บทที่ 40 การปลุกพลังที่พลาดไปในชาติก่อน
เฉียวไห่กล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า "ความสามารถของซอมบี้ระดับสี่นั้นวิวัฒนาการจนสมบูรณ์แล้ว และมันจะมีสติปัญญาสูงขึ้นมาก”
"จะเห็นได้ว่าความสามารถของมันเป็นความเร็ว การเคลื่อนย้ายในพริบตา เพียงแต่มันเสียสมองไปครึ่งหนึ่ง ทำให้พละกำลังและสติปัญญาของมันลดลงอย่างมาก ถึงอย่างนั้นมันก็ยังรู้จักซ่อนตัว ลอบโจมตี และหลบหนี”
"ตอนที่พวกคุณเจอมันครั้งแรก มันน่าจะยังอยู่ในขั้นวิวัฒนาการระดับสาม"
จิ่งเหมียนตกใจจนต้องยกมือขึ้นมาทาบอกตัวเองอย่างหวาดหวั่น ช่างเป็นคนที่ไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ ขณะเดียวกันเธอก็มองหวังอี้ด้วยความรู้สึกขอบคุณ ถ้าหวังอี้ไม่ตะโกนเรียกเธอ ตอนนั้นเธอคงแย่แน่ ๆ
"ผมต้องหาตัวมันให้เจอ! ปล่อยมันไว้แถวนี้อันตรายเกินไป" เฉียวไห่มองออกไปนอกหน้าต่าง
"พี่เฉียว เหนือระดับสี่ขึ้นไปยังมีซอมบี้ระดับสูงกว่านี้อีกเหรอ"
"มีสิ ซอมบี้กลายพันธุ์ระดับห้า!"
เมื่อจิ่งเหมียนได้ยินคำว่าซอมบี้กลายพันธุ์ เธอก็ตกใจจนตัวสั่น นิ้วของเธอก็สั่นระริก นั่นคือฝันร้ายของเธอ
"สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของซอมบี้กลายพันธุ์ไม่ใช่แค่พลังการต่อสู้ที่เพิ่มขึ้น แต่สติปัญญาของมันสูงจนสามารถสื่อสารกับซอมบี้ตัวอื่นได้ มันมีความสามารถในการควบคุมและบัญชาการซอมบี้ตัวอื่น! มันคือราชาแห่งซอมบี้!"
จิ่งเหมียนสีหน้าเปลี่ยนไป หัวใจเต้นเร็วขึ้น
ใบหน้าอัปลักษณ์สีเขียวที่มีเนื้องอกปรากฏขึ้นในหัวของเธออีกครั้ง
ในเมื่อมันฉลาดมากขนาดนั้น...
ทำไมถึงทิ้งคนทั้งลิฟต์ไป แล้วมากินแต่เธอ!
ยิ่งคิดจิ่งเหมียนยิ่งรู้สึกหนาวไปถึงไขกระดูก
คนเหล่านั้นเบียดกันอยู่ในลิฟต์ ไม่มีทางหนีรอด น่าจะเป็นอาหารมื้ออร่อยของมันไม่ใช่เหรอ แต่ทำไมถึงปล่อยพวกเขาไป ก่อนหน้านี้เธอไม่เข้าใจจึงไม่เคยรู้สึกว่ามีปัญหา แต่ตอนนี้เธองุนงงมาก
"เฉียวไห่คะ"
เฉียวไห่เพิ่งสังเกตเห็นว่าสีหน้าของจิ่งเหมียนไม่สู้ดี "คุณจิ่งเป็นอะไรหรือเปล่า"
"ฉันอยากจะถามคุณว่า มีกรณีไหนบ้างที่ราชาซอมบี้จะยอมละทิ้งคนกลุ่มหนึ่งไป แล้วกินเพียงคนเดียว"
"นั่นก็เป็นเพราะคุณภาพของคนคนนั้น ย่อมต้องสูงกว่าคนกลุ่มนั้นอย่างแน่นอน"
“แล้วใช้อะไรวัดคุณภาพของคนคนหนึ่งว่าเหนือกว่าคนหมู่มากล่ะคะ”
“ณ ตอนนี้ก็คงจะเป็นผู้มีพลังพิเศษน่ะสิ”
จิ่งเหมียนยืนตัวแข็งทื่อ แทบจะได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นรัว
“คุณจิ่งถามแบบนี้ทำไมเหรอครับ เห็นอะไรมาหรือเปล่า”
“แค่... ตอนเด็ก ๆ เคยเจอกับฝูงซอมบี้ เห็นเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน”
เฉียวไห่พยักหน้า แม่เลี้ยงของจิ่งเหมียนเคยเล่าให้ฟังว่าฐานเก่าของพวกเขาถูกทำลายลงเพราะฝูงซอมบี้ เธอต้องเคยผ่านเรื่องเลวร้ายมาแน่ ๆ
“คุณจิ่งอย่าไปคิดมากเลย มันมีพลังแค่ครึ่งเดียวของระดับสี่ รอผมหาตัวมันเจออีกครั้ง รับรองว่าจะฆ่ามันให้ได้!”
