จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 71 พบพานหงยินคราแรก

                หลังจากปรากฏตัวขึ้นหงยินก็ไม่เหลือบแลผู้คนรอบกายแต่กลับมองดูสุนัขป่าอัสนีบาตที่พุ่งเข้าหาตนเองด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

                ดวงตาหงยินปรากฏร่องรอยโศกเศร้ามันโบกมือขวาวูบก็สัมผัสหัวสุนัขป่าตรงหน้าอย่างนุ่มนวล จากนั้นสุนัขป่าขนาดมหึมาที่กระโจนเข้าใส่ก็พลันนิ่งค้างกลางอากาศราวกับถูกประคองไว้ด้วยพลังที่มองไม่เห็น!

                หงยินลดมือขวาลงทีละน้อยสุนัขป่าอัสนีบาตก็ลงสู่พื้นราวกับถูกหงยินวางลงแม้จะถูกสยบเอาไว้แต่สุนัขป่าอัสนีบาตยังคงคำรามเสียงต่ำพยายามตะเกียกตะกายเข้าจู่โจมใส่ยามที่มองดูสายตาหงยินก็ยิ่งทวีความโศกเศร้ามากขึ้น

                ยามกะทันหันบนชั้นสองของภัตตาคารกลับตกอยู่ในภวังค์เงียบงันอย่างประหลาดหลงเหลือเพียงสุนัขป่าอัสนีบาตที่ยังคงส่งเสียงคำรามทุ้มต่ำอยู่

                เมื่อเห็นสถานการณ์ตรงหน้าเปลี่ยนแปลงไปชายหนุ่มชุดดำก็พลันสะดุ้งรู้สึกตัว ใบหน้ามันเปี่ยมแววเหลือเชื่อมันถึงกับล่าถอยไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัวก่อนจะชี้นิ้วยังหงยินกล่าวว่า “เจ้าเจ้าเป็นใคร?!”

                คงเป็นการดีกว่าหากเงียบงันไม่เอ่ยปากเพราะคำพูดของมันเรียกความสนใจจากหงยินที่กำลังก้มศีรษะมองดูสุนัขป่าอัสนีบาตผู้มาใหม่เงยหน้าขึ้นมองมาด้วยสายตาแหลมคมดุจใบมีดในสายตาของชายหนุ่มชุดดำราวกับมันมองเห็นเงาร่างสุนัขป่าสีแดงฉานดั่งโลหิตขนาดมหึมาทาบทับอยู่ด้านหลังหงยินจากนั้นรังสีอำมหิตที่บีบคั้นจนลมหายใจแทบขาดห้วงก็พุ่งมาปะทะใบหน้ามัน

                “เจ้ามาจากสำนักเจ้าอสูร?” หงยินถามด้วยน้ำเสียงเย็นชาขณะที่เพ่งตามองอีกฝ่าย

                คำถามนี้ปลุกชายหนุ่มชุดดำขึ้นจากความตื่นตะลึงพร้อมกับภาพลวงตาตรงหน้าที่สาบสูญไป ทั้งร่างมันค่อยผ่อนคลายลงยามนี้ชายหนุ่มชุดดำรู้สึกราวกับเพิ่งรอดพ้นความตายอย่างหวุดหวิดมันถอยกายอย่างต่อเนื่องอีกครั้งก่อนจะกล่าววาจาอย่างเร่งร้อน “ข้า ข้าคือหลี่หลงบุตรชายผู้อาวุโสแห่งสำนักเจ้าอสูร! สำนักข้าคือหนึ่งในสิบสำนักใหญ่อาจารย์อาข้าอยู่ไม่ไกลจากที่นี่! เจ้า เจ้าไม่อาจทำร้ายข้า! ไม่เช่นนั้นสำนักเจ้าอสูรจะไม่ละเว้นเจ้า!”

