ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 131 ศัตรูทางคับแคบ
คาลอสและจินเดินทางรอนแรมในพื้นที่รกร้างกว่าเจ็ดวัน ในที่สุดก็มาถึงรอยต่อระหว่างอาณาเขต แต่เทือกเขาสูงที่ทอดยาวทำให้ทั้งสองคนต้องปรับเปลี่ยนแผน ยอมเดินอ้อมแนวเขาไปหารอยแยกระหว่างเทือกเขาที่ไกลจากที่นี่ไปอีก
ระยะเวลาสองวันผ่านพ้นไป อาหารที่เตรียมมาร่อยหรอเต็มทน แต่ข่าวดีคือตอนนี้ทั้งคู่ได้มาถึงรอยแยกตามแผนที่เรียบร้อยแล้ว
“ถึงแล้ว...” ชายหนุ่มชุดแดงเงยหน้าขึ้นจากแผนที่ในมือ มองไปยังช่องแคบขนาดไม่ใหญ่มากตรงหน้า
ช่องแคบระหว่างหุบเขา กว้างประมาณสามคันเกวียน ถึงแม้จะดูกว้าง แต่เมื่อเทียบกับทิวเขาที่ยาวสุดลูกหูลูกตาแล้วนั้น ช่องแคบนี้นับว่าเป็นรอยแตกเล็กๆ ไปเลย
หนึ่งคนหนึ่งวิญญาณยืนอยู่หน้าเทือกเขาสีส้มที่แบ่งออกเป็นสองฝั่ง ด้านหน้าเป็นช่องทางเดินลึกเข้าไปด้านใน มีฝุ่นผงดินสีแดงลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ
ร่างกึ่งวิญญาณยื่นแขนขมุกขมัวไปด้านหน้า สัมผัสละอองฝุ่นละอองดินสีแดงที่ลอยฟุ้ง ย่นคิ้วเข้าหากัน แววตาบ่งบอกถึงความสงสัย
“มีอะไรหรือท่านบรรพบุรุษ?” ชายหนุ่มหันมาสังเกตร่างกึ่งวิญญาณที่อยู่ด้านข้างของตน
“แปลก…ฝุ่นดินพวกนี้ลอยอยู่ในอากาศมากเกินไป แม้แต่ตอนที่เราเดินเรียบตีนเขามาตลอดทางก็ยังไม่มีฝุ่นคลุ้งมากเท่านี้เลย” จินพยายามปัดมือไปมาเพื่อทดสอบ เปรียบเทียบกับสภาพบรรยากาศที่เขาเห็นก่อนหน้า
สายตาของจินเริ่มกวาดมองไปตามที่ต่างๆ ภูเขา พื้นดิน และช่องว่างระหว่างแนวเขา
คาลอสเองก็มองตามสายตาอีกฝ่ายไปเช่นกัน พยายามสำรวจสิ่งแปลกๆ ที่เกิดขึ้นที่นี่
“รอยล้อเกวียน…” คราวนี้เป็นคาลอสที่พูดขึ้นมาบ้าง ซึ่งร่างกึ่งวิญญาณก็พยักหน้าให้กับอีกฝ่าย
“แม้จะไม่ชัด แต่ก็เหมือนว่าจะมีคันเกวียนหลายเล่มเคลื่อนผ่านเมื่อไม่นานมานี้ แล้วถ้าสังเกตดีๆ เจ้าจะเห็นรอยเท้าของสัตว์อสูรอยู่ตรงนั้น…แล้วก็ตรงนั้นด้วย” จินชี้ให้อีกฝ่ายเห็นสิ่งที่อาจพลาดไป
เนื่องจากเนื้อดินค่อนข้างแข็ง ไม่ใช่ว่าทุกสิ่งที่เคลื่อนที่ผ่านจะทิ้งรอยเอาไว้เสมอไป แต่สิ่งที่ทำให้พอจะรู้ได้ว่าร่องรอยพวกนี้ยังสดใหม่ก็คือปริมาณฝุ่นที่มีอยู่มากกว่าปกติ
