แม่นมเจียงตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้ามืด ตกใจกับร่างของฮั่วหนานอันจนร้องเสียงหลง ทำให้คนในห้องตื่นอย่างกะทันหัน
หวังซื่อเปิดหน้าต่างออก แล้วยื่นหน้าออกมาจากหน้าต่าง “เกิดอันใดขึ้น” ถามแม่นมเจียงที่ร้องเสียงหลง
“มีคนมานอนอยู่ตรงนี้เจ้าค่ะ” แม่นมเจียงชี้ไปยังร่างที่นอนหงายอยู่ติดกับกำแพงห้องของคุณหนูทั้งสอง ความมืดทำให้เห็นไม่ชัดว่าเป็นผู้ใด
เสี่ยวเฟิงรีบรุดเข้ามาดูผู้บุกรุก ฮั่วหนานอันได้ยินเสียงโวยวายจึงฝืนลืมตาขึ้น
“ผู้ใดมาเอะอะตั้งแต่เช้า รบกวนเวลานอนของข้าเสียจริง” ฮั่วหนานอันลุกขึ้นนั่งทั้งที่ยังหลับตา คิดว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียงในห้อง
“ท่านพ่อมานอนอยู่ตรงนี้ทำไม”
คำถามของบุตรสาว ทำให้เปลือกตาที่ปิดของฮั่วหนานอันลืมขึ้นอย่างกะทันหัน หันมองทุกสายตาที่จ้องมองมายังตนเป็นจุดเดียว
แย่แล้ว!
…………………..
ฮั่วหมิงจูกับฮั่วเจินจู มองตุ่มสีแดงที่ขึ้นตามตัวของบิดา
“เมื่อคืนยุงชุมจนพวกเราต้องปิดหน้าต่าง ไฉนท่านพ่อถึงคิดไปนอนตากยุง แถมอากาศยังเย็นท่านไม่กลัวตนเองป่วยเลยหรือ”
ศีรษะของบุตรสาวคนเล็กส่ายไปมา คล้ายว่าเอือมระอากับตนเต็มที ฮั่วหนานอันจึงดึงจมูกของบุตรสาวคนเล็กจนนางร้องเสียงหลง
“เพราะพวกเจ้าทั้งสองนั่นแหละที่แย่งภรรยาของข้าไป”
“ผู้ใดแย่งภรรยาของท่านกัน” ฮั่วเจินจูเสียงแข็งใส่บิดา
“เจ้าเด็กคนนี้แปลกแฮะ”
ปกตินางเคยทำเสียงแบบนี้ใส่ตนที่ไหนกัน ยามใดที่นางไม่พอใจ มักจะกักเก็บเอาไว้ในใจแล้วแสดงท่าทีไม่พอใจออกมา แต่กลับไม่เคยพูดจาเสียงแข็งใส่ตนที่เป็นบิดา
“ท่านนั่นแหละแปลก มีภรรยาอยู่แล้วกลับไปใกล้ชิดกับสตรีอื่น”
ฮั่วเจินจูระบายสิ่งที่ทำให้นางไม่พอใจ ยิ่งฟังน้องสาวพูดกรอกหูอยู่บ่อยครั้ง นางยิ่งโกรธแทนท่านแม่
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร” ดึงแก้มบุตรสาวคนโตทั้งสองข้าง
“แล้วท่านไปใกล้ชิดกับสตรีใดล่ะ” ฮั่วเจินจูถามกลับ
“สตรีที่ข้าใกล้ชิดมีหลายคนอยู่ ท่านป้าจาง ท่านป้าปลิว ท่านป้าสามจาง…” ฮั่วหนานอันร่ายรายชื่อสตรีในหมู่บ้านที่ตนไปใกล้ชิดด้วย
รายชื่อของสตรีที่บิดาพูดออกมา ไม่มีชื่อของพี่สาวหลันฮวา ฮั่วเจินจูยกแขนขึ้นกอดอก บิดาของนางมีพิรุธจริงๆ
ในขณะที่ฮั่วเจินจูสงสัยในตัวบิดา ผู้เป็นน้องสาวอย่างฮั่วหมิงจูกลับยืนกอดอกเติมเชื้อไฟอยู่ข้าง ๆ
“ท่านพ่อพูดไม่หมดเจ้าค่ะ ท่านพ่อมีพิรุธ”
“ใช่ ท่านพูดไม่หมด สารภาพกับพวกเรามาเสียว่าท่านกับพี่สาวหลันฮวาเกินเลยกันไปถึงขั้นไหนแล้ว”
