ETHER สงครามดาวนรกซอมบี้คลั่ง

    4. 6 ชายชรา

    4. 6 ชายชรา

            

            
    อาการบาดเจ็บ จากแผลที่หัวไหล่ด้านซ้ายทำให้การเอนตัวลุกขึ้นจากที่นอนของลีโมเป็นเหมือนปฏิบัติการอันยิ่งใหญ่

            “แอ๊ก... แอ๊ก...” ลุงหนวดขบฟันแน่น แรงสั่นสะเทือนจากการไอทำให้รู้สึกคล้ายถูกใครเอาตะปูมาตอกเข้าตรงที่หัวไหล่ด้านซ้าย

            “บัดซบ...” เขาค่อยๆ พลิกตัวตะแคง ก่อนจะใช้มือข้างขวาดันตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ชุดถุงนอนหลายใบถูกพับเก็บเข้าที่เรียบร้อยแล้ว ดูเหมือนพวกเด็กๆ จะอยู่ด้วยกันที่ชั้นล่างทั้งหมด

            “ตื่นแล้วเหรอคุณลีโม เดี๋ยวฉันชงกาแฟให้นะคะ”

            “ขอบใจมาก มาริ” ลีโมเดินเหมือนคนขายาวไม่เท่ากันตรงเข้ามาที่โต๊ะ ซึ่งมีกันสึเกะนั่งรออยู่

            “แผลของคุณเป็นยังไงบ้าง” กันสึเกะที่นั่งอยู่ตรงข้ามกล่าวถาม

            “ก็เริ่มดีขึ้น แต่ตึงนิดหน่อย”

            “พวกเราคุยกันแล้วเรื่องอาการป่วยของคุณ”

            “ไม่ต้องห่วงฉันหรอกไอ้เสือ แม่หนูโซเฟียบอกว่าไม่เกินสามวันแผลของฉันก็หายดีแล้ว”

            “เรื่องมะเร็ง” คำพูดของกันสึเกะเหมือนหยิบค้อนฟาดใส่หน้า
    ลีโม

            “เธอบอกนายแล้วเหรอ” ลีโมมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นทั่วใบหน้า ทั้งที่อากาศของเช้าวันนี้ค่อนข้างหนาว

            “ใช่ พวกเรารู้กันหมดแล้วว่าคุณกำลังจะตาย” กันสึเกะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เรากำลังหาทางช่วยคุณอยู่”

            “ไม่ต้องห่วงฉันหรอก แม่หนูนั่นอาจคิดผิดก็ได้ ฉันอาจมีชีวิตอยู่ไปอีกร้อยปีใครจะไปรู้ แอ๊ก แอ๊ก” ลีโมยิ้มเขาพยายามจะปล่อยมุก แต่อาการไอบัดซบนั่นก็ทำให้เขาดูไม่ตลกเลยสักนิด

            “ผมไม่ขำนะ” กันสึเกะยิ้มแบบหน้าตาย “ผมให้มอลลี่บินโดรนไปสำรวจที่โรงพยาบาลนอร์มิงตั้นแล้วเมื่อเช้า-” เสียงของลีโมพูดแทรกขึ้นทำให้ไอ้หนุ่มขาเหล็กหยุดพูด

            “มันเต็มไปด้วยซอมบี้หลายร้อยตัว” ลีโมจ้องมองสบตากันสึเกะก่อนจะพูดต่อ “นายคิดเหรอว่าฉันจะไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ แต่ฉันรับไม่ได้หวะ ที่ต้องให้พวกนายออกไปเสี่ยงทำอะไรแบบนั้นเพื่อฉัน” น้ำเสียงและสีหน้าของลีโมทำให้กันสึเกะเงียบกริบ จริงอย่างที่เขาคิดลีโมบินโดรนและสำรวจกล้องที่อยู่ในโรงพยาบาลก่อนพวกเขานานแล้ว

            “ดูพวกเธอสิ เด็กๆ พวกนั้นมีอนาคตบนดาวนรกดวงนี้มากกว่าไอ้แก่อย่างฉันไม่รู้ตั้งกี่เท่า”

            “ผมก็พอจะรู้เรื่องนั้นนะ แต่อนาคตที่ไม่มีคุณคงจะดูไม่สนุกเท่าไหร่ พวกเราจะไม่ยอมให้ไอ้มะเร็งบัดซบนั่นทำให้คุณตาย ลีโม คุณเข้าใจมั้ย พวก...เรา...จะ...ไม่ยอมให้คุณตาย” กันสึเกะพูดอย่างจริงจังและเน้นห้าคำสุดท้ายเป็นพิเศษ เป็นอีกครั้งที่คำพูดของเขาพุ่งตรงกระแทกใส่หัวใจของลีโมจนมันเต้นสั่นรัว