ถ้าเทียบมนุษย์ที่เดินย่ำดินกับรถเกวียนเทียมสัตว์อสูรเคลื่อนผ่าน แน่นอนว่าอย่างหลังย่อมสร้างฝุ่นควันจากการเคลื่อนที่ได้มากกว่าเป็นไหนๆ ไม่แปลกที่จินจะจับความแตกต่างได้ในทันทีที่มาถึง
คำกล่าวของจินทำให้คาลอสขมวดคิ้วตามไปด้วย
“เช่นนั้นเราควรทำเช่นไรดี? ยังจะผ่านช่องทางนี้อยู่หรือไม่?” คาลอสเอ่ยถามวิญญาณบรรพบุรุษ
“พวกเราไม่ได้มีทางเลือกมากนัก ร่างกึ่งวิญญาณนี้มีเวลาจำกัด คฤหาสน์ตระกูลพีไรซ์ที่ตั้งขึ้นชั่วคราวก็ถูกโจมตีไปแล้วครั้งหนึ่ง แม้ตอนนี้ยังคงเงียบสงบ แต่ก็ไม่แน่ว่ากองกำลังภายในเมือง C-04 จะพร้อมลงมืออีกเมื่อใด” จินพูดออกมาพร้อมกับส่ายศีรษะ
คาลอสที่รับฟังก็ก้มหน้า ตัวเขาเข้าใจความหมายของอีกฝ่าย นอกจากวิกฤตด้านเสบียงอาหารที่ใกล้จะหมดเต็มทน ความจริงเรื่องนี้เขาพออดอาหารได้หลายวัน แต่เรื่องที่วิญญาณบรรพบุรุษอาจหายไปหากไม่มีสถานที่สิงสถิตเป็นเรื่องใหญ่กว่ามากและไม่อาจอนุญาตให้มันเกิดขึ้น
“จริงๆ แล้วมันอาจจะเป็นคณะเดินทางของพ่อค้าธรรมดาๆ ก็เป็นได้ ข้าอาจจะคิดมากไปเอง” จินแก้ไขความกังวลของอีกฝ่าย ก่อนจะพูดต่อไปว่า “อย่างไรพวกเราก็ต้องเข้าไป เพียงแต่ระวังตัวให้มากขึ้นหน่อย เคลื่อนที่ให้ช้า ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน”
คาลอสพยักหน้ารับเป็นเชิงว่าเข้าใจ ทั้งสองค่อยๆ เคลื่อนเข้าไปยังช่องแคบตรงหน้าด้วยความใจเย็น
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังเดินอยู่นั้นเอง ก็เกิดเสียงดังขึ้น
ปัง ปัง ตูม!
เส้นทางคัดเคี้ยวภายในรอยแยกได้บดบังทัศนียภาพด้านหน้า แต่เสียงกระแทกหนักๆ และการพังทลายของบางอย่างยังได้แว่วมาถึงจุดที่ทั้งสองกำลังก้าวเดิน
ตูม!
ไม่นานนักจากเสียงแรกที่ได้ยิน เศษดินเศษหินก็แตกกระจายออกเบื้องหน้า เหลี่ยมมุมของเนินเขาที่คดเคี้ยวแตกกระจายออก ฝุ่นดินสีแดงลอยฟุ้งไปทั่ว
ร่างของชายคนหนึ่งกระเด็นลอยออกจากชะง่อนเขา ฝ่าฝุ่นควันคละคลุ้งเข้ามาหานักเดินทางทั้งสอง ในอ้อมแขนของเขาเหมือนโอบอุ้มอะไรบางอย่างไว้ด้วยความทะนุถนอม
พลั่ก!
