ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมงเหตุการณ์จึงค่อยๆสงบ
ไลท์และเบเรียลได้ออกไปทักทายแฟนคลับจนทำให้แฟนคลับพากันกลับไปได้ในที่สุด แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีอีกหลายร้อยคนที่เฝ้ามองดูพวกไลท์ด้วยแววตาเปร่งประกาย
หลังจากนั้นไม่นานก็มีเงาร่างหนึ่งกระโดดลงมาจากบนหลังคาร้าน
เป็นเอลเรนที่กระโดดลงมา
“ เกิดอะไรขึ้นกันเนี้ย? คนมามุงอะไรเยอะแยะแบบนี้ ” เอลเรนรู้สึกประหลาดใจ เธอเพิ่งจะเคลียงานเสร็จก็รีบมาทันทีแต่พอเธอมาถึงก็พบว่าที่ด้านหน้าร้านเหล้ามีฝูงชนหลายร้อยคนยืนมุงอยู่
“ จะอะไรซะอีกล่ะ ก็เจ้าเฟลิกซ์มันไปแกล้งไลท์ไงล่ะ ” แมคโวลัคหัวเราะก่อนที่เขาจะเล่าเรื่องที่เฟลิกซ์ไปเรียกแฟนคลับของไลท์และเบเรียลมา
เอลเรนที่ได้ยินก็หัวเราะออกมาพร้อมกับพูดขึ้นว่า “ นี้ฉันมาช้าไปสินะ อดเห็นหน้าของไลท์ตอนที่หน้าเหวอๆไปเลย ”
“ โอ้วเบเรียล ไม่ได้เจอกันนานเลย ” เอลเรนยิ้มและเดินไปเบเรียล
“ เช่นกันนะเอลเรน ” เบเรียลเองก็ยิ้มและลุกขึ้นไปกอดเอลเรน
เนื่องจากในช่วงสงครามระหว่างเอลฟ์และมนุษย์ เอลเรนซึ่งเป็นผู้หญิงจึงสนิทกับพวกเบเรียล เพราะฉะนั้นเธอจึงเห็นว่าเบเรียลเป็นเพื่อนของเธอ ซึ่งพวกเบเรียลเองก็นับว่าเอลเรนเป็นเพื่อนของพวกเธอด้วยเช่นกัน
หลังจากที่เอลเรนปรากฏตัวขึ้นก็เหมือนกับระเบิดลูกใหญ่
เนื่องจากผู้พิทักษ์ของสภาจอมเวทย์มักจะไม่ค่อยออกมาปรากฏตัวพร้อมกันมากนัก อย่างมากก็แค่หนึ่งหรือสองคนเท่านั้น สามคนนั้นหาได้ยากมากๆ และอีกอย่างคนที่สามที่โผล่มาคือเอลเรน
เอลเรนคือผู้หญิงที่ไปถึงตำแหน่งผู้พิทักษ์ได้
เนื่องด้วยใบหน้าที่งดงามและรูปร่างที่ยั่วยวนทำให้เธอกลายเป็เหมือนกับดอกไม้ของสภาจอมเวทย์และมีแฟนคลับหนุ่มๆนับไม่ถ้วน ในเมืองมิลเลอร์ฟรอส
นอกจากเอลเรนแล้วก็ยังมีผู้พิทักษ์อีกคนที่เป็นผู้หญิง ชื่อของเธอคือ มายา
ทั้งเอลเรนและมายา ถูกเรียกว่าสองบุปผาแห่งสภาจอมเวทย์เลยทีเดียว แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้มายาต้องเฝ้าศูนย์บัญชาการสภาจอมเวทย์ที่โลกภายนอก ไม่ได้ถูกเรียกให้เข้ามาช่วยเหลือภายในนี้
