ตอนที่ 28 (ภาค 2): ไฟกลางวังหลวง
⸻
นครหลวงฉางเลี่ยง — กลิ่นคาวโลหิตก่อนรุ่งสาง
ยามจื่อ…คืนที่ฟ้ายังมืดสนิทแต่ความเงียบกลับไร้ซึ่งสงบ
บริเวณพระราชวังแคว้นขอบฟ้าครามเกิดเหตุผิดปกติ
ทหารเวรยามแนวหน้าพบร่องรอยผู้บุกรุกที่ “ตำหนักรองฝ่ายซ้าย”
ซึ่งเป็นสถานที่กักตัวนักโทษระดับสูงของราชสำนัก
ภายในห้องขังลับ
ร่างของ “หลู่หมิงเฉวียน” ขุนนางผู้กุมอำนาจสายลับฝ่ายซ้าย ถูกพบเป็นศพ
ตาเบิกโพลง มีอาวุธลับติดตรา “หลิงหลั่ว” ปักคออยู่
ข่าวถูกปิดเงียบ
แต่ไม่ได้เงียบพอสำหรับ “กลุ่มที่รอซ้ำ”
⸻
ในห้องทรงพระดำริ — ความกลัวของอ๋องไม่อาจซ่อน
อ๋องหลี่ชางหมินแห่งแคว้นขอบฟ้าครามนั่งนิ่งอยู่บนบัลลังก์
ข้างตัวมีมหาเสนาบดีเฒ่าหวังเหิงยืนเคียง
ส่วนหนึ่งในที่ประชุมคือองค์ชายรอง หลี่ซิ่นเหวิน ผู้มีแววตาคมดุ
“ท่านอ๋อง กระหม่อมเชื่อว่าความตายของหลู่หมิงเฉวียน…มิใช่ฝีมือศัตรู
แต่เป็นเงาในวังนี้เอง”
อ๋องสั่นเล็กน้อย สีหน้าท่ามกลางรัศมีโคมดูซีดเซียว
“หากเงานั้นมาจากคนของข้าเอง…ข้าจะไว้ใจใครได้อีก?”
องค์ชายรองพูดเสียงเรียบ
น้ำเสียงเต็มด้วยความมั่นใจ
“พระบิดาเพียงต้องเลือก — ว่าจะให้ราชสำนักอยู่ใต้ท่าน
หรือให้ราชสำนักอยู่ใต้เงาของขุนศึกผู้มีอำนาจ”
ทุกคนรู้ว่าเขาหมายถึงใคร —
“เฟิงหมิง” กับกองทัพที่ปักอยู่ชายแดน และขุนพลห้าคนที่กล้าแม้แต่จะขัดราชโองการ
⸻
เจียงหลง…ยังมีชีวิต
ขณะวังหลวงปั่นป่วน
เจียงหลงถูกเปลี่ยนที่คุมขังมาไว้ใต้ค่ายทหารชั้นใน
ในคืนเดียวกัน ร่างในเงามืดได้ลอบเข้ามาในเรือนขัง
เขาคือ “มู่เหยียน” ขุนพลมือซ้ายของเฟิงหมิง
ชายที่ใช้ศิลปะการต่อสู้สายเงา ล่องลอยราวอากาศ
“ท่านเฟิงหมิงส่งข้ามา พวกเขาจะคิดว่าท่านตายไปแล้ว
แต่นั่นคือโอกาสของเราที่จะกลับมา…พร้อมความจริง”
เจียงหลง ไม่พูดอะไรนอกจากพยักหน้าช้า ๆ
ในมือเขาถือ “กระดาษพับ” รูปหงส์น้ำเงิน — สัญญาณของเฟิงหมิง
⸻
ด้านชายแดน — แผนที่เริ่มเปลี่ยน
เฟิงหมิงตั้งค่ายใกล้เมือง “หรงเจิง” ทางตะวันตกเฉียงใต้