ร่างของชายชราในชุดสูทพุ่งลงกระแทกพื้นอย่างแรงก่อนจะพ่นละอองเลือดออกมา
ชายชราพลิกตัวเต็มความสามารถเพื่อใช้แผ่นหลังลงกระแทกเข้ากับพื้น เลือกที่จะโอบอุ้มบางสิ่งในอ้อมแขนไม่ให้ได้รับความกระทบกระเทือน
ครืด
ร่างชายชราไถลครูดไปกับพื้นดิน จนสุดท้ายก็มาหยุดอยู่เบื้องหน้าของคาลอส
ด้วยระยะที่ใกล้กันแค่นี้ สามารถมองเห็นสิ่งที่ชายชราพยายามประคองเอาไว้ได้อย่างชัดเจน มันคือมนุษย์! เป็นเด็กสาวผิวขาวราวหิมะในอ้อมแขนข้างซ้าย และเด็กหนุ่มหน้าตาเกลี้ยงเกลาในอ้อมแขนข้างขวา
“อึก ท่านลุงเมอร์ดิส อย่าฝืนตัวเองอีกเลย ข้าเองก็เป็นอเวกระดับที่เจ็ดขั้นสูงสุด อีกเพียงก้าวเดียวจะข้ามไปถึงอเวกระดับแปดแล้ว ข้าพอจะพาน้องหญิงหลบหนีไปได้” น้ำเสียงร้อนรนของเด็กชายโพล่งขึ้นมาตอนที่เห็นว่าอาการของชายชราไม่สู้ดีเท่าไหร่นัก
ลำพังต่อสู้กับศัตรูก็เต็มกลืนแล้ว ยังต้องมาคอยปกป้องภาระทั้งสองคนอย่างพวกเขาด้วย ดูอย่างไรศึกครั้งนี้ก็ไม่มีทางชนะ
ผู้แข็งแกร่งและมากประสบการณ์อย่างชายชรา ไม่มีทางมาเพลี่ยงพล้ำง่ายๆ ที่นี่แน่ หากไม่ใช่เพราะต้องคอยปกป้ององค์ชายและองค์หญิงให้หลบหนีไปอย่างปลอดภัย เขาแค่ตัวคนเดียวคงหลบหนีจากสถานการณ์นี้ได้ไม่ยาก
“หากพวกท่านทิ้งข้าเอาไว้ที่นี่ อย่างน้อยพวกท่านก็ต้องรอดชีวิตไปได้ ฮึก… ทิ้งตัวถ่วงอย่างข้าไปเสียเถิด ไม่เช่นนั้นเราจะตายกันหมด!” เด็กสาวมีสีหน้าเศร้าหมอง จ้องมองไปที่ชายชรา ก่อนจะหันไปที่เด็กหนุ่มอีกคน ก่อนจะพูดบางอย่างกับอีกฝ่ายเป็นการส่วนตัว “ท่านพี่ น้องมาไกลเกินไปแล้ว หากไม่มีท่านพี่น้องก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตรอดมาจนถึงตอนนี้หรือไม่… ต่อจากนี้ ขอให้ท่านพี่เป็นตัวแทนของน้องต่อไป ขอ…”
ยังไม่ทันที่เด็กสาวจะพูดจบ แรงกดดันมหาศาลก็พุ่งมาจากด้านหลังเหลี่ยมเขา
ครู่เดียวก็ปรากฏร่างของชายในชุดดำมิดชิดปกปิดทั้งเรือนร่างพุ่งทะยานเข้ามาหากลุ่มคนทั้งหมด
ไม่นานร่างในชุดดำบางส่วนก็ทยอยตามชายคนแรกมา
“ฮ่าฮ่าฮ่า ร่ำลากันพอใจหรือยังเล่า?…...เอ๊ะ?” ชายชุดดำตามมาเยาะเย้ยชายชรา แต่พลันเห็นชายหนุ่มในชุดแดงยืนอยู่ด้านหลัง “เจ้าเป็นใคร? มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับพวกมัน?”
