บทที่ 49 รอบคัดเลือก
หลังกลับมาจากช็อปปิ้งทั้งหวังเฟิง และหวังซินต่างก็อยู่แต่ในบ้านพักไม่ได้ออกไปไหนอีก จนกระทั่งถึงวันประลองรอบคัดเลือกของงานประลองยุทธ์รุ่นเยาว์หวังเฟิงเลยพาหวังซินออกจากบ้าน
“วันนี้เราจะไปไหนเหรอพี่”หวังซินถามขึ้น เพราะถูกลากขึ้นรถมาอย่างงุนงง
หวังเฟิงอมยิ้ม“เดี๋ยวไปถึงเราก็รู้เอง”
เฉียวคุนขับรถตรงไปยังสถานที่จัดงานประลองยุทธ์รุ่นเยาว์งานครั้งนี้แบ่งออกเป็นสองรอบ โดยรอบคัดเลือกจัดที่สนามกีฬาแห่งชาติเก่าเพราะที่นี่มีพื้นที่กว้างขวางสามารถใช้พื้นที่ตรงสนามฟุตบอลมาวางเวทีประลองยุทธ์ได้หลายสิบเวที แถมยังรองรับผู้ชมได้เป็นจำนวนมากเหมาะกับการประชาสัมพันธ์ที่สุด
ถึงแม้ทางรัฐบาลจะจัดวางแผนเส้นทางการเดินทางให้กับประชาชนเป็นอย่างดีแล้วแต่ในสถานการณ์จริงรถก็ยังติดมากอยู่ดี เฉียวคุนที่มองไปด้านหน้าเห็นแต่รถราเต็มถนนไปหมดพร้อมคำนวณเวลาที่จะไปถึงแล้วยังไงก็ไม่ทันแน่ จึงได้แต่พูดว่า “นายน้อยรถติดมากเลยครับ ถ้าพวกเรายังอยู่บนถนนแบบนี้คงไปไม่ทันเวลา”
หวังเฟิงเองก็รู้เรื่องนี้ดีเพราะเวลานี้ผู้คนที่มีความสนใจในวรยุทธ์จากทุกสารทิศต่างมุ่งหน้ามาที่นี่กันหมดถึงที่นั่งในสนามกีฬาจะมีหนึ่งแสนห้าหมื่นที่นั่งแต่ก็มีคนอีกจำนวนมากที่เตรียมจะมานั่งแคมป์เอาบรรยากาศนอกสนามกีฬา
หวังซินที่ถูกบรรยากาศคึกคักรอบด้านเองก็ตื่นตัวแล้วเช่นกันรีบพูดอย่างตื่นเต้นว่า “พี่ พวกเราจะมาดูพวกเขาประลองกันเหรอ ?”
“ใครบอกว่าพวกเราจะมาดู ? ไป ลงจากรถได้แล้ว”หวังเฟิงก้าวลงจากรถเป็นคนแรก จากนั้นก็ตามด้วยเฉียวลี่ และหวังซิน
หวังซินที่เดินลงจากรถมายังคงเดินตามหลังพี่ชายไปด้านหน้าพร้อมกับเฉียวลี่ปิดท้าย ปะปนไปกับฝูงชน ยังดีที่พออยู่บริเวณหน้าทางเข้าสนามกีฬามีการทำป้ายขนาดใหญ่แยกทางเข้าระหว่างผู้ชม กับผู้เข้าร่วมประลองโดยเฉพาะ
ในช่องทางเข้าของผู้เข้าร่วมกาประลองมีเจ้าหน้าที่มากฝีมืออยู่สี่นาย คอยตรวจหลักฐานการเข้าร่วมประลองหวังเฟิงยื่นหลักฐานการเข้าร่วมประลองให้เจ้าหน้าที่ดูเจ้าหน้าที่คนนั้นกรอกรหัสที่หวังเฟิงให้มาในระบบ เขามองหน้าจอสลับกับดูใบหน้าของหวังซิน รอไม่กี่วินาทีบนหน้าจอก็มีแสงสีเขียวสว่างวาบ
“การยืนยันตัวถูกต้องหนึ่งผู้เข้าร่วมประลองสามารถพาผู้ติดตามมาได้สามคน นี่เป็นบัตรผ่าน เก็บไว้ให้ดีถ้าทำหายจะไม่มีการออกให้ใหม่”
เจ้าหน้าที่ยื่นสายคล้องคอติดแผ่นป้ายให้กับหวังเฟิงสี่เส้นโดยสามป้ายมีการติดข้อความว่า ‘ผ่าน’ เอาไว้ ส่วนอีกป้ายติดเป็นหมายเลข ‘251’
“เฉียวลี่เธอรอเฉียวคุนอยู่ตรงนี้ พอเฉียวคุนมาแล้วค่อยตามพวกเราเข้าไป”หวังเฟิงพูดพลางยื่นป้ายห้อยคอยให้กับเฉียวลี่
“เข้าใจแล้วค่ะนายน้อย” สำหรับความปลอดภัยของหวังซิน เธอไม่ห่วงแต่อย่างใดเพราะหากมีศัตรูผ่านด่านหวังเฟิงมาได้จริงในตอนนั้นต่อให้มีเธออีกสิบคนก็ไม่ใช่คู่มือของศัตรู
หวังเฟิงเดินพาหวังซินเข้าไปด้านในพร้อมกับสวมป้ายห้อยคอเอาไว้ ในตอนที่หวังเฟิงยื่นป้ายห้อยคอที่มีตัวเลขมาให้หวังซินก็รู้แล้วว่าตัวเองโดนขายแล้ว
“นี่พี่วางแผนมาแล้วใช่ไหม!”
