นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 103 กุ้งสะท้อนแสง

            ตอนที่ 103 กุ้งสะท้อนแสง

             

             

            เมื่อได้ยินเช่นนั้น หูของคีตาก็ตั้งขึ้นน้อย ๆ หางของพยัคฆ์ที่กลายเป็นยาวเรียวเริ่มส่ายไปมาเล็กน้อย

             

            “โฮ่ง!”

            กุ้ง! กุ้ง!

             

            แม้จะดูแปร่ง ๆ เล็กน้อยที่พยัคฆ์คำรามว่าโฮ่ง แต่นิทานเลือกจะปล่อยผ่านเพราะสัตว์อสูรนั้นเป็นอะไรที่แปลกจากปกติอยู่แล้ว

             

            นิทานเมื่อได้รับการตอบรับจากคีตาก็เชิดยิ้มขึ้นอย่างยินดี เขาพบเป้าหมายที่น่าสนใจแล้ว นิทานไม่รอช้าลุกขึ้นเดินออกจากร้านไปทันที ก่อนออกไปเขาหันไปมองโจรสลัดโต๊ะนั้นด้วยหางตา แววตากลิ้งกลอกปรากฏขึ้นบนใบหน้าแข็งแกร่งของร่างแซฟไฟร์

             

            จับมาเค้นข้อมูลดีมั้ยนะ ยังไงเป็นโจรสลัดก็คงไม่ใช่คนดีอยู่แล้ว เผื่อได้ค่าหัวด้วย นิทานเลียริมฝีปากน้อย ๆ

             

            เขาไม่เคยตีตราว่าตนเป็นคนดีอยู่แล้ว เขาเพียงไม่มีความคิดว่าการทำร้ายคนอื่นส่งเดชเป็นเรื่องดี แต่กับโจรสลัดที่ดูจากเมืองตรงข้ามก็รู้ว่าเป็นคนชั่วเขาย่อมไม่ได้มีความคิดเป็นนักบุญด้วย ยิ่งโจรเหล่านี้สามารถทำเงินให้เขาได้อีกต่อ

             

            การที่นิทานได้มาอยู่ในเมืองที่ไม่มีใครรู้จักตน รายล้อมไปด้วยคนชั่วช้ามากมาย เขารู้สึกเหมือนตนได้กลับไปอยู่ในป่าอีกครั้ง ป่าที่เขาสามารถวางกับดักและออกล่าสัตว์อสูรที่ทำร้ายชาวเมืองศิลาลัย

             

            เมื่อคำนวณผลได้ผลเสียแล้ว นิทานเลือกจะปฏิเสธความคิดนั้นทิ้งไป นอกจากจะมีความเสี่ยงเรื่องการต่อสู้แล้วในร่างนี้เขาจัดบทบาทไว้ให้เป็นนักผจญภัยระดับมรกตธรรมดา ๆ เท่านั้น หากก็มีความโชกโชนในสังเวียนและไม่ใช่ผู้อ่อนแอเพื่อไม่ให้ถูกข่มเหงโดยง่าย

             

            และนักผจญภัยผู้โชกโชนคนหนึ่งจะเลือกโจมตีกลุ่มโจรสลัดเพื่อข้อมูลก็ไม่ใช่เรื่องแปลก หากก็เป็นการทำให้ตัวเขาเองเด่นเกินความจำเป็น ยังไม่นับรวมเรื่องที่เขาไม่รู้จักเบื้องหลังของโจรสลัดเหล่านี้อีกต่อหนึ่ง

             

            ขณะที่นิทานเดินออกจากร้าน หญิงเจ้าของร้านก็มองมาที่เขาแวบหนึ่งด้วยหางตา เธอมองหญิงร่างกำยำและพยัคฆ์ตัวใหญ่ที่เดินเซเล็กน้อยก้าวออกจากร้านไปด้วยสายตานิ่งเฉย

             

            เมื่อนิทานก้าวพ้นจากร้านไปแล้ว ยามที่เธอแน่ใจว่านิทานจากไปไกลพอสมควรแล้ว เธอพลันหยิบศิลาส่งผ่านก้อนหนึ่งขึ้นมาถือไว้ในมือ หากยังไม่ทันที่เธอจะเริ่มใช้งานมัน ลมสายหนึ่งก็พัดเศษกระดาษให้ลอยตกลงจากโต๊ะที่นิทานเคยนั่งให้ผ่านเข้ามาในสายตาเธอ