ซึ่งติดกับเขตแดนของ แคว้นหงอวี่ — แคว้นเล็กที่ไม่เคยก่อศึกกับใคร
แต่ข่าวลับจากเว่ยซูฉินรายงานว่า…
“ทัพของหงอวี่เริ่มเคลื่อนพลผิดปกติ
และคนของกลุ่มหลิงหลั่วมีความเคลื่อนไหวในเมืองหลวงของพวกเขา”
เฟิงหมิงมองแผนที่ด้วยสายตาแน่วแน่
แล้ววาดเส้นเชื่อมจากแคว้นหงอวี่ เข้ากลางแผ่นดิน ผ่านแคว้นเฉียนหลง
บรรจบกับเมืองหลวงของขอบฟ้าครามพอดี
“ศึกคราวนี้…เขาจะลอบตีจากหลังบ้านเราเอง”
แคว้นหงอวี่ — ดินแดนของผู้ไม่ออกศึก
แคว้นหงอวี่ (紅雨) เป็นหนึ่งในสิบห้าแคว้นที่เล็กที่สุด
ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของแผ่นดิน
ตลอดห้าสิบปีที่ผ่านมา หงอวี่ไม่เคยออกศึก ไม่เคยแย่งชิงอาณาเขต
แต่สิ่งที่พวกเขามี…คือ “ความเงียบอันตราย”
ราชาแห่งหงอวี่มีพระนามว่า “อ๋องเหวินเจา”
เขาไม่ปรากฏกายในสภาหลวงมานานนับสิบปี
ว่ากันว่าเขาป่วยเรื้อรัง
แต่เบื้องหลัง…เขาคือผู้สร้างเครือข่ายข่าวกรองที่ซับซ้อนที่สุดในแผ่นดิน
⸻
หงอวี่…ไม่เพียงเงียบ แต่คืบคลาน
ทัพลับของแคว้นหงอวี่เคลื่อนตัวผ่านเส้นทางป่าเหนือภูเขาเงามังกร
เป้าหมายคือ “ค่ายรองตะวันตก” ของแคว้นขอบฟ้าคราม
โดยไม่มีใครรู้ว่าผู้นำกองทัพลับนั้นคือใคร
…จนกระทั่ง เฟิงหมิง ได้รับ “ดาบเล่มหนึ่ง”
มันคือดาบที่สลักอักษรว่า
“จิงเสวียน แห่งดาบอัคคี”
เขาเงียบอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวกับเว่ยซูฉินว่า
“ขุนศึกดาบอัคคีแห่งหงอวี่…ผู้ที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบห้าปีก่อน”
“หากเขายังมีชีวิตอยู่ และกำลังนำทัพนี้มา
เรากำลังเผชิญกับชายผู้สามารถสังหารแม่ทัพสิบคนในสนามเดียว”
⸻
เสียงของอ๋องหลี่ชางหมิน — หวั่นไหวในพระทัย
ด้านในราชวังหลวง
อ๋องหลี่ชางหมินได้รับสาส์นลับที่มีเพียงคำเดียวว่า
“จิงเสวียน”
สีพระพักตร์เปลี่ยนทันที ราวกับเห็นผีจากอดีต
แม้แต่เสนาบดีหวังเหิงก็ต้องถามด้วยความตกใจ
“พระองค์…เคยรู้จักชายผู้นี้?”
