บทที่32
พิษกร่อนปราณ
พิษกร่อนปราณ…หนึ่งในพิษที่ร้ายกาจที่สุดสำหรับผู้ฝึกตน หยุนโม่เองก็ทราบเรื่องนี้ดี จากความทรงจำที่เขาแย่งชิงมาได้ในอดีตเขารู้ชัดว่า พิษชนิดนี้ไม่ได้ทำร้ายร่างกายโดยตรงทว่ามันจะซึมซาบเข้าไปในเส้นปราณภายในร่างกัดกร่อนและทำลายเส้นทางลมปราณให้เปราะบางและอ่อนแอ
เมื่อพิษกร่อนปราณเข้าสู่ร่างของผู้ฝึกตนต่อให้เป็นผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมกายาขั้นสูงสุดหากยังไม่ทันบรรเทาพิษหรือขับไล่มันออกไป ก็ย่อมทำให้พลังปราณติดขัดการหมุนเวียนพลังหยุดชะงัก และไม่อาจใช้ออกซึ่งพลังได้เต็มศักยภาพหรือแม้แต่การขยับตัวบางครั้งก็จะช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
และสำหรับผู้ฝึกตนที่มีขอบเขตต่ำกว่าหลอมพลัง...โอกาสรอดชีวิตยิ่งน้อยลงไปอีก อาจถึงขั้นสูญเสียพลังปราณไปตลอดกาล
หยุนโม่กวาดตามองไปยังพวกของรองหัวหน้าฝูอย่างสงบนิ่งเขาประเมินด้วยสายตาเพียงครู่เดียวก็เข้าใจได้ในทันที
พวกมัน…ไม่มีผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมกายาเลยแม้แต่คนเดียว!
แต่เพราะพวกมันใช้พิษกร่อนปราณกับหมิงเยว่หลานจึงกล้าลงมือกับนางเช่นนี้อย่างไม่เกรงกลัว!
‘หากไม่ใช่เพราะพิษนี้พวกมันคงไม่มีวันกล้าคิดลอบสังหารหมิงเยว่หลานแม้แต่ในความฝัน’ หยุนโม่คิดในใจ ดวงตาเย็นชาและคมกริบยิ่งขึ้น
นี่คือแผนการที่ถูกวางไว้ละเอียดถี่ถ้วนและหมิงเยว่หลาน…คือตัวหมากสำคัญที่พวกมันหมายจะโค่นให้ได้
ทว่าก็ยังมีบางสิ่งที่ทำให้หยุนโม่รู้สึกผิดสังเกตและไม่อาจปล่อยผ่านไปได้ง่าย ๆ
ในขณะที่เขาหยั่งสำรวจพลังปราณในร่างของหมิงเยว่หลานและประเมินสถานการณ์โดยรอบภาพเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ก็ผุดวาบขึ้นในห้วงความคิด
ตอนที่ลูกน้องของหมิงเยว่หลานลอบโจมตีนางหากพิจารณาให้ถี่ถ้วนแล้ว ฝีมือของพวกมันหาใช่ธรรมดาไม่!การโจมตีของพวกมันแม่นยำและรุนแรง โดยเฉพาะชายที่ใช้กระบี่คนนั้นแทงเข้าใกล้จุดตายที่ด้านหลัง ทว่าปลายกระบี่กลับเบี่ยงเล็กน้อยมิได้มุ่งตรงเข้าสู่หัวใจหรือจุดวิญญาณที่อาจปลิดชีพนางในพริบตาเดียวได้
ส่วนอีกคนที่ฟันเข้าที่ข้อแขนขวาของนางหากตั้งใจจริง ควรเป็นการฟันที่ขาดกระเด็นในคราเดียวแต่มันกลับเพียงทำลายข้อต่อให้อาวุธหลุดจากมือเท่านั้น
หยุนโม่ครุ่นคิดเงียบ ๆดวงตาเย็นเฉียบลึกลงไปในจิตสำนึกของเขาเริ่มเรียงร้อยภาพเหตุการณ์เข้าด้วยกันอย่างชัดเจน
‘พวกมันมีโอกาสสังหารหมิงเยว่หลาน...แต่กลับเลือกจะไม่ทำ’
เขาแน่ใจในสิ่งที่ตัวเองเห็น
การเคลื่อนไหวของศัตรูรวดเร็วและไร้ช่องว่างหากพวกมันมุ่งหวังชีวิตนางจริง ๆ นางคงไม่อาจยืนอยู่ตรงนี้ได้อีกแล้ว!