             

            ในตอนแรกเธอไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย แต่กระดาษนั้นกลับพลิกกลับอย่างผิดธรรมชาติ เผยให้เห็นข้อความธรรมดา ๆ ข้อความหนึ่งบนนั้น

             

            ‘อย่าดีกว่า’

             

            เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นบนใบหน้าหญิงเจ้าของร้าน นัยน์ตาหดลง จ้องมองกระดาษนั้นอย่างสั่นสะท้าน เธอหันหน้าไปมาอย่างตกตะลึง หวังหาตัวนิทานที่เธอคิดว่าจากไปแล้วแต่เธอก็ไม่พบสิ่งใด

             

            เธอตั้งสติหายใจเล็กน้อยก่อนจะวางศิลาส่งผ่านลง กลับไปทำงานของเธอตามเดิม เศษกระดาษนั้นไม่รู้ว่าหล่นหายลงพื้นหรือถูกคนมากมายเหยียบทับหายไปเมื่อใด

             

            นิทานที่ขณะนี้ออกมาจากร้านไกลแล้วยิ้มน้อย ๆ เขาเดินอาด ๆ ไปหาที่พัก พรุ่งนี้จึงจะเริ่มค้นข้อมูลของกุ้งสะท้อนแสงเพิ่ม

             

            ก็นะ ทำงานที่แบบนี้ก็ต้องเป็นสายให้หัวหน้าสักแห่งอยู่แล้วล่ะ นิทานคิดพลางหัวเราะเบา ๆ แม้เขาจะตั้งใจฟังข้อมูลที่หลุดออกมาจากปากพวกขี้เมาเป็นหลักแต่ไม่ได้หมายความว่าเขาคลายความระวังตัว ยิ่งตัวเขาเองมีสิทธิ์ที่จะถูกลอบโจมตีจากฝักฝ่ายขององค์ชายจันทรกานต์ด้วยแล้ว

             

            นิทานนั้นสังเกตเห็นว่าหญิงเจ้าของร้านคนนั้นมีท่าทีอึดอัดเล็กน้อยยามที่อาณาเขตเปิดใช้งาน และยิ่งมีท่าทีชัดเจนยิ่งขึ้นยามที่นิทานจับจ้องไปที่เธอผ่านพลัง แต่การที่เธอไม่ต่อต้านหรือปิดบังคงเป็นเพราะเธอเพียงสัมผัสพลังได้ หากไม่แน่ใจว่าเป็นพลังอะไรหรือมีผลลัพธ์ใด

             

            อาจจะเป็นคำแห่งพลังที่เสริมเรื่องประสาทสัมผัสละมั้ง เขาคิด

             

            คนประเภทนี้เหมาะมากที่จะถูกใช้เป็นแหล่งข่าวเนื่องจากสามารถจับข่าวและมุ่งเป้าได้เก่งฉกาจกว่าคนทั่วไป นิทานคาดไว้ว่าเธอแน่ใจว่าต้นตอของพลังคือเขาจากการที่เธอเว้นระยะห่างไปอย่างสังเกตได้ ดังนั้นเมื่อเขาจากไปแล้ว เธอย่อมรายงานเรื่อง ‘คนที่น่าสนใจ’ ให้นายของเธอฟัง

             

            เรื่องเหล่านี้อาจเกิดขึ้นทุกวันเป็นปกติ แต่การที่เขาสามารถตรวจพบได้เช่นนี้ก็ถือเป็นการแสดงตัวอย่างหนึ่งว่าตัวเขานั้นไม่อ่อนแอ ไม่ใช่ ‘เหยื่อ’ อย่างที่พวกมันคิด

             

            นิทานมั่นใจว่าเรื่องนี้ยังไงก็ต้องไปถึงคนใหญ่คนโตของที่แห่งนี้ จึงประกาศศักดาเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่มากจนเป็นการท้าทาย หากก็ไม่น้อยจนเป็นการขลาดเขลาที่อาจเรียกภัยมาถึงตัว

             