มันไม่เคยเห็นคนลักษณะเช่นนี้จากขบวนเกวียนเป้าหมายมาก่อน เป็นไปได้ว่าอีกฝ่ายจะเพิ่งมาถึง แต่เป็นคนจากฝ่ายไหน อันนี้ชายชุดดำไม่แน่ใจ
แน่นอนว่าต้องไม่ใช่ผู้ช่วยจากฝั่งของชายชุดดำเอง หรือจะบอกว่าเป็นคนที่เดินทางผ่านมา…ใครกันจะมาเดินเท้าข้ามพื้นที่รกร้างขนาดใหญ่เช่นนี้
แต่หากจะเป็นกำลังเสริมของฝ่ายราชวงศ์เขต C ก็ดูเหมือนว่าจะมากันน้อยเกินไปไม่มีทางจะเป็นคู่มือให้กับมันแม้แต่น้อย
ชายชุดดำขมวดคิ้วอยู่ภายใต้ผ้าคลุมหน้า จะอย่างไรก็ไม่อาจเดาจุดประสงค์ของอีกฝ่ายได้เลย…ใครเล่าจะไปคาดคิดได้ว่าจะมีคนเดินรอนแรมแบกสัมภาระข้ามพื้นที่รกร้างอันตรายกันอยู่สองคน จนท้ายที่สุดก็เกือบจะข้ามผ่านเขตแดนได้สำเร็จ
คาลอสที่เป็นเป้าสายตายืนนิ่งเงียบ จริงๆ แล้วเขาก็ไม่เข้าใจสถานการณ์ตรงหน้าสักเท่าไหร่ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทั้งสองฝ่ายเป็นใครหรือมีเรื่องราวอะไรกัน แต่เท่าที่เดาได้มันน่าจะไม่ใช่เรื่องเล็กๆ
ร่างกึ่งวิญญาณด้านข้างจ้องมองบุคคลที่ปรากฏตัวขึ้นใหม่ ในตาหรี่เล็กพยายามสำรวจและสัมผัสฝ่ายตรงข้าม
โชคดีที่อีกฝ่ายอยู่ในสภาวะพร้อมต่อสู้ ไอพลังที่ปล่อยออกมาจึงค่อนข้างชัดเจน จินสามารถตรวจสอบอีกฝ่ายได้แม้ความแข็งแกร่งในปัจจุบันของชายชุดดำจะเหนือกว่ามาก
ทั้งเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ไอพลังที่ค่อนข้างเฉพาะตัว มันทำให้วิญญาณบรรพบุรุษคิดไปถึงกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง เป็นกลุ่มคนที่เคยมีเรื่องมีราวกันมาก่อน รวมถึงกำลังสร้างสถานการณ์ใหญ่โตโดยการร่วมมือกับกลุ่มกบฏ
“พวกมันคือคนจากสมาคมนักฆ่าหัวใจทมิฬ” ร่างขมุกขมัวเอ่ยขึ้นสั้นๆ แต่ก็ถึงกับทำให้ชายหนุ่มชุดแดงที่ยืนอยู่ด้านข้างคิ้วกระตุก
สมาคมนักฆ่าหัวใจทมิฬเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ตระกูลพีไรซ์ต้องระมัดระวัง หากเป็นอีกฝ่ายจริง ก็หมายความว่าตอนนี้เขากำลังเผชิญกับอันตรายใหญ่ ก่อนหน้านี้สมาชิกสมาคมที่เคยพบเป็นพวกปลายแถวเท่านั้นยังสร้างความหนักใจให้ตระกูลพีไรซ์ไม่น้อย แล้วบุคคลตรงหน้าที่เป็นอเวกระดับเก้าจะขนาดไหน?
นี่น่าจะเป็นตัวตนระดับค่อนข้างสูงภายในสมาคมนักฆ่าหัวใจทมิฬแล้วกระมัง? สิ่งนี้สร้างความหนักใจให้สองสมาชิกตระกูลพีไรซ์ไม่น้อย
แล้วสิ่งที่น่าตลกก็คือ เจอที่ไหนไม่เจอดันมาเจอหน้ากันที่ช่องแคบแนวเขาไปเสียอีก สามารถเรียกว่าเป็นศัตรูทางคับแคบได้เต็มปากโดยแท้...