                ไม่ว่าผู้ใดก็มองออกว่ามันแตกตื่นเสียขวัญจนไม่หลงเหลือเค้าความโอหังตามเดิมอีกมันรีบเปิดเผยที่มาของตนมิหนำซ้ำถึงกับอ้างชื่อสิบสำนักใหญ่ด้วยหวังว่าจะสามารถขู่ขวัญอีกฝ่ายได้

                หลังจากหงยินได้ยินคำพูดมันแก้วตาก็หดวูบ จิตสังหารสาดประกายเจิดจ้าจากดวงตาขยับเท้าเพียงก้าวเดียวก็มาถึงตรงหน้าหลี่หลงในพริบตา

                มิผิดเพียงก้าวเดียว ไป๋หยุนเฟยมองเห็นอย่างชัดตาว่ามันก้าวออกไปเพียงก้าวเดียวและยามที่เท้าสัมผัสพื้นร่างของหงยินก็ไปปรากฏตรงหน้าหลี่หลงที่ห่างออกไปหลายวาอย่างฉับพลัน

                ไป๋หยุนเฟยลอบสะท้านใจรีบกวาดตามองสุนัขป่าอัสนีบาตที่เมื่อครู่ถูกสยบจนไม่อาจเคลื่อนไหวด้วยสีหน้าเคร่งเครียดก่อนจะขยับถอยหลังเล็กน้อยไม่ว่าผู้ใดก็มองออกว่าบุรุษที่ปรากฏตัวอย่างกะทันหันผู้นี้มีฝีมือที่ร้ายกาจยิ่งนักแต่กระนั้นดูเหมือนคนผู้นี้จะไม่แยแสไป๋หยุนเฟยแม้แต่น้อยทางที่ดีตัวมันควรรอดูท่าทีไปก่อน

                หงยินยื่นมือขวาไปคว้าจับข้อมือซ้ายของอีกฝ่ายดวงตามันทอแววอำมหิตวูบพร้อมกับเสียงกระดูกแตกหักดังขึ้น ที่แท้หงยินบีบกระดูกแขนของหลี่หลงหักไป!

                “อ๊าก!!!”

                เสียงกรีดร้องโหยหวนดังจากปากหลี่หลงขณะที่ยื่นมือขวาออกหมายจะผลักหงยินออกไปแต่ทั้งร่างของมันกลับไม่เชื่อฟัง ยามนี้หลี่หลงไม่อาจขยับเคลื่อนไหวได้แม้แต่น้อยความเจ็บปวดเสียดกระดูกที่แพร่กระจายจากแขนซ้ายแทบทำให้มันสิ้นสติไป

                หงยินแค่นเสียงเย็นชาหลังจากยื่นมือซ้ายใส่นิ้วมือของอีกฝ่ายแหวนสีดำบนนิ้วกลางซ้ายของหลี่หลงก็ตกไปอยู่ในมือมัน

                จากนั้นหงยินสะบัดมือเหวี่ยงหลี่หลงลอยละลิ่วออกไปหลายวาอย่างไม่นำพาหลังจากร่วงกระแทกพื้นหลี่หลงค่อยได้สามารถขยับเคลื่อนไหวได้ดังเดิมมันกุมข้อมือซ้ายพลางคร่ำครวญไม่หยุดยั้ง

                หงยินไม่แม้แต่จะเหลือบแลมันเพียงสวมแหวนไว้บนมือซ้ายและเดินไปที่ข้างตัวสุนัขป่าอัสนีบาตดวงตามันทอแววโศกเศร้าอีกคราก่อนจะตบหลังสุนัขป่าสีเทาอย่างแผ่วเบาสุนัขป่าขนาดมหึมาก็ถูกดึงดูดเข้าสู่แหวนช่องมิติสาบสูญไป

                หลังจากสงบจิตใจลงได้หงยินก็เขม้นมองหลี่หลงที่ตะเกียกตะกายยืนขึ้นด้วยสีหน้าเย็นชาก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ“ไสหัวไป!บอกต่อผู้ที่เจ้าเรียกหาเป็นอาจารย์อาว่าข้าจะรอคอยมันอยู่ที่เมืองชุ่ยหลิวแห่งนี้!”

                หลี่หลงที่พยายามข่มกลั้นความเจ็บปวดสุดแสนบนแขนซ้ายมองดูแหวนบนมืออีกฝ่ายก่อนจะกล่าวอย่างตื่นตะลึง“เจ้า...”

                “ไสหัวไป!”

                ยามที่หลี่หลงสบตากับหงยินก็พบเห็นแววตาอีกฝ่ายเปี่ยมด้วยจิตสังหารที่พยายามระงับสุดกำลังทั้งร่างมันจึงสั่นสะท้านไม่กล้าเอ่ยปากกล่าววาจารีบเดินโซเซลงบันไดหายลับไป

                ไป๋หยุนเฟยมองดูหงยินที่ใช้ท่าทีเหม่อลอยจับจ้องแหวนบนมือดวงตาไป๋หยุนเฟยก็ทอประกายวูบก่อนจะเคลื่อนกายถอยหลังอย่างเชื่องช้าขณะเดียวกันก็โบกมือซ้ายที่ด้านหลังบอกใบ้ให้หญิงสาวทั้งสองเตรียมจากไป