            การที่นิทานเห็นเธอวางศิลาส่งผ่านก้อนนั้นเก็บลงก็เป็นเครื่องยืนยันที่ดีมากแล้ว เพราะยามที่เธอเก็บศิลาส่งผ่านก้อนนั้นลง สตรีนักแสดงบนเวทีก็เหลือบมองเธอด้วยหางตา เขาคิดว่าเธอน่าจะเป็นตัวส่งข่าวรองในกรณีที่เจอคนที่น่าสนใจยิ่งกว่าเช่นเขา

             

            นิทานเลือกเช่าโรงแรมหนึ่งที่ไม่ได้ดูหรูหราหรือซอมซ่อจนเกินไป เขาปิดหน้าต่างและช่องใต้ประตูตามวิสัยนักผจญภัยมากประสบการณ์ แม้เขาจะหลับตาลงแล้วแต่ยามนี้เขาเข้าสู่สภาวะยามที่ตนอยู่ในป่ากับคีตาเรียบร้อยแล้ว ยิ่งพอเขาสามารถยืมพลังของคีตาได้แล้วการตรวจจับจึงไม่จำเป็นต้องหวังพึ่งคีตาตัวเดียวอีกต่อไป สามารถผลัดกันพักผ่อนได้

             

            —————————————————————————————————————————-

             

            ยามดึกสงัด ร่างเงามืดทะมึนสองร่างปรากฏขึ้นบนหลังคาของบ้านที่ห่างออกไป ร่างทั้งสองกลืนไปกับความมืดยากที่จะสังเกตเห็น หากไม่ใช่เพราะสายตาที่จับจ้องมาทางห้องของเขาเป็นตาเดียวนิทานคงคิดว่าสองคนนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขา

             

            เงาร่างเหล่านั้นไม่ได้ส่งเสียงใดสื่อสารกันโดยตรง หากกลับส่งกระดาษเล็ก ๆ ให้กันเป็นการสื่อสาร ถือเป็นการปิดบังตัวตนอย่างมิดชิดที่สุด ไม่ส่งเสียงใดแม้แต่น้อยแม้จะอยู่ห่างจากเป้าหมายมากเพียงนี้

             

            นิทานมองเศษกระดาษใบนั้นผ่านพลังอาณาเขต

             

            ‘ตรวจสอบขั้นต้น หากอ่อนแอฉวยโอกาสออกจากเมือง สังหาร’

             

            นิทานเห็นดังนั้นก็ยิ้มน้อย ๆ สีหน้าสนุกสนานปรากฏขึ้น เขาไม่ได้ออกล่ากับคีตาสองคนนานแล้ว ได้แต่ทำงานในเมืองมาหลายเดือน แม้เขาจะรำคาญเรื่องยุ่งยากและบ่นอุบอิบกับมันเสมอแต่เมื่อมีอะไรมาให้เปลี่ยนบรรยากาศเช่นนี้เขาก็ขอยินดีน้อมรับ

             

            มีเรื่องสนุกสักที นิทานยิ้มกว้าง เขาดันตัวขึ้นจากเตียงอย่างเงียบเชียบ ร่างของเขาเลือนรางหายลับไปราวกับเงา

             

            จางหาย!

             

            สองเงาบนหลังคาไม่ปรากฏความสงสัยแม้แต่น้อย พวกเขาก้าวเดินอย่างมั่นคงหากกลับไม่ปรากฏเสียงใด ไต่ไปตามหลังคาต่าง ๆ อย่างเงียบเชียบ พวกเขาขยับตัวเข้ามาถึงจุดหนึ่งแล้วจึงหลบไปอยู่หลังบ้านหลังสูง ซ่อนตัวอยู่ใต้เงาของพระจันทร์ หากไม่เพ่งมองก็ไม่มีทางสังเกตเห็น

             

            หนึ่งในเงาสองร่างนั้นสั่นไหวเล็กน้อย แล้วจึงปรากฏร่างแยกของเงานั้น อีกคนหนึ่งกางข่ายพลังบางอย่างครอบคลุมพวกตนเอาไว้ ทำให้ร่างของพวกเขาหายลับไปกับความมืด

             

            ร่างแยกกระโดดไปมาอย่างคล่องแคล่วตามหลังคาอย่างไร้เสียง ไม่นานก็มาถึงหลังคาโรงแรมของนิทาน มันไต่ลงมาที่หน้าต่างห้อง หน้าต่างถูกดันเปิดออกโดยไร้เสียงแม้แต่น้อย แม้แต่หน้าต่างที่สมควรถูกล็อกไว้ก็เปิดออกได้โดยง่าย 