ฮั่วเจินจูเป็นฝ่ายทำหน้าที่พิทักษ์ความยุติธรรมให้แก่มารดา ถ้าบิดานอกลู่นอกทางคิดรับอนุภรรยาเข้าบ้าน นางจะขัดขวางให้ถึงที่สุด
“ข้ากับแม่นางหลันฮวาจะไปเกินเลยกันได้อย่างไร ผู้ใดบอกเรื่องเหลวไหลกับเจ้า” ฮัวหนานอันสะดุ้งโหยง ผู้ใดคาบข่าวเหลวไหลมาบอกบุตรสาวตน
“ท่านแม่ของพวกเจ้าก็เชื่อเรื่องเหลวไหลด้วยหรือ”
อย่าบอกนะว่า ที่ภรรยาพาลหมางเมินใส่เขาเป็นเพราะเรื่องเหลวไหลที่ได้ยินมา
“แน่นอนว่าท่านแม่ไม่เชื่อลมปากผู้อื่น นอกเสียจากเห็นมันด้วยตาตนเอง เมื่อวานพวกเราเห็นท่านกับพี่สาวหลันฮวาใกล้ชิดกัน ผู้อื่นซุบซิบนินทาเรื่องของพวกท่านทั้งสอง จนทำร้ายจิตใจท่านแม่ ข้าจะกลับเมืองหลวงเพื่อนำเรื่องนี้ไปฟ้องท่านยาย”
ฮั่วเจินจูโกรธบิดา นางต้องการเดินทางกลับเมืองหลวงไปฟ้องท่านยายให้จัดการกับบิดาผู้ไม่ได้ความ ชอบทำให้มารดาเสียใจอยู่บ่อยครั้ง
“หัวน้อยๆ ของพวกเจ้าคิดเตลิดไปถึงไหนแล้ว จะเอาหลันฮวามาเทียบกับแม่ของพวกเจ้าได้อย่างไร ข้ายังไม่ได้ตาบอดเสียหน่อย”
“พวกเราเห็นท่านกับพี่หลันฮวาใกล้ชิดกัน นางนำน้ำดื่มมาให้ท่านดื่มด้วย เวลาเห็นหน้าท่านพี่หลันฮวาจะเขินอายจนหน้าแดง” ฮั่วเจินจูยังคงจับผิดไม่หยุด
“ใช่! พี่สาวพูดถูก พวกข้ามองด้วยตาก็รู้ว่าพี่หลันฮวาชอบท่าน”
กองสนับสนุนอย่างฮั่วหมิงจูถูกฮั่วหนานอันดึงหู
“โอ๊ย! ท่านพ่อพยายามหนีความผิดโดยการบิดหูบุตรสาวตนเอง ท่านแม่กลับมาข้าจะฟ้องท่านแม่ให้ลงโทษท่าน” ทำปากยื่น จับติ่งหูน้อยๆ ของตนเอง
“เรื่องพวกนี้หาใช่ความจริง เหตุใดพวกเจ้าต้องนำมาใส่ใจ ผู้คนด้านนอกจะนินทาอย่างไรก็แล้วแต่พวกเขา ตราบใดที่ข้าไม่สนใจหลันฮวา เรื่องเหลวไหลพวกนี้จะถูกสายลมกลบ หรือพวกเจ้าเห็นข้าแสดงออกว่ามีใจต่อนาง”
ฮั่วหนานอันไม่ได้สนใจว่าหลันฮวาจะเข้าหาเพราะเหตุใด เขาเพียงทำตัวปกติเหมือนกับที่ทำต่อชาวบ้านคนอื่น ไม่ได้แสดงออกหรือให้ความหวังแก่หลันฮวาแม้แต่น้อย
“ท่านไม่คิด แต่พี่หลันฮวาคิด” ฮั่วเจินจูยังคงเถียงต่อ
“เอาเป็นว่าพ่อของพวกเจ้ากับแม่นางหลันฮวา มิได้ทำเรื่องผิดศีลธรรมต่อกัน หรือพวกเจ้าไม่เชื่อบิดาของตนเอง” ฮั่วหนานอันมีสีหน้าจริงจัง
ฮั่วหมิงจูเห็นว่าบิดาเริ่มโกรธขึ้นมา เหตุใดนางจะไม่รู้ว่าภายในใจของบิดามีเพียงแค่มารดาคนเดียวเท่านั้น กลัวว่าสถานการณ์จะแย่ไปกว่านี้ จึงรีบคลี่คลายสถานการณ์
“ข้าเชื่อท่านพ่อเจ้าค่ะ แต่ข้าไม่เชื่อใจพี่หลันฮวา”
ฮั่วเจินจูได้ยินน้องสาวรีบออกตัวว่าเชื่อบิดา จึงขมวดคิ้ว มาทิ้งกันง่ายๆ แบบนี้ก็ได้หรือ เป็นน้องสาวที่คอยเป่าหูตนอยู่หลายคืน ทำให้นางมีอารมณ์ร่วมไปด้วย