เพียงแต่ตอนนี้เมื่อเอลเรนอยู่คู่กับเบเรียลก็กลายเป็นภาพที่ทำให้หนุ่มๆหัวใจกระชุ่มกระชวยทันที
พริบตาเดียวแฟนคลับของเอลเรนที่มากกว่าห้าร้อยคนก็พากันมายืนอยู่ที่หน้าทางร้านเหล้าเมาเดียวดาย ซึ่งส่วนมากจะเป็นแฟนคลับหนุ่มๆทั้งนั้น
“ ฉันว่าพวกเราหาที่ดื่มที่ใหม่กันไหม? ” ไลท์เหลือบมองไปด้านล่างก่อนที่จะยิ้มแห้งๆ
“ นั้นสิ ฉันว่าพวกเราไปดื่มต่อที่บ้านของฉันก็ได้ ” เฟลิกซ์พูดขึ้น
หลังจากที่ได้ข้อสรุปแล้ว พวกเขาก็ย้ายไปกินที่บ้านของเฟลิกซ์
แน่นอนว่าวิธีการไปบ้านของเฟลิกซ์นั้นคือการที่วิ่งตามกันบนหลังคา
แมคโวลัคขอแยกตัวกลับไปบ้านเพื่อที่จะเอาสมบัติมาแลกเปลื่ยนกับไลท์จึงไม่ได้ตามมาด้วย
เมื่อพวกไลท์และผู้พิทักษ์ทั้งสามกลับไปแล้ว ฝูงชนที่อยู่ด้านล่างก็พากันทยอยกันกลับ แต่ถึงอย่างนั้นข่าวที่ไลท์และเบเรียลนั่งดื่มกับู้พิทักษ์ทั้งสามคนก็กลายเป็นที่พูดคุยกันทั่วทั้งเมือง
บ้างก็มีข่าวลือว่าไลท์และเบเรียลอาจจะเข้าร่วมกับสภาจอมเวทย์และรับตำแหน่งผู้พิทักษ์
บ้างก็มีข่าวลือว่าไลท์อาจจะถอนตัวออกจากการเป็นหัวหน้ากลุ่มนักผจญภัยเพื่อเข้าร่วมกับสภาจอมเวทย์และให้เบเรียลรับหน้าที่หัวหน้ากลุ่มนักผจญภัยเดธปาร์ตี้
นอกจากนี้ยังมีข่าวลืออีกมากที่โผล่ขึ้นมาในช่วงเวลาเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น
แน่นอนว่าไลท์และคนอื่นๆไม่ได้ยินข่าวลือนี้เลย เพราะพวกเขาเอาแต่อยู่ในบ้านของเฟลิกซ์
ผ่านไปสิบนาทีพวกไลท์ก็มาถึงบ้านของเฟลิกซ์แล้ว
บ้านของเฟลิกซ์อยู่ภายในศูนย์บัญชาการของสภาจอมเวทย์ ทำให้ไม่ต้องห่วงเรื่องของแฟนคลับที่จะเข้ามารบกวนพวกเขา
บ้านของเฟลิกซ์เป็นบ้านเดี่ยวสองชั้น รอบๆมีพื้นที่กว้างขวางและมีรั้วไม้ล้อมรอบเอาไว้
ภายในบ้านของเฟลิกซ์ไม่ค่อยหรูหราสักเท่าไหร่
หลังจากที่เข้ามาในบ้านของเฟลิกซ์แล้วพวกเขาก็ไปนั่งอยู่ที่ห้องนั่งเล่น
“ เดี๋ยวฉันไปเอาสมบัติของฉันมานะ พวกเธอหิวก็ไปหาอะไรกินในครัวได้เลย ” เฟลิกซ์พูดขึ้นก่อนที่จะเดินขึ้นไปที่ห้องนอนของตัวเอง
“ เบเรียลจริงหรอที่พวกเธอถูกพวกองค์กรมืดดักซุ่มโจมตีในระหว่างที่กำลังเดินทางมาที่นี้? ” เอลเรนถามด้วยความเป็นห่วง
