันกลับไปก็เห็นว่าซุนอี้เกอยืนอยู่ข้างเขา
ซุนอี้เกอเป็นหัวหน้าห้องของพวกเขาเป็นหนึ่งในสี่ดาวมหาลัยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีปิงเฉิง
ปกติจะเป็นผู้หญิงที่ไม่ค่อยพูดคนหนึ่งได้ยินมาว่าตอนนั้นที่เธอเลือกจะเป็นหัวหน้าห้องก็เพื่อเปลี่ยนนิสัยที่ชอบเก็บตัวของตัวเองแต่พยายามเปลี่ยนมาสองปีแล้วแต่ก็ยังเป็นเหมือนเดิม
ถ้าไม่ใช่เพราะว่าในห้องเรียนมีผู้ชายเยอะกว่าบางทีเธอก็อาจจะไม่ได้เป็นหัวหน้าห้องก็ได้
ถึงจะเรียนห้องเดียวกันมาสองปีแต่การพูดคุยกันของเธอกับเย่จื่อเฉินก็ไม่ได้เยอะอะไรเป็นคนที่แบบหนึ่งปีคุยกันไม่เกินสองประโยค
การที่เธอมาอยู่ตรงหน้าเย่จื่อเฉินแบบนี้มันก็ทำให้เย่จื่อเฉินแปลกใจเหมือนกัน
“เธอมาหาฉันเหรอ?”
เย่จื่อเฉินชี้ตัวเอง และเห็นว่าซุนอี้เกอพยักหน้าพร้อมกับตอบรับเสียงหนักแน่น
“อือ”