‘เป้าหมายของพวกมัน...ไม่ใช่การสังหารแต่เป็นการสยบหรือจับตัวต่างหาก’
ดวงตาของหยุนโม่ทอแสงวาววับขึ้นในทันใดความเข้าใจเริ่มกระจ่างมากขึ้นทีละน้อย
เขาหรี่ตาย้อนคิดไปถึงสถานการณ์โดยรอบและการกระทำของกลุ่มหมาล่าเนื้อในตอนนี้
ทุกสิ่งล้วนบ่งบอกว่าพวกมันไม่ได้เพียงแค่หมายเอาชีวิตหมิงเยว่หลานหากแต่ต้องการควบคุม หรือไม่ก็ใช้ประโยชน์จากนางในภายภาคหน้า!
อาจเป็นเรื่องเกี่ยวกับขุมกำลังของกลุ่มกลีบบุปผาหรือเบื้องหลังที่ซ่อนเร้นยิ่งกว่านั้น… อาจจะเป็นตระกูลหลี่
“เฮ้อ~ ผู้ใดจะคาดคิดเล่าหัวหน้าหมิง...”
เสียงถอนหายใจดังขึ้นในความเงียบงันเป็นเสียงของ รองหัวหน้าฝู ที่ก้าวเดินออกมาจากแนวหน้าของกลุ่มหมาล่าเนื้อสีหน้าของเขาดูคล้ายเวทนา แต่ในแววตากลับเปี่ยมด้วยเย้ยหยัน
“ช่างเป็นพยัคฆ์หมอบมังกรซ่อนโดยแท้...” เขากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันปนชื่นชม“เป็นถึงผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมกายาขั้นปลาย แต่กลับซ่อนไว้ได้แนบเนียนยิ่งนักหากมิใช่โชคดีที่ครั้งนี้มีเจ้าพยัคฆ์เกราะทมิฬช่วยลดทอนกำลังของท่านแล้วยังมีพิษกร่อนปราณอีก ข้าคงมิกล้าริอาจเหยียบย่างเข้ามาในที่แห่งนี้เลยด้วยซ้ำ”
เขาถอนหายใจอีกครั้งราวกับสลดใจในโชคชะตาของสตรีเบื้องหน้า แต่คนที่อยู่ตรงนั้นย่อมรู้ดีว่าคำพูดและสีหน้าของเขานั้น...ล้วนแต่เป็นการแสร้งทำทั้งสิ้น!
หมิงเยว่หลานยืนนิ่งดวงตาคู่งามมืดดำราวรัตติกาลนางทอดสายตาไปยังสมาชิกกลุ่มของตนเองที่ยืนอยู่เบื้องหลังรองหัวหน้าฝูคนที่เคยเป็นพวกพ้องของนาง บัดนี้กลับกลายเป็นคนทรยศ เหลือเพียงสี่คนเท่านั้นหลังจากนางสังหารไปสองและหยุนโม่สังหารอีกหนึ่ง
“เฮ้อ~”
นางถอนหายใจบ้างแต่ไม่ใช่เพราะหวาดหวั่นหรือสิ้นหวัง หากเป็นเพราะสมเพชและผิดหวังในน้ำใจมนุษย์
“ไม่คิดเลยว่า...พวกเจ้าจะทรยศกันหมดเช่นนี้”
น้ำเสียงของหมิงเยว่หลานเย็นชาแต่ไม่อาจซ่อนความปวดร้าวในใจได้โดยสิ้นเชิงดวงตาของนางกวาดมองคนเหล่านั้นอย่างช้าๆ
ท่ามกลางความเงียบกวนหมิงก้าวออกมาหนึ่งก้าว สีหน้าเขาเรียบเฉย ดวงตาไร้ซึ่งแววรู้สึกผิดแม้แต่น้อย
“หัวหน้า...” เขาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงนิ่งเรียบจนแทบไร้ความรู้สึก “ท่าน...ดื้อด้านเกินไป”
หมิงเยว่หลานเหลือบตามองเขานางถามกลับด้วยเสียงเรียบนิ่ง แต่ในแววตาแลเห็นประกายคมดุจดาบที่ซ่อนไว้ในฝัก
“ดื้อด้าน...งั้นหรือ?”