            “ถึงนายจะพูดอย่างนั้นก็เถอะไอ้เสือ แต่การพาฉันเข้าไปที่นั่นมันเป็นไปไม่ได้” ลีโมส่ายหัวพูดอย่างสิ้นหวัง เขารู้สึกซาบซึ้งใจต่อเด็กๆ พวกนี้ที่คิดจะช่วยเขา แต่ไม่ว่าจะให้มองมุมไหนมันก็เป็นไปได้ยากมากจนเกือบถึงขั้นเป็นไปไม่ได้เลยทีเดียว เขาดูกล้องวงจรปิดเกือบทุกตัวหมดแล้วในโรงพยาบาล แต่ละห้องแต่ละทางเดิน มีซอมบี้ในชุดหมอ ชุดคนไข้และชุดพยาบาลเดินยั้วเยี้ยเต็มไปหมด ทั้งกลางวันและกลางคืน แทบจะไม่มีทางที่พวกเขาจะเข้าไปได้โดยไม่ถูกกัดหรือถูกรุมกิน เพราะต่อให้กันสึเกะจะยิงปืนได้ไวขนาดไหนเขาเองก็คงไม่มีทางสู้กับกองทัพซอมบี้ได้แน่ และจะใช้ระเบิดหรืออะไรที่ส่งเสียงดังก็ไม่ได้เพราะจะทำให้พวกมันแห่กันมาเหมือนฝูงมด

            “พวกเธอจะพร้อมเมื่อถึงเวลา” กันสึเกะบุ้ยปากไปยังสนามยิงปืนที่เริ่มมีเสียงเปรี๊ยงปร้างแว่วขึ้นมาแล้ว “ผมยอมรับว่าตอนนี้ยังคิดไม่ออกว่าจะพาคุณเข้าไปฉายรังสีในโรงพยาบาลได้ยังไง แต่คุณต้องเชื่อมั่นในตัวพวกเธอ เพราะเมื่อถึงเวลานั้น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คุณและผมก็จะต้องมีศรัทธาให้แก่กันและกัน”

            “ฉันเข้าใจ แอ๊ก แอ๊ก” ลีโมยื่นมือไปบีบไหล่กันสึเกะ “ไอ้เสือ” เสียงเรียกของลีโมทำให้กันสึเกะกระตุกยิ้ม

            “อย่าลืมที่เราพนันกันไว้ละ”

            “ผมไม่ลืมหรอก ดูเหมือนม้าตัวที่คุณแทงไว้จะมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นมาแล้วนะ”

            “ใครเหรอ” ลีโมขมวดคิ้ว

            “เธอไง” กันสึเกะเหล่ตาไปทางมาริที่เดินมาพร้อมกับแก้วกาแฟที่อยู่ในมือ

            “กาแฟมาแล้วค่ะ” เสียงสดใสของสาวน้อยในชุดทหารหน่วยสำรวจจากเรื่อง ฝ่าพิภพไททั่น ดังมาพร้อมกับรอยยิ้มอันแสนสดใส

            “พูดเป็นเล่น” ลีโมขมวดคิ้ว

            “ปืนยาวนะไม่เท่าไหร่หรอก แต่ถ้าเป็นปืนสั้นกระบอกเล็กๆ ดูเหมือนมาริจะแม่นและยิงไวกว่าผมซะอีก อยู่ดูการซ้อมกับเราซิ ไม่แน่วันนี้คุณอาจจะเปลี่ยนใจแทงม้าตัวอื่นก็ได้”

            “หึๆๆ ไอ้เสือ นายนี่มันแน่จริงๆ”

            กันสึเกะยักไหล่ “รีบๆ กินเถอะ เดี๋ยวผมจะไปรอคุณที่สนามซ้อม” เขาพูดก่อนจะลุกขึ้นและเดินหันหลังออกไปทางประตูหน้า

            “อาหารเช้าสำหรับวันนี้ค่ะ” มาริยกจานไส้กรอกไข่ดาวและสเต๊กเนื้อกวางกับแครอทมาให้ลีโม

            “ขอบใจ”

            “ยินดีค่ะ คุณลีโมทานเยอะๆ นะคะจะได้หายไวๆ เดี๋ยวฉันขอตัวไปซ้อมก่อน”

            สีหน้าอันสดใสร่าเริงของสาวน้อยเชื้อสายญี่ปุ่นที่มัดผมม้วนขึ้นอย่างเรียบร้อยทำให้ลีโมยิ้มออกและลืมความเจ็บปวดไปชั่วขณะ การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้อื่นเป็นสิ่งดี และการยอมรับความช่วยเหลือของผู้อื่นก็เป็นสิ่งที่ดีเช่นกัน เขาไม่รู้หรอกว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เขาอาจจะตายด้วยมะเร็งหรืออาจจะตายเพราะซอมบี้ เรื่องพวกนั้นไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว เพราะการได้เห็นน้ำใจอันงดงามของเหล่าคนหนุ่มสาวในวันนี้ ต่อให้เขาเหลือเวลาชีวิตอีกไม่กี่วินาที ลีโมก็ไม่รู้สึกเสียดายชีวิตตัวเองเลยแม้แต่น้อย

            ...พวกเธอคือดอกไม้ เป็นดอกไม้ที่สวยสดงดงามที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา... อดีตทหารยศร้อยเอกอายุใกล้หกสิบคลี่ยิ้มออกมาด้วยความอิ่มเอมใจ เขาเคยคิดฝันว่าอยากมีลูกสาวสักคนและตอนนี้ดูเหมือนว่าจะมีลูกสาวถึงสี่คน
    (กันสึเกะไม่นับเพราะมันเป็นลูกเขย ฮาๆๆๆ)

            กาแฟอุ่นพอที่จะยกขึ้นมาดื่มได้แล้ว เช่นเดียวกับแสงทองส่องปลายขอบฟ้าในยามเช้า ที่พอจะเริ่มสะท้อนให้เห็นความหวังอยู่รำไร...