อลินตารู้สึกปลงสังเวชกับกรรมของเหล่าสรรพสัตว์ที่ต้องเผชิญเป็นที่สุดแต่ท้ายสุดหญิงสาวก็สลัดความคิดทุกอย่างออกแล้วหันกลับมาโฟกัสกับงานตรงหน้าอีกครั้งอลินตานั่งคุกเข่าวางโลงศพจิ๋วไว้ตรงหน้าพึมพำคาถา มรภพศัตราลัย (มอ –ระ – ภพ – สัต –ตะ – ลา – ลัย)อันเป็นเวทย์มนต์ประจำตัวซึ่งใช้ขณะจะเดินทางข้ามผ่านภพต่างๆ เมื่อท่องมนต์มรภพศัตราลัยเสร็จสิ้น
พลัน...โลงศพจิ๋วที่ตั้งอยู่บนผ้ายันต์สีน้ำเงินตรงหน้าก็ขยายใหญ่เท่ากับโลงศพปกติที่ใช้ตามงานศพทั่วไปหากทว่า.. โลงศพของอลินตาพิเศษกว่านิดๆ นั่นคือเป็นโลงแอร์แบบคิงไซด์ แลเครื่องนอนหมอน ผ้าห่ม หมอนข้างก็พร้อมสรรพเชียวล่ะเธอ ทุกคนในถ้ำเห็นพิธีกรรมของอลินตาแล้วนึกก็นึกชื่นชมอยู่ในใจเพราะอลินตาเป็นหมอผีที่เตรียมการณ์เป็นอย่างดี ไม่ขาดตกบกพร่องในการทำงานเลยสักนิดนี่ไม่ใช่เพียงเพราะทำตามคำสั่งของตระกูลหรอกแต่นี่มันคือหมอผีที่มีจิตวิญญาณแห่งการปราบผีฝังอยู่ทั่วทุกอณูสรรพางกายต่างหากจะหาหมอผีคนไหนที่มีความรักและใส่ใจกับอาชีพนี้เท่ากับอลินตาแทบจะไม่มีอีกแล้ว
เมื่อโลงศพขยายไซด์แล้วก็ไม่มีอะไรมาขวางกั้นการขนค่าจ้างกลับบ้านอลินตาหยิบทองคำอันเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง 100%ใส่โลงศพอย่างขมีขมัน พลางฮัมเพลงไปด้วยอย่างอารมณ์ดีเจ้าภูแสนยืนมองท่วงท่าอลินตาด้วยความเพลินตา ผู้หญิงอะไรบทจะสดใสก็สดใสสว่างจนน่าเข้าไปอยู่ใกล้ๆแต่บทจะโหดขึ้นมาก็น่ากลัวจนอยากจะถอยหนี เจ้าภูแสนเพลินตาส่วนอลินตาก็เพลินใจอยู่กับการขนสมบัติ และนขณะนั้นเอง
“เคร้ง...!” เสียงอะไรบางอย่างก็หล่นอยู่ทางด้านหลังของเธออลินตาหันขวับไปดูพบเป็นทองคำแท่งก้อนหนึ่งตกอยู่หญิงสาวหันมองไปทางปู่โสมอย่างรวดเร็ว ปู่โสมยืนนิ่งพูดเสียงเรียบ
“ข้าฝากทำบุญด้วย ไม่ว่าบุญกุศลใดๆ ที่เกิดจากทองคำก้อนนี้ข้าขออนุโมทนาด้วยทั้งสิ้น” อลินตาได้ยินดังนั้นก็ยิ้มด้วยความอิ่มเอมและสุขใจหญิงสาวหันไปสบตากับหนานเมืองอินทร์ช้าๆ หนานเมืองอินทร์ส่งยิ้มให้อย่างรู้ความนัยแก่กัน
แม้ว่าวิญญาณปู่โสมตนนี้จะมีทิฐิอยู่มากในเรื่องของการหวงสมบัติแต่กระนั้นนี่ก็เป็นด่านแรกที่อลินตาสามารถทะลายกำแพงแห่งทิฐิของปู่โสมลงได้ หญิงสาวได้แต่คิดในใจขอให้ปู่โสมลดมานะทิฐิที่เกิดจากความยึดติดลงได้ในเร็ววัน จะได้ไปเกิดใหม่ในภูมิที่ดีกว่านี้นะปู่โสมหนานเมืองอินทร์เดินเข้ามาใกล้ๆ ก่อนจะยื่นด้ายสายสิญจน์สีน้ำเงินให้กับอลินตาแล้วพูดขึ้น