“ ใช่แล้วละแต่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกเพราะไลท์ได้จัดการพวกมันจนต้องหนีไปแล้ว ” เบเรียลหัวเราะออกมา
“ อ่า…ฉันก็ลืมไปเลยว่าไลท์แข็งแกร่งแค่ไหนกัน ขนาดแม่ทัพปีศาจสิบกว่าตัวก็ยังถูกเขาฆ่าได้สบายๆ ” เอลเรนยิ้มออกมาพร้อมกับนึกถึงฉากที่ไลท์สังหารแม่ทัพปีศาจได้ง่ายๆ
ไม่นานก็มีเสียงคนเคาะประตูก่อนที่จะเป็นแมคโวลัคที่เปิดประตูเข้ามา
“ เจ้าเฟลิกซ์ไปไหน? ” แมคโวลัคถามขึ้น
“ ไปเอาสมบัติ ” เอลเรนตอบ
แมคโวลัคพยักหน้าก่อนที่จะมานั่งที่เก้าอี้พร้อมกับหยิบขวดไวน์ออกมาหนึ่งขวด
“ ไลท์นี้คือไวท์จิตวิญญาณที่คนแคระผลิตขึ้น ” แมคโวลัคพูดขึ้น
เอลเรนมองไปที่แมคโวลัคด้วยความประหลาดใจ
“ ไวน์จิตวิญญาณที่ว่ากันว่าหนึ่งปีจะผลิตได้เพียงแค่สิบขวดเท่านั้นน่ะหรอ? ” เอลเรนพูดออกมาด้วยความประหลาดใจ
แมคโวลัคพยักหน้าก่อนที่จะพูดต่อว่า “ เมื่อประมาณสิบกว่าปีก่อนตอนที่ฉันกำลังรับหน้าที่เฝ้าอยู่ที่บริเวณชายแดนระหว่างมนุษย์และคนแคระ ฉันได้บังเอิญรู้จักกับเจ้าชายอูฟาร์ เจ้าชายของอาณาจักรเติร์กของทวีปคนแคระ เจ้าชายอูฟาร์ได้มอบไวน์จิตวิญญาณให้กับฉันสามขวด ช่วงเวลาที่ผ่านมาฉันก็ได้กินมันไปบ้างจนตอนนี้เหลือแค่ขวดนี้เป็นขวดสุดท้ายซึ่งฉันจะนำมากินในวันนี้ ”
“ ไวน์จิตวิญญาณคืออะไรหรอ? ” ไลท์แสดงสีหน้าสงสัย
" ไวน์จิตวิญญาณเป็นไวน์ที่จะต้องใช้น้ำพุแห่งวิญญาณจากทวีปเอลฟ์และจิตวิญญาณแห่งการมักไวน์ของคนแคระจึงจะกลายเป็นไวน์แห่งจิตวิญญาณ ซึ่งคนแคระที่รับหน้าที่ในการผลิตไวน์จิตวิญญาณจะต้องได้รับการยอมรับจากน้ำพุจิตวิญญาณอีกด้วย ซึ่งหนึ่งปีจะผลิตออกมาได้แค่สิบขวดเท่านั้น
คุณสมบัติของไวน์จิตวิญญาณคือมันสามารถทำให้ผู้ที่ดื่มเข้าไปจะเข้าถึงพลังธรรมชาติได้เร็วกว่าเดิมมาก เนื่องจากที่ปีหนึ่งผลิตได้แค่สิบขวดเท่านั้นจึงทำให้มันหายากมากๆ
ที่สำคัญคือทุกๆปีจะต้องมอบให้กับเผ่าเอลฟ์สี่ขวดแลพราชวงศ์ของคนแคระอีกห้าขวด ส่วนอีกหนึ่งขวดจะถูกนำไปประมูล เธอรู้ไหมว่าหนึ่งขวดมีราคาเท่าไหร่? " แมคโวลัคพูดขึ้น