“แล้วเจ้าล่ะ” ฮั่วหนานอันหรี่สายตาเอาคำตอบจากบุตรสาวคนโต
ฮั่วเจินจูไม่เคยเห็นสายตาน่ากลัวของบิดามาก่อน จึงรีบก้มหน้าหนี
“ข้าคิดเหมือนน้องสาวเจ้าค่ะ”
“ต่อให้นางคิดไม่ซื่อ ถ้าพ่อของพวกเจ้าไม่สนใจ ทุกอย่างก็จบ พวกเจ้ายังเยาว์นัก อย่าได้นำเรื่องแบบนี้ไปเที่ยวพูดมั่วซั่ว หากพวกเจ้ายังไม่เชื่อฟัง จากเรื่องเหลวไหลที่ไม่คู่ควรให้ใส่ใจจะกลายเป็นปัญหาใหญ่จนยากที่จะแก้ไข”
ต้าฉีถือว่าชื่อเสียงของสตรีนั้นสำคัญ ถ้าเรื่องเหลวไหลระหว่างเขากับหลันฮวาออกมาจากปากของคนบ้านตัวเอง จะกลายเป็นว่าเขาทำลายชื่อเสียงของนาง สถานการณ์จะยิ่งแย่เข้าไปใหญ่
“ข้าจะอธิบายกับแม่ของพวกเจ้าเอง จงจำเอาไว้อย่าได้พูดเรื่องเหลวไหลออกไป ผู้อื่นซุบซิบพวกเจ้าก็ปล่อยเขาไป พวกเราทำไขสือก็พอ”
ยิ่งให้ความสนใจมากเท่าไหร่ ข่าวพวกนี้จะยิ่งกระพือออกไปไกลมากเท่านั้น
พอเห็นลูกทั้งสองพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง ฮั่วหนานอันจึงโล่งใจ พอภรรยากลับมาจากบ้านของท่านหมอเทวดาก็รีบลากนางเข้าห้อง
“ท่านคิดทำอันใด”
หวังซื่อยื่นยาที่นางไปขอจากท่านหมอเทวดากลับมาให้สามีทาแก้ตุ่มแดงที่เกิดขึ้นตามเนื้อตัวของเขา
“ขอบคุณเจ้ามาก” รับยามาถือเอาไว้
“เจ้าเชื่อว่าข้ากับหลันฮวามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน?” ฮั่วหนานอันจ้องภรรยาไม่วางตา ใบหน้าของเขานั้นจริงจังจนกลายเป็นอีกคนที่หวังซื่อไม่คุ้นเคย
“นั่นมันเรื่องของท่าน”
“จะเป็นเพียงเรื่องของข้าได้อย่างไรกัน ผู้อื่นจะคิดเช่นไรข้ามิเคยนำมาใส่ใจ ขอเพียงแค่เจ้ากับบุตรทั้งสองเชื่อใจข้าก็เพียงพอแล้ว”
“ไม่เกี่ยวว่าข้าจะเชื่อใจท่านหรือไม่ ถ้าข้าเชื่อใจท่านแล้วผู้อื่นจะเลิกนินทาหรือ อยู่ที่การวางตัวของท่านเองเสียมากกว่า ไม่ต้องการให้ผู้อื่นนินทาก็อย่าทำในสิ่งที่เขานินทา” หวังซื่อยังคงใช้น้ำเสียงราบเรียบ ไม่แสดงความรู้สึกใดออกมา
“ข้าไม่เคยได้ยินสิ่งที่ชาวบ้านนินทา แต่ข้ากลับได้ยินมันมาจากปากของบุตรสาว และสิ่งที่ได้ยินจากบุตรทั้งสองล้วนเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งสิ้น เมื่อคืนที่เจ้าไม่กลับห้องคงเป็นเพราะเรื่องนี้สินะ”
“เรื่องของท่านมีส่วน บุตรทั้งสองกังวลเรื่องของท่านกันมาก ข้าจึงอยู่ปลอบใจพวกนางไม่ให้คิดมาก”
ฮั่วหนานอันไม่เคยเหนื่อยใจเท่านี้มาก่อน “เรื่องนี้ขอให้มันจบลงตรงนี้เถิด ข้าอยากบอกให้เจ้าเข้าใจว่า ข้ากับหลันฮวามิได้ทำเรื่องผิดศีลธรรม นางจะคิดกับข้าเช่นไรข้าไม่รู้ เพราะข้าไม่เคยใส่ใจหรือสนใจนางแม้แต่น้อย”