“พันด้านสายสิญจน์นี้ไว้กับทองคำก้อนนั้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าทองนั่นเป็นของปู่โสมเวลาทำบุญจะได้ถึงตัวปู่โสมโดยตรง” อลินตาพยักหน้ารับช้าๆด้วยความเข้าใจรู้ความหมายว่าทำไมโหรหลวงหนานเมืองอินทร์ถึงบอกแบบนั้นนั่นก็เพราะว่าหนานเมืองอินทร์รู้ดีว่าปู่โสมยังคงมีทิฐิมานะแรง และในใจลึกๆก็คงจะกังวลว่าอลินตาจะเอาทองคำของเขาไปทำบุญให้จริงหรือเปล่า? ทั้งยังห่วงด้วยว่าทองคำของตนจะปะปนกับของพระนางอาภาเทวีจนทำให้อลินตาหยิบผิดหรือไม่? เพื่อไม่ให้การฝากทำบุญของปู่โสมเต็มไปด้วยความกังวลใจ
หนานเมืองอินทร์จึงได้ออกอุบายให้อลินตาทำวิธีนี้จิตใจของปู่โสมก็จะได้เกาะเกี่ยวอยู่ในบุญที่ตนได้กระทำและเพิ่มอำนาจความสว่างแห่งบุญของปู่โสมอีกด้วย อลินตาชื่นชมในความรอบคอบและมองทะลุปรุโปร่งไปถึงความคิดผู้อื่นของต้นตระกูลเธอที่สุด
หญิงสาวบรรจงพันด้ายสายสิญจน์สีน้ำเงินที่หนานเมืองอินทร์ยื่นให้กับทองคำแท่งก้อนนั้นแล้ววางแยกไว้จากทองคำที่เป็นค่าจ้างของตน เพียงแค่นั้นเองวิญญาณของปู่โสมที่ยืนยิ้มมองดูด้วยความพึงพอใจก็มีประกายสีทองแผ่รัศมีซ่านไปรอบกายขึ้นชื่อว่าบุญทาน เพียงแค่คิดจะสละให้ ผู้ให้ก็ได้รับผลอนิสงค์คืนทันใดอยู่แล้ว และประกายทองวับวามนั้นก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าการเสียสละในครั้งนี้ของปู่โสมมีผลอย่างแท้จริง
อลินตาเก็บทองคำใกล้เสร็จเรียบร้อยแล้วกระทั่งมาถึงทองคำก้อนสุดท้ายเมื่อหญิงสาวหยิบทองคำก้อนนั้นขึ้นมาก็ต้องสะดุดตากับผ้าไหมผืนเล็กๆ วงกลมขนาดเท่าจานรองแก้วสีเขียวเข้มโดยผ้าผืนสีเขียวนั้นได้ปักแซมไล่สีจากสีเขียวอ่อนไปจนถึงสีเขียวเข้มอลินตาเอื้อมมือไปหยิบผ้าผืนนั้นขึ้นมาดูช้าๆพิศดูไปมา พบว่ากลางผืนผ้ามีอักขระสีน้ำเงินปักแซมด้ายทองเป็นภาษาเหนือโบราณซึ่งปักเป็นแนวตั้งสามแถว
คราวนี้หนานเมืองอินทร์ที่ยืนอยู่ไม่ห่างซึ่งก็เห็นผ้านั้นพร้อมอักขระชัดเจนแม้ไม่ต้องใช้แสงไฟส่องด้วยประกายทองคำที่อยู่ในถ้ำเมื่อเห็นว่าในผืนผ้าปักอักษรอะไรอยู่ก็ถึงกับหันไปมองเจ้าภูแสนอย่างตกตะลึงทั้งหนานเมืองอินทร์และเจ้าภูแสนรีบเดินเข้ามาใกล้ทันทีหนานเมืองอินทร์หันไปทางปู่โสมผู้เฝ้าทรัพย์ก่อนถามขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนรนจนอลินตาก็ยังสังเกตได้
“นั่นผ้าอะไร? ของพระนางอาภาเทวีรึของเจ้า?”ปู่โสมชะเง้อดูผ้าผืนนั้นก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ
“ข้าไม่รู้ เพราะนี่เป็นที่เก็บสมบัติของพระนางอาภาเทวีข้าไม่เคยมาแลเลยตั้งแต่เป็นมนุษย์จนกระทั่งยอมสละชีวิตกลายเป็นวิญญาณปู่โสม”อลินตาสบตาหนานเมืองอินทร์พลางนึกถึงเรื่องที่คุยกันไว้ก่อนจะเข้ามายังถ้ำแห่งนี้ว่าที่นี่อาจจะมีอะไรบางอย่างซ่อนเร้นเอาไว้อลินตายื่นผ้าผืนนั้นให้กับหนานเมืองอินทร์พิศดู ก่อนจะถามขึ้น
“อ่านว่าอะไรคะ?” หนานเมืองอินทร์มองที่อักขระในผืนผ้าแล้วเอ่ยช้าๆแต่ชัดเจน
“เงย.. คอ.. มอระ.. ไนยะ....?