             

            ร่างแยกมองเข้าไปในห้องแล้วจึงเห็นเตียงที่นูนขึ้นมาจากการที่มีคนนอนอยู่ มันไม่อาจไม่เห็นหน้าผู้นอนเพราะโดนพยัคฆ์ตัวใหญ่บดบังไว้ พยัคฆ์ตัวใหญ่ที่นอนอยู่ข้าง ๆ ก็ไม่มีท่าทีตื่นแต่อย่างใด นอนหงายพุงหลับอุตุอย่างสบาย

             

            เงาร่างต้นบนระเบียงทั้งสองมองหน้ากันไปมา ยื่นกระดาษใบเล็กให้กันอีกครั้ง

             

            ‘ใกล้ขนาดนี้ยังไม่รู้ตัว อ่อนแอ’

             

            เงาร่างทั้งสองสื่อสารกันด้วยสายตา พวกเขาพยักหน้าให้กันเล็กน้อย ร่างแยกค่อย ๆ สลายไปกับความมืด หน้าต่างปิดลงด้วยตนเองอย่างผิดวิสัย พวกเขาโผล่ออกมาจากความว่างเปล่าบนหลังคาที่ไกลออกไป เตรียมแยกย้ายกลับ

             

            งานของพวกเขาคือการตรวจสอบ ไม่ใช่หน่วยโจมตีโดยตรงหรือลอบสังหาร ในแต่ละวันพวกเขามักถูกหัวหน้าของตนใช้ทำหน้าที่เพื่อตรวจสอบคนที่น่าสนใจที่หัวหน้าของเขาไม่เคยพบหน้า

             

            พวกเขาได้รับรายงานมาว่าสตรีร่างกำยำคนนี้ค่อนข้างพิเศษ ให้ตรวจสอบด้วยความระมัดระวัง พวกเขาจึงมากันถึงสองคน แล้วจึงใช้พลังร่างแยกของเขาตรวจสอบจากที่ปลอดภัย อีกคนหนึ่งใช้คำแห่งพลังของตนอำพรางไอพลังของพวกเขาเอาไว้

             

            “ไม่มีใครสอนรึไงว่าย่องเข้าห้องผู้หญิงตอนมืด ๆ มันน่ารังเกียจน่ะ” เสียงเบาสบายหากแฝงด้วยความห้าวหาญดังขึ้นอย่างเงียบเชียบข้างหลังพวกเขา

             

            ทั้งสองนั้นแสดงความมีประสบการณ์ออกมาอย่างแท้จริง ร่างเงานั้นไม่ได้เอ่ยปากหรือตอบโต้ด้วยการหันไปแม้แต่น้อย พวกเขาเพียงพุ่งตัวกระจายออกเป็นสองทางอย่างรวดเร็ว ไม่เว้นจังหวะให้ความลังเล

             

            ร่างทั้งสองกระจายออกอย่างรวดเร็วดุจดั่งลูกศร ไม่ถึงวินาทีก็อยู่ห่างจากนิทานไปหลายเมตร ความเร็วระดับนี้สมควรเป็นผู้เรียนรู้ที่มีคำแห่งพลัง 2 คำเป็นอย่างน้อย

             

            ร่างหนึ่งที่เป็นคนกางข่ายพลังซ่อนตัวนั้นกลับหยุดชะงักลงกลางอากาศ เมื่อวินาทีที่เท้าของมันสัมผัสหลังคาเตรียมกระโจนออกเท้าของมันกลับติดแน่นอยู่ตรงนั้น

             

            เชื่อมโยง!