อ๋องตอบเพียงเบา ๆ ว่า
“เขาคือดาบที่ข้าเคยสั่งให้หายไป…แต่เขาไม่เคยลืมข้า”
⸻
เฟิงหมิงเริ่มเดินหมาก — กับการโจมตีสวนทาง
เฟิงหมิงไม่รอศัตรูมาถึง
เขาแบ่งกองกำลังออกเป็นสามสาย
1. สายหลัก — นำโดยตนเองและจ้าวอวิ๋นซี เจาะกลางแนวเขาเงามังกร
2. สายเบี่ยง — มอบให้เว่ยซูฉินลอบเข้าชายแดนหงอวี่เพื่อลอบข่าวภายใน
3. สายตีซ้อน — มอบให้ “มู่เหยียน” ร่วมกับทัพสอดแนมคุมภูมิประเทศ
“เราไม่ต้องชนะศึกนี้ด้วยจำนวน
ขอเพียงทำลายแกนกลางของพวกเขา…และแผนจะพัง”
⸻
ในเงาแห่งสายลม — สัญญาณเริ่มต้น
สามวันถัดมา
เฟิงหมิงเดินเข้าสู่เส้นทางแคบกลางหุบเขา
โดยมีจ้าวอวิ๋นซีคอยบังหน้าและเฝ้าทาง
แต่ในยามเฉิน…เสียงเพลงขลุ่ยพลันดังขึ้นจากยอดเขา
ท่วงทำนองนั้นคือสัญญาณของศึกดาบอัคคี
และในวินาทีนั้นเอง
เงาร่างสีแดงฉานได้ก้าวออกจากม่านหมอก
พร้อมกล่าวประโยคแรกที่แผ่นดินยังจำได้
“เฟิงหมิง…ข้ายินดีที่ได้ประมือกับเจ้า
แม้จะเป็นในฐานะศัตรู”
กลางหุบเขาเงามังกร — ดาบกับดาบ
เฟิงหมิงยืนสงบนิ่ง
จิงเสวียนเดินช้า ๆ ลงจากแนวเขา
ไม่มีทหารขนาบ ไม่มีกองทัพเคลื่อน
มีเพียงสองเงาในหุบเขา และเสียงขลุ่ยที่ยังไม่สิ้นเสียง
ดาบอัคคีของจิงเสวียน เปล่งแสงแดงสดในมือขวา
ดาบปลายเรียวยาวของเฟิงหมิงกลับเงียบงันในฝัก
ทั้งสองยังไม่ชักดาบ แต่ลมรอบตัวกลับแปรปรวน
จิงเสวียน: “ข้าเคยฆ่าแม่ทัพสิบคนในสนามเดียว
แต่ข้าไม่เคยประมือกับผู้ใดที่แววตามีไฟเหมือนเจ้า…”
เฟิงหมิง: “ข้าไม่เคยฆ่าใครเพื่อชื่อเสียง
แต่ถ้าท่านขวางแผ่นดินที่ข้าต้องปกป้อง…ข้าจะไม่ลังเล”
เสียงดาบถูกชักแทบจะพร้อมกัน
และในเสี้ยววินาทีต่อมา เงาดาบของทั้งคู่ก็ประสานกันกลางอากาศ
แรงปะทะรุนแรงจนพื้นหินสั่นสะเทือน!
⸻
ศึกที่ไม่ใช่เพียงพละกำลัง
จิงเสวียนใช้วิชาดาบไฟ “เปลวทุ่งแดง” ที่ขึ้นชื่อเรื่องการระเบิดพลังในพริบตา
ส่วนเฟิงหมิงเลือกใช้ “ลมหุบเขาทมิฬ” — กระบวนท่าที่เคลื่อนไหวรวดเร็ว
หลบหลีกอย่างไร้ร่องรอย ราวสายลมแทรกเงา
เสียงโลหะปะทะกันไม่หยุด
บางคราเห็นเพียงแสงสะท้อนระยิบ
บางคราเงียบจนเหมือนไม่มีผู้ใดอยู่ในหุบเขา
จ้าวอวิ๋นซีที่เฝ้าห่างออกมา กล่าวเบา ๆ
“หนึ่งคือเพลิงที่ไม่อาจดับ หนึ่งคือลมที่ไม่มีตัวตน
ศึกนี้…อาจไม่มีผู้ชนะ”
⸻
จุดเปลี่ยน — เมื่อสายฟ้าฟาดกลางศึก
ในขณะที่ทั้งคู่ประมือจนถึงกระบวนท่าที่สิบสอง
ฟ้ากลับส่งเสียงครืนดัง และสายฟ้าผ่าลงกลางหุบเขา!
พื้นแยกออกเพียงนิด
แต่เพียงพอให้เฟิงหมิงเสียจังหวะชั่วขณะ
และในตอนนั้น ดาบอัคคีก็เฉียดแก้มเขาไปเพียงเส้นผม
เฟิงหมิงถอย
แต่ไม่แสดงความกลัว
เขากลับหยุด หายใจลึก แล้วเก็บดาบเข้าฝัก
เฟิงหมิง: “ท่านไม่คิดฆ่าข้าใช่หรือไม่?”