                แต่กระนั้นยามที่เคลื่อนกายไปได้สามก้าว หงยินที่ก้มหน้าพึมพำกับตนเองก็พลันยืดกายขึ้นและมองมาที่ไป๋หยุนเฟยมิคาดว่าบนใบหน้าหงยินกลับมีรอยยิ้มเปี่ยมไมตรี มันโค้งศีรษะแก่ไป๋หยุนเฟยเล็กน้อยพลางกล่าวว่า“น้องชายอย่าได้หวั่นเกรง ข้าไม่มีเจตนาร้าย...”

                ไป๋หยุนเฟยชะงักค้างในมือกระชับทวนเปลวอัคคีแนบแน่นมันตั้งท่าป้องกันอย่างรัดกุมจับจ้องอีกฝ่ายอยู่ครู่ใหญ่จึงกล่าวเสียงทุ้ม“ท่านมาที่นี่เพราะหลี่หลงแต่มันจากไปแล้ว และพวกเราก็เป็นเพียงผู้ที่ผิดใจกับมันหากจะว่าไปพวกเรายังต้องขอบคุณท่านที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือด้วยซ้ำวันนี้พวกเรายังมีเรื่องบางอย่างต้องกระทำจึงขออำลาในบัดดล”

                หลังกล่าวจบก็เก็บทวนเปลวอัคคีเอาไว้ก่อนจะปรายตาบอกใบ้แก่หญิงสาวทั้งสองและหันกายเตรียมจากไป

                “ช้าก่อนน้องชายข้ามีเรื่องบางอย่างจะบอกเจ้า”

                ไป๋หยุนเฟยยั้งเท้าหยุดและหันกลับมาถามด้วยความสงสัย“ท่านรู้จักข้า?”

                “ฮ่าฮ่า พวกเราไม่รู้จักกันแม้แต่น้อย แต่ข้าทราบเรื่องบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับเจ้าเจ้ายอมสนทนากับข้าสักครู่หรือไม่?”หงยินยังคงกล่าววาจาอย่างยิ้มแย้ม

                ไป๋หยุนเฟยลังเลเล็กน้อยคนผู้นี้ฝีมือสูงส่งจนมันไม่อาจเปรียบติดแต่กลับใช้คำพูดต่อมันอย่างสุภาพนี่ย่อมเพียงพอจะยืนยันความจริงใจได้ มิหนำซ้ำไป๋หยุนเฟยก็มองไม่เห็นความมุ่งร้ายใดในดวงตาของอีกฝ่ายราวกับคนผู้นี้สนใจจะคบหาเป็นสหายกับมันอย่างแท้จริง

                หลังจากใคร่ครวญชั่วขณะไป๋หยุนเฟยจึงพยักหน้าเล็กน้อย

                หงยินเห็นดังนั้นจึงหัวร่อโดยไม่กล่าวอันใดจากนั้นหันกายเดินลงบันไดไป ไป๋หยุนเฟยและหญิงสาวทั้งสองจึงติดตามมันลงไปหลังจากโยนเหรียญทองอย่างไม่แยแสให้แก่เถ้าแก่เป็นค่าเสียหายทั้งหมดก็ออกจากภัตตาคารไปทันที

                หงยินมองดูหญิงสาวทั้งสองที่ด้านหลังไป๋หยุนเฟยพร้อมกับขมวดคิ้วเล็กน้อยไป๋หยุนเฟยเข้าใจความหมายจึงหันไปกล่าวกับหลิวเมิ่ง “เมิ่งเอ๋อร์ท่านและเสี่ยวหนิงรออยู่ที่นี่สักครู่ ข้าจะกลับมาโดยเร็ว”

                หลิวเมิ่งพยักหน้าด้วยท่าทีกังวลพลางกล่าวเสียงค่อย “อืม หยุนเฟยท่านระวังตัวด้วย ข้าจะรอท่านที่นี่...”

                ……

                ไป๋หยุนเฟยติดตามหงยินเข้าไปในตรอกว่างเปล่าที่ห่างออกไปไม่ไกลหงยินหันมองรอบด้านก่อนจะหยุดเท้าหันมาหาไป๋หยุนเฟย มันพยักหน้าเล็กน้อยกล่าวว่า“น้องชาย เจ้าชื่ออะไร?”