กวนหมิงพยักหน้าใบหน้าและแววตานั้นไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
“ใช่!”
เขาเอ่ยอย่างหนักแน่น “พวกเราบอกให้ท่านเข้าร่วมกับตระกูลใหญ่ จะได้มีผู้สนับสนุนสถานการณ์ของกลุ่มเราจะได้มั่นคงกว่านี้ ทั้งโอสถ ทั้งเคล็ดวิชา...ทุกสิ่งที่พวกเราปรารถนา จะได้มีหนทางให้ไขว่คว้ามากขึ้น”
เขาส่ายหน้าเบา ๆ คล้ายเวทนาแต่แววตากลับแข็งกร้าวและเย็นเยียบ
“ท่าน...สายตาแคบและไร้ซึ่งวิสัยทัศน์ขวางทางพวกเรามาเนิ่นนาน วันนี้...ก็ควรถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนผู้นำเสียที”
ดวงตาของเขาจ้องมองหมิงเยว่หลานราวกับมองหญิงสาวโง่เขลาผู้หนึ่งที่ไม่รู้จักอ่านทิศทางของเมืองอวี้หยางเลยแม้แต่น้อย
ท่ามกลางบรรยากาศอึดอัดที่แฝงไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและกลิ่นอายแห่งการหักหลังพลันมีชายผู้หนึ่งในกลุ่มหมาล่าเนื้อ ก้าวขึ้นมายืนเบื้องหน้ารองหัวหน้าฝูเขาโน้มกายเล็กน้อย กระซิบถ้อยคำบางอย่างข้างหูด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
ดวงตาของรองหัวหน้าฝูที่เคยนิ่งสงบในคราแรกพลันเบิกกว้างขึ้นช้า ๆ
“ว่าไงนะ!!”
เสียงคำรามต่ำดังลอดออกจากลำคอแรงกดดันของปราณวิญญาณในตัวเขาพลันสั่นสะเทือนไปทั้งบริเวณราวกับพสุธากำลังหอบหายใจด้วยความระส่ำระสาย
ใบหน้าที่ยังคงเคร่งขรึมเริ่มเปลี่ยนสีทีละน้อยสีหน้าของเขาปรากฏความตื่นตระหนกชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆดวงตาทอประกายแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงตรงหน้าได้
รองหัวหน้าฝูหันขวับไปมองหยุนโม่ทันทีดวงตาเรียวยาวที่ปกคลุมด้วยไอสังหารฉายแสงวาบของความระแวงและความกลัวปะปนกัน
“นี่เจ้า...คือคนผู้นั้นงั้นหรือ...”
น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาแม้จะแฝงด้วยความสงบแต่แววตาที่จ้องเขม็งไปยังหยุนโม่กลับเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงและไม่อาจละสายตาได้เลย
หยุนโม่ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยฉีกยิ้มบางที่ดูไม่แน่ชัดว่าเป็นยิ้มเยาะ ยิ้มข่ม หรือยิ้มทักทาย ดวงตาเขาสงบราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องที่เขารู้อยู่แล้ว “ในที่สุด...เจ้าก็รู้ตัวเสียที”