“ค่ะ คุณระวังตัวด้วยนะคะ สำเร็จเมื่อไหร่ฉันให้โบนัสก้อนโตเลย หวังอี้ ช่วงนี้คุณก็ระวังตัวด้วยนะคะเวลาอยู่บนหอสังเกตการณ์”
“ครับ คุณจิ่งวางใจได้”
จิ่งเหมียนไม่พูดอะไรต่อ เดินกลับห้องไปอย่างใจลอย
เธอไม่กล้าถามเฉียวไห่ว่าก่อนที่ผู้มีพลังพิเศษจะตื่นขึ้นมานั้น มีสภาวะหรืออาการอย่างไรบ้าง
เพราะในสายตาของทุกคน เธอก็คือผู้มีพลังพิเศษคนหนึ่ง
เธอไม่ควรถามคำถามแบบนี้
เธอนอนลงบนเตียงและเริ่มนึกถึงประสบการณ์ในชาติก่อน
ก่อนเกิดเหตุ เธอรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างมากบ่อยครั้ง ง่วงนอนตลอดเวลา ประจำเดือนมาไม่ปกติและล่าช้า เธอคิดว่าตัวเองตั้งครรภ์เสียอีก
ในวันที่เธอตายอย่างทรมาน เธอไปช่วยจางเพ่ยหรงและเจียงปี้ฉุน ทั้งที่มีไข้อยู่
พูดแบบนี้แสดงว่าพลังของเธอกำลังจะตื่นหรือตื่นอยู่ใช่ไหม
ดังนั้นราชาซอมบี้จึงไม่สนใจคนทั้งลิฟต์ เธอกลายเป็นอาหารชั้นเลิศในสายตาของฝูงซอมบี้
คิดแล้วก็รู้สึกแย่
นั่นหมายความว่าเมื่ออายุ 28 ปี เธอจะพลังพิเศษของเธอจะตื่นขึ้น
เวลาก็ช่างผ่านไปรวดเร็วจนดึกแล้ว
ช่วงวัยก่อนอายุ 20 ปี ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการปลุกพลังของคนส่วนใหญ่ หากเลยช่วงเวลานี้ไป อาจจะไม่มีพรสวรรค์หลงเหลือให้ตื่นขึ้นมาอีก
หรือว่าเธอมีพัฒนาการที่ไม่ดีมาโดยตลอด จริง ๆ แล้วควรจะปลุกพลังได้ตั้งนานแล้ว แต่กลับต้องรอจนอายุ 28 ปี พรสวรรค์ถึงจะตื่นขึ้นมา?