หวังเฟิงพยักหน้ายอมรับอย่างว่าง่าย “ซินซิน วรยุทธ์จะอาศัยแค่การฝึกฝนอย่างเดียวไม่ได้เราต้องมีคู่มือด้วย”
หวังซินได้ยินก็รู้สึกไม่เห็นด้วย“หนูก็ซ้อมมือกับเฉียวลี่ออกจะบ่อย”
“เราเองก็รู้นี่ว่าแบบนั้นมันไม่เหมือนกัน”หวังเฟิงพูดพลางลูบศรีษะหวังซินอย่างเอ็นดู
ใช่! หวังซินก็รู้ดีการประลองกับเฉียวลี่เหมือนเป็นการซ้อมกระบวนท่าเท่านั้นไม่ได้มีแรงผลักดันอื่นใดปะปนอยู่เลยแล้วแบบนี้จะดึงศักยภาพการต่อสู้ที่แท้จริงออกมาได้ยังไง ?
ทั้งสองคนเดินไปด้วยกันจนสุดทางเดิน พอเข้าไปในตัวของสนามกีฬาก็เห็นผู้คนบางตากว่าด้านนอกเยอะ เพียงแต่พอมาอยู่ใต้อาคารที่มีพื้นที่จำกัดแบบนี้ภาพรวมก็ยังดูค่อนข้างแน่นอยู่ดี
หวังเฟิงกวาดจิตสัมผัสออกไปสำรวจสภาพการณ์รอบด้านพบว่าไม่มีอะไรผิดปกติ ที่นี่มีผู้ฝึกวรยุทธ์มากมายเกือบทุกคนจะสวมป้ายห้อยคอที่มีตัวเลขระบุไว้หมายความว่าคนเหล่านี้ล้วนแต่เป็นผู้เข้าร่วมการประลองทั้งหมด
‘มีระดับรวบรวมปราณขั้นกลางไม่น้อยเลย…’ จากจิตสัมผัสที่ใช้ไปเมื่อครู่หวังเฟิงก็สัมผัสถึงระดับการฝึกฝนทุกคนที่อยู่บริเวณนี้ในทันทีขอเพียงระดับลมปราณไม่เหนือกว่าหวังเฟิง เขาล้วนจับสัมผัสได้ทั้งหมด
ผู้ที่ต้องการเข้าร่วมงานประลองยุทธ์รุ่นเยาว์มีกฎเกณฑ์อยู่เพียงสามอย่างข้อแรกคืออายุต้องไม่เกินสามสิบปี ข้อสองระดับการฝึกฝนต้องไม่ต่ำกว่าระดับรวบรวมปราณขั้นต้นและข้อสามจะต้องได้รับการเชื้อเชิญจากผู้มีโควตาเท่านั้น
อย่างกรณีของหวังซินก็ได้โอกาสมาจากโควตาของสำนักหมัดเหล็ก
ที่ด้านใต้อาคารมีเก้าอี้นั่งวางเรียงรายเต็มไปหมดพร้อมกับมีจอแสดงผลวางอยู่รายทางเพื่อให้ผู้เข้าร่วมการประลองทุกคนได้มองเห็นกันอย่างทั่วถึง หวังเฟิงกับหวังซินเองก็นั่งรอเวลาเริ่มงานเหมือนกับคนอื่นอยู่ที่มุมหนึ่งเช่นกัน
“ตื่นเต้นไหม?”
หวังซินได้ยินพี่ชายถามก็กอดอกพร้อมบุ้ยปาก “โมโหมากกว่า”
“แบบนี้ก็ดีแล้ว”หวังเฟิงหัวเราะเบา ๆ “ทำให้ดีที่สุด อย่าลืมที่ฝึกมา”
“แล้วทำไมพี่ไม่ลงประลองด้วย”หวังซินรู้สึกไม่ยุติธรรม
“อย่าดีกว่างานประลองแบบนี้ไม่เหมาะกับพี่หรอก” ในตอนที่ตอบคำถามของหวังซินโทรศัพท์ของหวังเฟิงก็ดังขึ้น พอรับสายก็รู้ว่าเป็นจินเต๋อประธานชมรมประวัติศาสตร์ ที่โทรมาสอบถามว่าหวังเฟิงถึงหรือยัง
“ผมนั่งอยู่ตรงเสาต้นที่สี่สิบเก้า”
จินเต๋อที่ได้ยินถึงกับร้องออกมา“โห อยู่ไกลจากฉันชะมัด งั้นไว้งานประลองจบเราค่อยมานัดกินข้าวกัน”
“ได้ครับ”
หวังเฟิงเองก็ว่าจะเลี้ยงข้าวจินเต๋อเพื่อขอบคุณเรื่องให้โควตาหวังซินมาในงานประลองครั้งนี้ที่จริงแล้วความตั้งใจเดิมของเขาคืออยากให้เฉียวคุนเข้าร่วมประลองด้วย แต่คิดไปคิดมาแล้วก็ไม่เหมาะเพราะด้วยหน้าที่ของเฉียวคุนไม่เหมาะกับงานประลองที่ต้องเปิดเผยหน้าตาต่อคนหมู่มากแบบนี้
เวลาผ่านไปในที่สุดเสียงประกาศที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง [รอกันนานแล้วใช่ไหมคะอีกสักครู่งานประลองยุทธ์รุ่นเยาว์ก็กำลังจะเริ่มแล้วขอให้ผู้เข้าร่วมประลองทุกท่านเตรียมตัวกันให้พร้อม การจับคู่ประลองจะเป็นแบบสุ่มดูหมายเลขบนหน้าจอกันให้ดีนะคะ]