จิงเสวียนนิ่ง
ก่อนตอบด้วยเสียงที่เปี่ยมด้วยเกียรติ
“ข้าเพียงต้องประเมิน
ว่าเจ้า…จะคู่ควรแก่การให้อยู่ต่อหรือไม่”
แล้วเขาก็หมุนตัวกลับ
เดินหายเข้าแนวเขา โดยไม่มีผู้ติดตามแม้สักคน
⸻
ด้านเว่ยซูฉิน — ภารกิจในเงามืด
ภายในเมืองหลวงแคว้นหงอวี่
เว่ยซูฉินลอบเข้าได้สำเร็จโดยใช้สถานะพ่อค้าเครื่องหอม
เขาค้นพบว่าในวังของอ๋องเหวินเจา มีห้องลับที่ไม่ปรากฏในแผนที่ใด
เบื้องหลังห้องนั้น…คือที่เก็บ
“บัญชีพันธะเลือด”
เอกสารที่บันทึกว่า แคว้นหงอวี่ได้ให้การสนับสนุนกลุ่มลอบสังหารหลิงหลั่ว
และแอบจัดหาอาวุธให้แก่ขุนนางฝ่ายขวาของแคว้นขอบฟ้าครามตลอดสิบปีที่ผ่านมา
เว่ยซูฉินมองมันในมือ แล้วกล่าวเบา ๆ
“หลักฐานเช่นนี้…สามารถเผาเมืองได้ทั้งเมือง”
สภาลับริมเขตแดน — การเดินหมากของเฟิงหมิง
ภายหลังศึกประดาบกับจิงเสวียน
เฟิงหมิงไม่กลับค่ายทันที แต่ตั้งกระโจมลับกลางแนวต้นสน
เรียกประชุม 3 กุนซือหลัก ได้แก่
• เว่ยซูฉิน – กุนซือผู้ใช้ข่าวกรองนำหน้า
• หานจิ้น – กุนซือวางกำลังรบผู้เข้าใจภูมิประเทศ
• เซิ่งหลาน – กุนซือฝ่ายกำลังภายใน ผู้รอบรู้แผนบั่นทอนศัตรูจากใจ
เฟิงหมิงวาง “บัญชีพันธะเลือด” ลงกลางโต๊ะไม้ไผ่
พร้อมกล่าวชัดถ้อย
“ศัตรูอยู่ทั้งภายในและภายนอก
แต่ศัตรูที่แฝงอยู่ในวังของตนเอง…น่ากลัวกว่าเสมอ”
หานจิ้นเริ่มต้นแผนโต้กลับ
โดยเสนอให้แบ่งทัพล่อแนวรุกของหงอวี่
เซิ่งหลานกลับเสนอแนวทางทำลายความชอบธรรมของอีกฝ่าย
ผ่านการเผยแพร่เอกสารลับสู่ “เหล่าขุนศึกเป็นกลาง”
เฟิงหมิงพยักหน้า
“ข้าจะเดินตามสองทางนี้ — แยกเงาเป็นหมอก ปิดฟ้าให้ศัตรูหลงทาง”
⸻
ในวังหลวง — ความไม่แน่นอนของแผ่นดิน
อ๋องหลี่ชางหมินได้รับรายงานว่า
กลุ่มขุนนางฝ่ายขวาหลายคนเริ่มเคลื่อนไหว
มีข่าวว่า “หลงเจิ้ง” ขุนนางใหญ่อาวุโส เตรียมยื่นฎีกาถอดเฟิงหมิงออกจากตำแหน่งแม่ทัพรักษาเขต
องค์ชายรองหลี่ซิ่นเหวินกล่าวเตือน
“ขุนนางขวาใช้ความวุ่นวายภายนอก
เป็นโอกาสเปลี่ยนขั้วอำนาจภายใน
และหากแม่ทัพข้างชายแดนถูกถอดในยามศึก
จะไม่มีใครกล้าจับดาบเพื่อนามของแคว้นอีก”
พระพักตร์ของอ๋องเครียดขึ้นทุกขณะ