ไลท์และเบเรียลส่ายหน้าเป็นคำตอบ
“ หนึ่งขวดมีราคาสูงถึงสองพันล้านจีเซล ” แมคโวลัคตอบ
ไลท์และเบเรียลแสดงสีหน้าตกใจ เพราะทั้งสองไม่คิดเลยว่าไวน์แค่ขวดเดียวจะมีมูลค่าสูงถึงสองพันล้านจีเซล
“ เธอคิดว่ามันแพงใช่ไหมล่ะ? ” เอลเรนถามและหัวเราะออกมา
ไลท์และเบเรียลพยักหน้ารับ
“ เปล่าเลยมันไม่ได้แพงเลย อย่าลืมว่าไวน์นี้ทำให้เข้าถึงพลังธรรมชาติได้เร็วยิ่งขึ้น แม้แต่ระดับSเมื่อได้ดื่มไวน์นี้ก็มีโอกาศที่จะเข้าสู่ระดับSSได้ แล้วทีนี้เธอคิดว่ามันยังแพงอีกไหม? อ่อจะต้องเป็นระดับSที่ฝึกฝนมานานแล้วนะ ไม่ใช่ว่าเพิ่งจะเป็นระดับSเพียงปีสองปีก็จะทะลวงระดับได้ ” แมคโวลัคพูดออกมา
ดวงตาของไลท์เปร่งประกายขึ้นมา
ถ้าหากตัวตนระดับSที่อยู่มานานสามารถเข้าสู่ระดับSSได้ความแข็งแกร่งของพวกเขาก็จะสูงขึ้นมากและสามารถทำเงินได้มากกว่าสองพันล้านจีเซลแน่ๆ นับว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า แต่น่าเสียดายที่หนึ่งปีจะผลิตออกมาได้แค่สิบขวดเท่านั้น
ไลท์และเบเรียลมองไปที่ไวน์บนโต๊ะสองขวดด้วยความประหลาดใจ ทั้งสองไม่คิดเลยว่าไวน์จิตวิญญาณจะมีที่มาแบบนี้
“ เห้ยๆแมคโวลัคนี้แกเล่นเอาไวน์จิตวิญญาณมาดื่มเลยงั้นหรอ ” เฟลิกซ์ที่เดินเข้ามาในห้องรับแขกก็พูดขึ้นหลังจากที่เห็นไวน์จิตวิญญาณที่อยู่บนโต๊ะ
“ ทำไมล่ะ ก็ฉันอยากดื่ม ” แมคโวลัคหัวเราะออกมา
“ ก็เรื่องของนายสิ ฉันจะไปยุ่งทำไม ” เฟลิกซ์ส่ายหน้าก่อนที่เขาจะนำสมบัติที่มีพลังเวทย์ออกมาวางไว้บนโต๊ะ ซึ่งมันมีจำนวนมากกว่าสามสิบชิ้นเลยทีเดียว ซึ่งแต่ละชิ้นก็แผ่พลังเวทย์ออกมาไม่เท่ากัน
บางชิ้นมีพลังเวทย์แผ่ออกมาพอๆกับหัวใจแห่งธาตุเลยด้วยซ้ำ
“ เอาล่ะไลท์ทั้งหมดนี้เธอจะเอาอะไรมาแลกเปลื่ยน ” เฟลิกซ์ยิ้มออกมา
ไลท์ครุ่นคิดก่อนที่จะหยิบแหวนมิติวงหนึ่งออกมายื่นให้กับเฟลิกซ์
“ คุณเฟลิกซ์ลองเลือกดูเลยครับว่าอยากได้อะไรบ้าง อ่อยกเว้นสมบัติที่มีพลังเวทย์อยู่นะครับ ” ไลท์พูดขึ้น
“ งั้นหรอ งั้นฉันขอดูหน่อยว่าเธอมีสมบัติอะไรบ้าง ” เฟลิกซ์หัวเราะก่อนที่จะลองดูภายในแหวนมิติของไลท์