กลุ่มคนในชุดคลุมสีดำยังคงทยอยเคลื่อนที่กันเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ
สายตาของคาลอสกวาดมองไปทั่ว ดูเหมือนกลุ่มคนพวกนี้จะไม่ได้อ่อนแอไปกว่าเขามากนัก จังหวะนี้หากไม่รีบลงมือทำอะไรสักอย่างล่ะก็ เห็นทีฝ่ายที่เสียเปรียบจะกลายเป็นพวกเขา
“โจมตีเต็มกำลัง ข้าจะใช้ร่างกึ่งวิญญาณนี่พันธนาการมันเอาไว้ คงจะซื้อเวลาได้สักหนึ่งลมหายใจ จงใช้จังหวะทีเผลอลอบโจมตีมันสุดแรง ไม่เช่นนั้นเราจะไม่สามารถต่อกรกับมันได้แน่หากมันรวมกลุ่มกันสำเร็จ” ร่างขมุกขมัวกระซิบแผ่วเบา สายตาจ้องมองตรงไปด้านหน้า
คาลอสพยักหน้าเบาๆ โดยไม่ได้ละสายตาออกจากชายชุดดำตรงหน้าแม้แต่น้อย เขารู้แน่ชัดแล้วว่าตนเองต้องทำอะไร โอกาสมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น หากให้หาโอกาสหลังจากนี้คงจะยากแล้ว ไม่มีทางที่ศัตรูจะตกลงสู่แผนการรูปแบบเดิมๆ
ร่างกึ่งวิญญาณขยับวูบไหวออกไปโดยไม่ให้สัญญาณเตือน
คาลอสทิ้งสัมภาระที่มีทั้งหมดบนหลังลงกับพื้น แล้วคว้าขวานด้านสั้นสีแดงเพลิงมาถือไว้ในมือ สายตาจับจ้องตรงไปที่เบื้องหน้า หวังอย่างเดียวคือให้บรรพบุรุษพันธนาการมันได้สำเร็จ
“หือ?” ชายชุดดำที่อยู่เบื้องหน้าคิ้วกระตุกเล็กน้อย
ร่างกึ่งวิญญาณไร้สภาพ ยากแก่การสังเกต รู้ตัวอีกทีจินก็พุ่งตัวเข้าไปประชิดศัตรูได้แล้ว
ฝั่บ
ร่างกายในปัจจุบันของจินนั้นไร้รูปร่าง แปรเปลี่ยนได้ตลอดเวลา จินขยายร่างออกเป็นหลายสายพุ่งเข้าไปรัดร่างของศัตรู พันธนาการให้อีกฝ่ายเคลื่อนไหวไม่ได้เป็นการชั่วคราว
“บัดซบ” ชายชุดดำที่รู้ตัวแล้วว่าตนเองโดนเล่นงานก็เร่งพลังในร่างออกมาจนสุดความสามารถ
ความแข็งแกร่งของอเวกระดับเก้าเป็นสิ่งที่เหนือกว่าพลังของจินในร่างวิญญาณจอมเสเพลจะทนไหว ร่างวิญญาณค่อยๆ ถูกกระชากฉีกขาดจากพลังของศัตรู
แต่แน่นอนว่าจินไม่ได้คิดว่าสิ่งนี้จะสยบศัตรูตัวฉกาจได้อยู่แล้ว สิ่งที่เขาต้องการเพียงซื้อเวลาให้กับคาลอส อัจฉริยะแห่งตระกูลพีไรซ์
ตอนนี้ภาระที่เหลือตกไปอยู่ในมือคาลอสแล้วว่าจะทำได้ดีแค่ไหน ถ้าหากไม่...ทุกคนในที่แห่งนี้ก็คงย่ำแย่แล้ว