                “ไป๋หยุนเฟย”

                “อืมข้าชื่อหงยิน” หลังจากแนะนำชื่อตนเองออกไป หงยินก็เอียงคอมองเสี่ยวถังบนไหล่พร้อมกับกล่าวอย่างยิ้มแย้ม“นี่เป็นสหายข้านามว่าเสี่ยวถัง อย่าได้คิดว่ามันเป็นเพียงมุสิกตัวเล็กธรรมดาสหายข้าเป็นอสูรวิญญาณที่ร้ายกาจยิ่งนัก”

                ไป๋หยุนเฟยงงงันวูบมันมองดู‘มุสิกตัวเล็ก’ด้วยความประหลาดใจกระนั้นนี่ก็ไม่ใช่เวลาที่สมควรแสดงความอยากรู้อยากเห็นจึงประสานมือแก่หงยินพลางกล่าวว่า“ท่านเรียกข้ามาที่นี่มีเรื่องอันใดบอกต่อข้า?”

                “ฮ่าฮ่า ดูท่าเจ้ายังสงสัยตัวข้าอยู่ขอบอกต่อเจ้าว่าที่ข้าอยากรู้จักเจ้าเป็นเพราะทราบความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับสำนักชะตาลิขิต”แทนที่จะตอบคำถามในทันที หงยินกลับเปิดเผยก่อนว่าไฉนจึงมาพบไป๋หยุนเฟย

                ไป๋หยุนเฟยประหลาดใจไม่น้อย“ท่านมาจากสำนักชะตาลิขิต?”

                “ไม่ใช่ข้าและสำนักชะตาลิขิตไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน แต่เมื่อสองวันก่อนข้ามีโอกาสสนทนากับผู้อาวุโสฉินเจิ้งแห่งสำนักชะตาลิขิตอืม ท่านคือผู้อาวุโสที่ไปพบเจ้าในคืนนั้นเอง”

                ไป๋หยุนเฟยเงียบงันไปราวกับในใจมีความคิดขัดแย้งกันเองหงยินก็ไม่ขัดจังหวะเพียงรอคอยอย่างเยือกเย็น ครู่ต่อมาไป๋หยุนเฟยจึงเงยหน้าอีกครั้งก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยท่าทีผ่อนคลายลง“ถ้าเช่นนั้นท่านมีเรื่องอันใดจะบอกข้า พี่หงยิน?”

                หงยินกล่าวกลั้วหัวเราะว่า“ข้าพบเห็นเรื่องราวบางอย่าง และรู้สึกว่าสมควรบอกต่อเจ้า เจ้า...”

                ……

                หลิวเมิ่งและเสี่ยวหนิงยืนอยู่ที่หน้าแผงขายของกระจุกกระจิกที่อยู่ถัดจากภัตตาคารเสี่ยวหนิงกำลังเลือกดูสิ่งของที่วางเรียงรายบนแผงด้วยท่าทีสนใจแต่หลิวเมิ่งกับเพ่งตามองตรอกที่ไป๋หยุนเฟยและหงยินเดินเข้าไปด้วยท่าทีเหม่อลอย

                จู่ๆดวงตานางก็เป็นประกายเมื่อเห็นไป๋หยุนเฟยเดินออกมาจากตรอกตรงเข้ามาหาหลิวเมิ่งแสดงสีหน้ายินดีพร้อมกับฉุดดึงเสี่ยวหนิงเดินเข้าหาไป๋หยุนเฟย

                “เป็นอย่างไรบ้างหยุนเฟย? คนผู้นั้นเป็นใคร?”หลิวเมิ่งเอ่ยปากถามขณะมองดูไป๋หยุนเฟยด้วยท่าทีห่วงใย

                “โอข้าไม่เป็นไร อย่าได้กังวล...” ไป๋หยุนเฟยสั่นศีรษะ แต่ก็ไม่ได้ตอบคำถามถัดมาของหลิวเมิ่งตรงข้ามชายหนุ่มราวกับนึกเรื่องบางอย่างออกจึงเอ่ยปากถาม “จริงสิ เมิ่งเอ๋อร์ก่อนหน้านี้ท่านมีเรื่องจะบอกข้า มีเรื่องอะไรหรือ?”

                “โอ? เรื่องนี้...”หลิวเมิ่งคาดไม่ถึงว่าไป๋หยุนเฟยจะถามเรื่องนี้อย่างกะทันหันหลังจากสะดุ้งตกใจจึงก้มศีรษะลง ใบหน้านางก็กลายเป็นแดงซ่านผ่านไปเนิ่นนานจึงกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา “นั่น นั่นคือ...บิดาข้ากำลังเดินทางมายังชุ่ยหลิว ข้าอยาก ข้าอยากพาท่านไปพบบิดา...”