ทันทีที่เฟลิกซ์ตรวจสอบแหวนมิติของไลท์ก็ต้องอ้าปากค้างเพราะภายในแหวนมิติของไลท์นั้นมีสมบัติที่กองกันเป็นภูเขาขนาดใหญ่อยู่ถึงห้ากอง
ซึ่งทั้งห้ากองได้ถูกแยกออกมาอย่างดิบดีคือกองสมุนไพร กองแร่เหล็ก กองคริสตัล กองอาวุธ กองสมบัติที่มีพลังเวทย์
“ เห้ยเฟลิกซ์เกิดอะไรขึ้น สมบัติของไลท์มีไม่พองั้นหรอ? ” แมคโวลัคถามพร้อมกับหัวเราะออกมา แม้แต่เอลเรนที่อยู่ด้านข้างก็แสดงสีหน้าสงสัยออกมาเช่นกัน
“ ไอบ้าเอ้ยแกลองดูสมบัติของไลท์เถอะ ใครจะไปคิดล่ะว่าเจ้าหมอนี้จะมีสมบัติมากกว่าสมบัติของฉันที่เก็บมาเกือบทั้งชีวิตอีก ” เฟลิกซ์ตะโกนพร้อมกับวางแหวนมิติของไลท์ไว้บนโต๊ะ
“ มากกว่าของแกอีกงั้นหรอ? ” แมคโวลัคตกใจก่อนที่จะลองตรวจสอบดูบ้าง
“ บ้าเอ้ย!! ” แมคโวลัคอุทานออกมาเพราะสมบัติของไลท์นั้นมีมากกว่าของเขาซะอีก
“ นี้เธอไปเป็นนักขุดสมบัติตั้งแต่เมื่อไหร่? ” แมคโวลัคมองไปที่ไลท์พร้อมกับกระพริบตาปริบๆ
เอลเรนเองที่ทนความสงสัยไม่ไหวจึงลองดูบ้าง สุดท้ายเธอก็ต้องอึ้งเมื่อเห็นสมบัติของไลท์ เธอที่เป็นคนชื่นชอบสมบัติอยู่แล้วเธอจึงมีสมบัติจำนวนมากที่สะสมเอาไว้แต่มันก็เป็นเพียงแค่ครึ่งหนึ่งของที่ไลท์มี
“ เธอนี้น่าจะเปลื่ยนอาชีพไปเป็นนักขุดสมบัตินะ ” เอลเรนถอนหายใจออกมา
“ ก็แค่โชคดีพบเจอระหว่างเดินทางครับ” ไลท์หัวเราะออกมา
“ ใช่โชคดีมาก แม้กระทั้งสมบัติที่หายากก็ยังมี ” เฟลิกซ์หัวเราะออกมา
ผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมง พวกเขาก็แลกเปลื่ยนสมบัติกันเสร็จสิ้น
ทันใดนั้นไลท์ก็คิดอะไรบางอย่างออกก่อนที่จะหยิบรูปปั้นเทพธิดาออกมา
“ พวกคุณรู้จักรูปปั้นนี้ไหม? ” ไลท์ถามขึ้น
เฟลิกซ์และคนอื่นๆมองไปที่รูปปั้นเทพธิดาด้วยสายตาประหลาดใจ
“ นี้เธอเจอแม้กระทั้งรูปปั้นเทพธิดาด้วยงั้นหรอ? ” แมคโวลัคประหลาดใจ
ไลท์ที่เห็นท่าทีของพวกเฟลิกซ์ก็รู้ได้ทันทีว่าพวกเขาจะต้องรู้อะไรบางอย่างแน่ๆ
“ มันคืออะไรหรอครับรูปปั้นเทพธิดานี้ ” ไลท์ถามออกมา
“ ในเมื่อเธอเจอแล้วก็นับว่าเป็นโชคของเธอ ” เอลเรนถอนหายใจออกมา
“ งั้นฉันเล่าเองแล้วกัน ” เฟลิกซ์ยิ้มก่อนที่จะถามขึ้นว่า “ เธอยังจำหนึ่งในเผ่าโบราณอย่างเผ่าเทพโบราณได้ไหม?”