             

            ร่างของนิทานปรากฏขึ้นด้านข้างอย่างรวดเร็ว กล้ามเนื้อบนร่างแกร่งของแซฟไฟร์ปูดโปนขึ้นเล็กน้อยตามการเสริมพลังเล็กน้อยจากคีตา หากเล็กน้อยนั้นก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าสัตว์อสูรระดับนักสลักแต่อย่างใด ยิ่งร่างต้นของคีตาได้รับการพัฒนามาหลังจากดื่มโลหิตสรรพชีวิต ความเร็วของนิทานยามลดน้ำหนักอย่างเชี่ยวชาญจึงเหนือกว่าร่างเงานี้หลายขุม

             

            มันหันมาเตรียมตอบโต้ หากกลับพบว่านิทานชี้ร่มในมือของตนมาที่มัน มือข้างหนึ่งที่ยกขึ้นมาของมันพลันหนักอึ้ง ไม่สามารถยกขึ้นมาใช้งานได้ นิทานก่อกระแสไฟฟ้าขึ้นบนมือโดยอาศัยการประจุพลังไว้ในร่มก่อนหน้า กระแสไฟฟ้านั้นเคลือบกำปั้นที่สวมถุงมือ ซัดเข้าไปที่หน้าของร่างเงาอย่างจัง

             

            ร่างเงาอาศัยจังหวะที่ร่างของตนกระเด็นออกไป กางข่ายพลังปิดบังร่างของตนไว้ พลัง อาณาเขต มอบความสามารถในการตรวจสอบรอบด้านอย่างละเอียด เงาสะท้อนอันแปลกประหลาดที่ไม่ได้ถูกปิดบังจึงเป็นตัวเผยตำแหน่งของมัน ร่มปกปักหทัยฟาดออก ซัดร่างของมันกระเด็นกระแทกกับพื้น

             

            นักสลัก! ร่างเงาผู้นั้นคิดในขณะที่กระอักเลือดคำโต มันมั่นใจแล้วว่าพลังของมันนั้นห่างชั้นกับสตรีตรงหน้าแค่ไหน มันพยายามหนีหรืออย่างน้อยก็ดึงความสนใจให้นานที่สุดเพื่อให้สหายของมันหนีไปตามกำลังเสริม

             

            มันพยายามลุกขึ้นเพื่อถ่วงเวลา หากร่างของมันกลับติดแน่นกับพื้นอย่างไม่อาจขยับได้ น้ำหนักตัวของมันเพิ่มขึ้นจนมันรู้สึกว่าร่างของมันราวกับหินยักษ์ เมื่อมันมองขึ้นไปจึงเห็นนิทานชี้ร่มมาที่ตนค้างไว้

             

            สตรีรูปร่างกำยำคนนี้ยิ้มน้อย ๆ หากมันกลับไม่มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย สหายที่หนีไปของมันย่อมตามกำลังเสริมมาสมทบในเร็ว ๆ นี้ แม้สตรีตรงหน้าจะแข็งแกร่งกว่าแต่พละกำลังของเธอยังไม่มากพอจะปลิดชีวิตมันในเร็ว ๆ นี้ คำแห่งพลังอีกคำของมันเกี่ยวกับการฟื้นฟู มันมั่นใจว่าตนสามารถรอดไปได้จนกำลังหนุนมาถึง

             

            “หาเพื่อนอยู่เหรอ?” สตรีตรงหน้าพูดขึ้น ร่างของสหายของมันก็ปรากฏขึ้นบนหลังคาเหนือหัวของมัน สหายของมันยามนี้สลบไสลไม่ได้สติ ถูกคาบอยู่ในปากของพยัคฆ์รูปร่างใหญ่โตที่เขาจำได้ว่าเห็นมันนอนหลับอุตุหงายพุงอยู่ในห้องเมื่อไม่กี่วินาทีก่อนหน้า

             

            คีตากระโดดลงมา แล้วจึงปล่อยร่างของสหายมันลงด้านข้าง ร่างที่ไม่ได้สติเต็มไปด้วยรอยแผลเล็กน้อยมากมายที่ดูคล้ายรอยช้ำและกรงเล็บ สภาพของสหายของมันและท่าทางของสตรีตรงหน้าที่เพียงยิ้มไม่พูดไม่จาทำให้มันรู้สึกได้ถึงความหวาดกลัวเย็นเยียบ

             

            ร่างของเธอสะท้อนแสงจันทร์ มือหนึ่งพาดร่มคันใหญ่ไว้ที่บ่า พยัคฆ์ยืนแนบติดทางด้านข้าง ให้ความรู้สึกสวยงาม แข็งแกร่ง และน่าหวาดเกรงไปพร้อม ๆ กัน

             

            “ฝากข้อความไปบอกลูกพี่แกหน่อยได้มั้ย” สตรีคนนั้นพูดด้วยเสียงแหบห้าวพร้อมกับรอยยิ้ม