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ จิ่งเหมียนก็รู้สึกหงุดหงิด แม้แต่แป้งแมลงเธอยังกินไม่อิ่มเลย
ชีวิตนี้เธอกินดีกว่าตอนอยู่บ้านตระกูลอันเสียอีก ไม่แน่พรสวรรค์ของเธออาจจะตื่นเร็วกว่านี้ก็ได้ เพียงแต่ไม่รู้ว่าเป็นพลังพิเศษอะไร
แต่ไม่ว่าอย่างไร นี่ก็ถือเป็นเรื่องดี
เธอสัมผัสแหวนบนนิ้วเบา ๆ มันก็เปล่งแสงสลัวออกมา ถ้ามีผลึกสัตว์กลายพันธุ์อีกก็คงจะดี เธอจะได้สร้างอาวุธพลังงานอีกสักชิ้น เพิ่มความปลอดภัยให้มากขึ้นไปอีก เพราะตอนนี้ลวี่อินยังอยู่ในช่วงฟื้นฟู เธอไม่สามารถหมกตัวอยู่ในลวี่อินได้ตลอดไป
หวังว่าเฉียวไห่จะจัดการกับซอมบี้ครึ่งหน้าได้โดยเร็ว หรือไม่ก็รอให้เฉินย่ากลับมา แล้วจ้างวานให้เขาร่วมมือกับเฉียวไห่ พวกเขาทั้งสองคนร่วมมือกันต้องจัดการได้แน่
ข้อความที่ส่งถึงเฉินย่าก็เหมือนกับโยนหินลงไปในทะเล ไม่มีแม้แต่เสียงตอบกลับ ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาเป็นอย่างไรบ้าง แล้วกำลังทำภารกิจอะไรอยู่
ค่ำคืนนี้จิ่งเหมียนต้องเผชิญกับฝันร้าย เธอพลิกตัวไปมาด้วยความกระสับกระส่าย นอนไม่หลับตลอดทั้งคืน
เช้าวันรุ่งขึ้นใต้ตาเธอคล้ำเป็นแพนด้า ต้องค่อย ๆ แต้มแป้งปิดรอยคล้ำสักหน่อย
พอหาคนขับรถไม่ได้ จางเถี่ยก็เลยต้องเป็นสารถีมาส่งเธอที่บ้านตระกูลฮวา ทั้งยังขนเค้กก้อนโตขึ้นรถมาด้วย
ในเมื่อเครื่องทำขนมหวานมันตั้งค่าขนาดเค้กได้ เธอเลยจัดเค้กก้อนใหญ่ที่สุดให้ฮวาเล่อเหยา แถมยังมีคัพเค้กหน้าตาน่ารักอีกเพียบ
งานวันเกิดของฮวาเล่อเหยานี่ไม่ธรรมดาจริง ๆ จะบอกว่าเป็นงานเลี้ยงของเหล่าไฮโซก็ไม่ผิดนัก
รถจอดเรียงรายยาวเหยียดหน้าบ้าน พอเข้าประตูไปก็เจอสวนหญ้ากว้างขวาง มีทั้งโต๊ะยาว ทั้งดอกไม้ประดับประดาเต็มไปหมด
"เธอเป็นใครน่ะ"
จิ่งเหมียนเพิ่งก้าวเข้ามาก็มีคนแอบซุบซิบถามถึงตัวเธอแล้ว
ถึงแม้ว่าเธอกับลวี่อินจะเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่สำหรับคุณหนู ๆ ในเขตควานตงที่วัน ๆ เอาแต่เที่ยวเล่นอย่างเดียว พวกเธอก็คงยังไม่รู้จักจิ่งเหมียนหรอก
เธอไม่อยากนั่งโต๊ะเก้าอี้ที่ตั้งอยู่บนสนามหญ้า เพราะอากาศร้อนถึง 40 องศาเซลเซียส เธอเคยชินกับความเย็นสบายในลวี่อินแล้ว ทนร้อนแบบนี้ไม่ไหวจริง ๆ
ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังขนเค้กมาด้วย เค้กโดนแดดเผาแบบนี้คงไม่ดี
เธอเพิ่งจะเดินมาถึงหน้าประตู กำลังจะก้าวเข้าไปข้างในก็ถูกใครบางคนตะโกนเรียกไว้เสียก่อน