ไลท์และเบเรียลพยักหน้ารับ
“ เผ่าเทพโบราณหลังจากที่หายตัวไปแล้วก็มีเผ่าหนึ่งที่สืบสายเลือดของพวกเขาเอาไว้ก็คือฑูตสวรรค์และเทพธิดา ซึ่งรูปปั้นเทพธิดานี้ก็คือหนึ่งในหนึ่งร้อยเทพธิดาที่รับใช้ฑูตสวรรค์ทั้งยี่สิบสองตน ว่ากันว่าพวกเธอได้ติดตามฑูตสวรรค์และหายไปจากโลกใบนี้ โดยที่ไม่ใครรู้ว่าฑูตสวรรค์และเทพธิดาหายไปอยู่ที่ไหน จึงเหลือเพียงแค่รูปปั้นของพวกเธอเอาไว้
รูปปั้นเทพธิดาก็เปรียบเสมือนกับเทพธิดานั่นแหละมีแค่หนึ่งร้อยชิ้นเท่านั้น ไม่มีใครรู้ว่าฑูตสวรรค์และเทพธิดาไปอยู่ที่ไหน แต่รูปปั้นเทพธิดานี้ก็มีมานานหลายแสนปีแล้ว
ทางเรามีรูปปั้นของเทพธิดาอยู่ถึงสิบเก้าชิ้น ส่วนที่เหลือพวกเราก็ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนบ้างจนกระทั้งเธอหยิบมันออกมาทำให้มันกลายเป็นชิ้นที่ยี่สิบที่พวกเราเจอ แต่ดูเหมือนว่ารูปปั้นนี้จะถูกใครบางคนดูดซัพพลังเวทย์ไปจนหมดแล้ว แต่รูปปั้นเทพธิดานับว่าแข็งแกร่งมากแม้แต่ฉันก็ไม่สามารถทำลายมันได้
แล้วก็รูปปั้นเทพธิดานี้จะมีใบหน้าที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งแต่ละคนก็ดูสวยงามและน่าหลงไหลมาก เรียกได้ว่าเป็นสาวสวยในยุคนั้นเลยก็ว่าได้ ” เฟลิกซ์พูดขึ้น
ไลท์และเบเรียลหัวเราะออกมาแห้งๆ คนที่ดูดซัพพลังเวทย์ของรูปปั้นเทพธิดาไปก็คือไลก้านั่นเอง
แต่พวกเขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อเฟลิกซ์บอกว่าเขาไม่สามารถทำลายรูปปั้นเทพธิดาได้
“ มันแข็งแกร่งขนาดนั้นเลยหรอครับ? ” ไลท์ถามออกมาด้วยความประหลาดใจ
“ ใช่แล้วล่ะ ไม่รู้ว่ามันถูกสร้างขึ้นมาจากอะไร แต่น่าจะเป็นแร่หรือหินที่แข็งแกร่งมากๆในยุคนั้นหรือไม่ก็เป็นหินที่มาจากนอกโลกก็ได้ ซึ่งจนตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่ารูปปั้นนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากอะไรกันแน่และใครเป็นคนสร้างมันขึ้นมา ” เฟลิกซ์พูดขึ้นพร้อมกับส่ายหน้าเบาๆ
“ ไลท์ฉันขอรูปปั้นเทพธิดาได้ไหม ” เอลเรนถามออกมา เพราะเธอเป็นคนที่ชอบสะสมสมบัติแม้ว่ารูปปั้นเทพธิดานี้จะไม่มีพลังเวทย์แล้วแต่มันก็นับว่าเป็นสมบัติที่มีมาตั้งแต่โบราณ
“ เอาสิครับ ” ไลท์พยักหน้า เพราะยังไงมันก็ไม่มีพลังเวทย์แล้วมันก็ไม่มีประโยชน์สำหรับเขา
หลังจากนั้นพวกเขาก็นั่งคุยเรื่องทั่วๆไปจนกระทั้งไลท์และเบเรียลขอตัวกลับไปที่โรงแรมของตัวเอง