“เพ.. ลา.. ภูษา.. ทรง.. ภพ..? ”
“นาคา.. กรอบ.. กร.. วอนไข..?
“แปลว่า..?” อลินตารีบถามต่อทันทีเพราะฟังดูแล้วมันเหมือนคำสะกดเป็นคำๆ หาเป็นประโยคปะติดปะต่อกันได้ไม่หนานเมืองอินทร์กับเจ้าภูแสนก็ถึงกับย่นคิ้วเช่นกัน ทางด้านชัยยันต์กับอวยชัยก็เกาหัวแกรกกรากอย่างพร้อมเพรียง
“แปลไม่ออก...” หนานเมืองอินทร์พูดขึ้นอย่างยอมแพ้แต่สายตายังเพ่งจ้องไปยังอักขระพวกนั้น
“นั่นน่ะสิสะกดเป็นคำๆ แบบนี้ความหมายก็ไม่ต่อเนื่องกัน” เจ้าภูแสนพยายามรวมคำในผ้าไหมผืนเล็กผืนนั้นแต่ท้ายที่สุดก็ทำไม่ได้ไม่เข้าใจความหมายอยู่ดี
“หรือนี่จะเป็นปริศนาแรกที่เรากำลังตามหาอยู่” เจ้าภูแสนหันไปถามโหรหลวงหนานเมืองอินทร์ อลินตาสะดุดกับคำพูดของเจ้าภูแสนหญิงสาวปิดฝาโลงมิดชิดพลางลุกขึ้นยืนในมือยังถือผ้าผืนเล็กนั้นไว้
“ปริศนาอะไร? ใช่ที่เคยพูดกันไว้หรือเปล่าว่าในถ้ำแห่งนี้อาจจะมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่”อลินตาพูดพลางมองผ้าในมือด้วยความคิดทบทวน แล้วใครกันเป็นคนเอาผ้ามาซ่อนไว้ตรงนี้ตรงค่าจ้างของเธอนอกจากเรื่องของแพงอรแล้ว ยังมีอะไรที่ต้องให้ค้นหาคำตอบอีกอย่างนั้นเหรอ? อลินตาแม้จะไม่อยากยุ่งด้วย แต่ตอนนี้ความอยากรู้กลับเพิ่มมากเท่าทวีคูณ
“ฉันรู้จักคำสุดท้าย นาคา ที่แปลว่าพญานาค!” เจ้าภูแสนพูดช้าเหมือนกำลังใช้ความคิดตามไปด้วย
“นาคา นาคี นาคราช มาจากคำเดียวกัน คือพญานาคแล้วเกี่ยวอะไรกับพญานาค?” ประโยคสุดท้ายถามราวกับจะระดมความคิดแต่อลินตายืนนิ่งเหมือนปิดสวิตช์ให้กับตัวเองไปเสียแล้ว เจ้าภูแสนเรียกอยู่นานจนต้องเข้ามาจับแขนเขย่าเบาๆ
“เป็นอะไร? หลับในรึไง?” อลินตาปรือตาหันมาทางเจ้าภูแสนก่อนจะพูด
“ไม่ไหว แบตหมดแล้ว” ทุกคนได้ยินก็ถามขึ้นพร้อมเพรียง
“แบตหมดคืออะไร...?”