ในใจเริ่มระแวงว่าราชสำนักของตน…อาจไม่อยู่ในกำมือของตนอีกแล้ว
⸻
จิงเสวียน — ประตูเปิดของความขัดแย้ง
ในแนวเขาของแคว้นหงอวี่
จิงเสวียนยืนพิงเสาหิน
ข้างกายคือชายหนุ่มหน้าตาเฉียบคมในชุดนักปราชญ์
เขาคือ “จ้าวหลิงไห่” – ราชเลขาผู้มีอำนาจสูงสุดในวังหงอวี่
และที่แท้คือคนวางหมากทั้งหมดเพื่อผลักแคว้นเข้าสู่ความขัดแย้ง
จิงเสวียน: “ข้าไปเพื่อวัดใจ ไม่ใช่เพื่อเปิดศึก”
จ้าวหลิงไห่: “แต่หากไม่มีศึก ความเงียบที่เจ้ารักก็ไม่มีวันกลับมา
แคว้นนี้ต้องเลือก — ระหว่างถูกกลืนกับการกลืนคนอื่นก่อน”
จิงเสวียนเงียบ ก่อนกล่าวเสียงต่ำ
“เช่นนั้น…ก็ให้ศึกเริ่มขึ้นในเงาเถิด
แต่ข้าไม่รับผิดชอบ หากเปลวเพลิงนั้นลามถึงวังเจ้าเอง”
⸻
สามแคว้นเริ่มเคลื่อนไหว — กลิ่นสงครามใหญ่
• แคว้นหลิงหนานส่งสารถึงขอบฟ้าคราม เสนอ “พันธมิตรเฉพาะกิจ”
• แคว้นซือหยูส่ง “คาราวานเครื่องบรรณาการ” แต่แฝงนักสอดแนม
• แคว้นเทียนหลงเริ่มฝึกทัพชายแดนโดยอ้างว่า “เตรียมรับมือภัยธรรมชาติ”
ขณะที่กลางค่ายของเฟิงหมิง
เขารวบรวมบรรดาขุนศึกทั้งห้า
• จ้าวอวิ๋นซี – ผู้กล้าแนวหน้า
• มู่เหยียน – เงาแห่งเงา
• ซ่างเหยียน – แม่ทัพที่ภักดีจนถึงลมหายใจสุดท้าย
• หลัวซานเจ๋อ – นักรบที่มักหัวเราะในสนามรบ
• อิ๋นฮวา – ขุนศึกหญิงผู้เป็นโล่ให้เมืองเสมอ
เฟิงหมิงกล่าวกับพวกเขา
“ครั้งนี้…เราไม่เพียงสู้เพื่อแคว้น
แต่สู้เพื่อพิสูจน์ว่า ‘ความภักดี’ ยังมีที่ยืนในแผ่นดิน”
ปะทะแรกที่พรมแดน — หมากลวงสะท้านแนวเขา
สามวันหลังการประชุมลับ
เฟิงหมิงส่ง “ซ่างเหยียน” และ “หลัวซานเจ๋อ” นำกำลัง 2,000 นาย
เคลื่อนไปทางด่านผาเงา — เส้นทางที่ดูไม่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์
แต่เบื้องหลังกลับเป็นการ ล่อแม่ทัพรองแห่งหงอวี่ ออกนอกค่าย
จิงเสวียนเฝ้ามองการเคลื่อนไหวนั้นจากไกล
แม้จะไม่ได้เคลื่อนทัพเอง แต่เขายื่นมือประเมิน
“เด็กหนุ่มนั่น…ใช้ทัพเบาเป็นเหยื่อล่อ คิดเจาะแกนแนวกลางสินะ
ทว่าถ้าข้าเป็นเขา ข้าจะไม่เจาะกลาง — แต่จะตีซ้อนจากแนวป่า”
เขาพลันหยุดพูด ราวรู้ทันอะไรบางอย่าง
ทันใดนั้นเอง เสียงกลองศึกก็ดังจากทางทิศตะวันตก!