"เฮ้! นี่เธอเป็นใครกัน? ต้องเป็นแขกคนสำคัญที่ตระกูลฮวาเชิญเท่านั้นถึงจะเข้าไปได้นะ!" หญิงสาวคนหนึ่งที่สวมกระโปรงสั้นลายดอกไม้หลายชั้นตะโกนถาม จิ่งเหมียนน่ะแอบชื่นชมในความกล้าหาญในการแต่งตัวของเธออยู่เหมือนกัน เพราะถึงแม้จะมองเผิน ๆ ดูเหมือนจะเป็นกระโปรงสั้น แต่จริง ๆ แล้วมันร้อนมาก
"ฉันเป็นเพื่อนของฮวาเล่อเหยา เธอตั้งใจเชิญฉันมาเอง" จิ่งเหมียนตอบกลับไปตามปกติ แต่กลับได้รับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยกลับมาซะอย่างนั้น ทำเอาจิ่งเหมียนรู้สึกว่าคนกลุ่มนี้ช่างไร้เหตุผลเสียจริง
"อย่ามาล้อเล่นน่า พวกเราไม่เคยเห็นหน้าเธอมาก่อนเลยสักคน พูดเหมือนกับว่าสนิทกับเล่อเหยามากอย่างนั้นแหละ"
ชายหนุ่มร่างสูงคนหนึ่งพูดขึ้น "อย่าพูดตรง ๆ ขนาดนั้นสิครับ ให้เกียรติผู้หญิงเขาบ้าง" ทุกคนพากันหัวเราะคิกคัก "นายนี่มันเจ้าชู้ตลอดเลยนะ ลั่วเฉิน"
"เธอน่ะ แค่อยากจะเข้ามาเกาะกลุ่มกับพวกเราแต่ไม่รู้จักกาละเทศะ ไปนั่งตรงนั้นเถอะ ยังจะพยายามเบียดเข้าไปข้างในอีก ตลกชะมัด" หญิงสาวกระโปรงลายดอกไม้เดินเข้ามาหาจิ่งเหมียน ก่อนจะดึงเธอไปนั่งที่โซนกลางแดด
หนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งที่นั่งล้อมโต๊ะพูดติดตลกว่า "พวกเราก็หวังดีนะ ถ้าเธอเดินเข้าไปตรง ๆ แบบนั้น เธอจะโดนไล่ออกมาแน่ ๆ ทุกปีคนที่เข้าไปในงานเลี้ยงก็มีแต่คนแบบนั้น"
"โดนเราดึงไว้ตอนนี้ ยังดีกว่าโดนพ่อบ้านไล่ออกมาทีหลังแหละน่า"
จิ่งเหมียนถามกลับ "พวกคุณรู้ได้ยังไงว่าฉันจะโดนไล่ออกมา?"
"ยังแกล้งปากแข็งอีก" หญิงสาวคนหนึ่งที่โบกหน้าด้วยรองพื้นหนาเตอะจนไม่รู้ว่าทาไปกี่ชั้น กลอกตาใส่จิ่งเหมียน ก่อนจะก้มลงมองกล่องที่อยู่ในมือของจิ่งเหมียน
"โอ้ ที่แท้ก็เป็นเค้กนี่เอง! รีบเปิดออกมาลองชิมหน่อยสิ"
จิ่งเหมียนไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับพวกหนุ่มสาวที่ชอบคิดไปเองเหล่านี้ เธอจึงหันหลังกลับแล้วเดินออกไป
หญิงสาวหน้าลอยตะโกนไล่หลัง "อย่าบอกนะว่าเธอกำลังคิดว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลฮวาจะอยากกินเค้กของเธอ หรือคิดว่าที่บ้านเขาไม่ได้เตรียมเค้กไว้ให้จนต้องมากินเค้กของเธอน่ะ?"
จิ่งเหมียนไม่คิดจะสุภาพอีกต่อไป เธอตอบกลับไปว่า "ฮวาเล่อเหยากินหรือไม่กิน มันเกี่ยวอะไรกับคุณ เจ้าของงานเขายังไม่เห็น คุณมีสิทธิ์อะไรมากิน? ไหน ๆ ก็ไม่ได้ให้คุณ หน้าหนาเกินไปหรือเปล่า!"
จากนั้นจิ่งเหมียนก็วางกล่องเค้กลงบนสนามหญ้า ยกมือขึ้นโทรหาฮวาเล่อเหยา