                “ว่ากระไร?!” ไป๋หยุนเฟยตะลึงงันก่อนจะถามด้วยท่าทีแตกตื่นคิดว่าตนเองฟังผิดไป

                หลิวเมิ่งก้มศีรษะเงียบงันผมยาวสลวยของนางพลิ้วไสวเหนือหัวไล่ปิดบังใบหน้าเอาไว้จนไม่อาจมองเห็นชัดตา

                เสี่ยวหนิงที่ด้านข้างจึงกล่าวตัดบทว่า“คุณชายหยุนเฟย เรื่องเป็นเช่นนี้เมื่อวานมีคนจากตระกูลหลิวมาพบคุณหนูและบอกต่อนางว่านายท่านทราบแล้วว่าคุณหนูอยู่ที่เมืองชุ่ยหลิวทั้งยังมีโทสะอย่างยิ่งที่นานแล้วคุณหนูก็ยังไม่ยอมกลับบ้านนายท่านจึงออกเดินทางมาที่นี่ด้วยตนเอง คาดว่าท่านผู้เฒ่าจะมาถึงภายในวันนี้อาจบางทีมาเพื่อพาคุณหนูกลับบ้าน ดังนั้น... คุณหนูจึงต้องการให้ท่านไปพบนายท่าน เนื่องเพราะท่านบรรลุด่านวีรชนวิญญาณด้วยวัยเพียงเท่านี้ย่อมพบความสำเร็จอันใหญ่หลวงในอนาคตอาจบางทีหลังจากพบกับท่าน นายท่านจะ... จะยินยอมให้คุณหนูคบหาท่าน”

                “นี่...”สีหน้าไป๋หยุนเฟยกลายเป็นว้าวุ่นสับสนราวกับไม่ทราบจะรับมือกับเรื่องราวที่เพิ่งรับทราบอย่างกะทันหันนี้อย่างไรดี

                ถึงตอนนี้ราวกับรวบรวมความกล้าเพียงพอแล้ว หลิวเมิ่งจึงเงยหน้าที่งดงามขึ้นมองดูไป๋หยุนเฟยพร้อมกับกล่าวอย่างนุ่มนวล “หยุนเฟย เมื่อใดที่บิดาข้ามาถึงท่านผู้เฒ่าต้องบังคับให้ข้ากลับบ้านไปเฝ้าหลุมศพจางหยางเป็นแน่...ท่านจะไปพบบิดากับข้าหรือไม่?ข้าหมายถึง หมายถึงหากพวกเราจะคบหากัน ข้าคิดว่า...คิดว่าบิดาจะเห็นชอบด้วย”

                ไป๋หยุนเฟยมองดูหลิวเมิ่งด้วยท่าทีตะลึงงันกระทั่งหญิงสาวเริ่มหวาดหวั่นว่ามันจะปฏิเสธ เสียงสั่นเทาของไป๋หยุนเฟยก็แว่วเข้าหูนาง

                “ตกลงคืนนี้... เวลาใด?”

                หลิวเมิ่งเงยหน้าขึ้นกล่าวด้วยสีหน้ายินดี“อืม ข้าไม่ทราบว่าบิดาจะมาถึงเวลาใดเช่นกันเสี่ยวหนิงและข้าจะไปพบท่านผู้เฒ่าก่อน จากนั้น...ข้าจะอยู่สนทนากับบิดาและให้เสี่ยวหนิงไปพาท่านมาดีหรือไม่?”

                ไป๋หยุนเฟยเงียบงันไปชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้ากล่าวว่า“ตกลง ถ้าเช่นนั้นข้าจะไปรอฟังข่าวจากท่านที่โรงเตี๊ยม”

                “อืม!เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน หยุนเฟยท่านก็สมควรกลับไปเตรียมตัวข้าคิดว่าบิดาต้องยินยอมให้ท่าน...”

                หลังจากมองดูเงาร่างของหญิงสาวทั้งสองหายลับไปกับฝูงชนไป๋หยุนเฟยก็หันกายไปด้วยสีหน้าว้าวุ่น จากนั้นร่างมันจะหายลับไปจากอีกฝั่งถนน

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    9.93M 1273
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    นิยาย แฟนตาซี
    3.82M 1844
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    7.72M 2500
    นี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ

    นี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    215K 948