⸻
เว่ยซูฉินเปิดฉากเงา — ล้วงความลับสภาภายใน
อีกด้านหนึ่ง
เว่ยซูฉินที่แฝงตัวอยู่ในเมืองหลวงหงอวี่
ได้รับโอกาสแฝงเข้าสภาย่อยของแคว้น
ด้วยสถานะนักปราชญ์ผู้เผยแพร่ “คัมภีร์ห้าธาตุ”
แต่เมื่อเขาเดินเข้าสู่ห้องประชุมใต้ดิน
กลับพบว่าโต๊ะที่นั่งของขุนนางหงอวี่นั้น…ว่างเปล่าเกินครึ่ง
ขุนนางเฒ่าผู้หนึ่งกล่าวเบา ๆ
“ท่านมาไม่ทันยุคเฟื่องฟูของสภา
บัดนี้ที่นี่…เป็นเพียงเงาของอดีต”
เว่ยซูฉินฉุกคิด
“แคว้นที่ไม่มีอำนาจถ่วงดุลภายใน
ย่อมเป็นเพียงร่างเงาของผู้ที่ควบคุมจากหลังฉาก…”
⸻
รอยร้าวในราชสำนักของขอบฟ้าคราม
ในพระราชวังหลวง
อ๋องหลี่ชางหมินเผชิญแรงกดดันจาก “หลงเจิ้ง”
ผู้เสนอร่างถอดถอนเฟิงหมิงออกจากตำแหน่งแม่ทัพ
องค์ชายใหญ่หลี่หยางเจี๋ยออกหน้าคัดค้าน
และประโยคที่เขากล่าวกลางสภาทำให้ขุนนางทุกคนเงียบกริบ
“ในยามศึก หากผู้กล้าไม่มีหลังให้พิง
แล้วพวกท่าน…จะเหลืออะไรนอกจากตราสัญลักษณ์ว่างเปล่าในวัง?”
หลงเจิ้งตอกกลับทันที
“แต่หากผู้กล้ากลายเป็นอสูร แล้วผู้ใดจะหยุดเขาได้?”
ความตึงเครียดปะทุ
จนถึงจุดที่อ๋องต้องยกมือสั่งให้สงบ
“เฟิงหมิง…จะต้องชนะศึกนี้
มิฉะนั้น ไม่เพียงเขา
แม้แต่ข้า…ก็อาจไม่มีที่ยืน”
⸻
มู่เหยียนเปิดฉากลอบโจมตี — ศึกในเงา
แนวป่าเขตเงามังกรตอนกลาง
มู่เหยียนนำทัพลับ 300 นายแฝงตัวเข้าทะลวงหลังค่ายศัตรู
ขณะศัตรูเปิดแนวรุกไล่ตามซ่างเหยียนและหลัวซานเจ๋อที่ล่าถอย
การจู่โจมครั้งนี้ประสบความสำเร็จเกินคาด
เพลิงลุกไหม้คลังเสบียงของแคว้นหงอวี่
ส่งผลให้แนวรุกของจิงเสวียนต้องหยุดลงกระทันหัน
แต่ขณะเดียวกัน มู่เหยียนกลับพบ “สิ่งหนึ่ง”
ที่ไม่ควรปรากฏในค่ายทหารของแคว้นหงอวี่…
มันคือ “ตราเงินของแคว้นเทียนหลง”
แสดงถึงการสนับสนุนลับจากแคว้นที่ควรเป็นพันธมิตรกับขอบฟ้าคราม
⸻
ศัตรูซ้อนศัตรู — เฟิงหมิงเริ่มวางหมากใหญ่
เมื่อข่าวการพบตราเงินถึงมือเฟิงหมิง
เขาเพียงกล่าวกับเว่ยซูฉินว่า
“ครั้งนี้ศัตรูมิได้มีเพียงหงอวี่
แต่ยังมีมือของเทียนหลง…ซ่อนอยู่ในเงา
และอาจแผ่เข้ามาถึงวังของเราเอง”
เขาเดินไปยืนกลางลานฝึกดาบ
พลางกล่าวกับขุนศึกทั้งห้าว่า
“ศึกนี้จะกลายเป็นมหาสงคราม หากเราปล่อยให้ข่าวลือแพร่ไปก่อน
เราต้องเป็นฝ่ายเขียนเรื่องราว…ก่อนที่ผู้อื่นจะเขียนแทนเรา”