พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า
"เฉิน" ลูคัสพึมพำขณะเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังเดินตรงมา ในใจก็คิดว่าทำไมการประลองในรอบนี้จึงไม่มีสัญญาณเริ่มการต่อสู้
เมื่อได้สำรวจสหายสนิทผู้นี้ใกล้ๆ ก็พบว่านอกจากความสูงที่เพิ่มขึ้น ชายชุดม่วงตรงหน้ายังมีออร่าบางอย่างแสดงถึงพลังอำนาจที่ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้แผ่กระจายออกมา
"สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติของสถานที่แห่งนี้หรือยัง" มีเสียงของเฉินดังขึ้นข้างหู
เมื่อได้ยินดังนั้นเขาจึงเริ่มสงบนิ่งแล้วปล่อยสัมผัสออกไป สายตาของลูคัสสว่างวาบ ตนรู้สึกแปลกมาตั้งแต่ถูกส่งมาในสถานที่แห่งนี้แล้ว
"ที่นี่เป็นโลกจริง" ลูคัสส่งข้อความเสียงกลับไปหาเฉินที่ยืนยิ่งไม่ขยับ
เพราะหากเป็นผู้ฝึกตนที่มีระดับการบ่มเพาะต่ำจะไม่สามารถรู้สึกตัวได้เลยว่าตนกำลังอยู่ในเวทจำลองสถานที่ สมองชายหนุ่มคิดไปหลากหลายหรือทางราชวงศ์จะมีการเปลี่ยนกฏของการประลองใหม่อะไรทำนองนี้
จุดที่เขายืนอยู่เวลานี้คือทุ่งหญ้าสีเขียวโล่งกว้าง ในระยะสายตาเขาเห็นภูเขาปกคลุมไปด้วยหิมะอยู่ไกลๆ
"เดี๋ยวหิมะเหรอ" เขารู้สึกตกใจเพราะทวีปวู้ดส์แลนด์ไม่มีหิมะมานานมากแล้ว ถ้าอย่างนั้นตอนนี้เขาถูกส่งมาที่ไหนกันล่ะ
"นายรู้อะไรเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ไหม" ชายหนุ่มยังคงใช้ข้อความเสียงสนทนากับเฉินขณะมองไปรอบๆ
"เท่าที่รู้ที่แห่งนี้ไม่ได้มีเพียงเราสองคนที่ถูกส่งมา" ตอนนี้เฉินกลับมาสนทนาโดยใช้เสียงปกติแล้ว
หลังจากนั้นทั้งสองก็เดินคู่กันไปเพื่อสำรวจสถานที่แห่งนี้ ทำให้พวกเขามีเวลาได้สนทนากันมากขึ้น ก่อนเฉินจะเริ่มอธิบายว่าเขาก็เข้าร่วมงานชุมนุมและประลองชนะไปได้สองรอบเท่านั้นก่อนจะถูกส่งตัวมาที่นี่ จากนั้นทั้งสองก็เริ่มคุยกันถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาหลายปีก่อน
"เรื่องราวก็เป็นอย่างนี้แหละ..." เฉินเล่าเรื่องราวในศึกรวมสถานศึกษาในคราวนั้นเพิ่มเติม
หลังจากที่ลูคัสหนีไปหยางอันก็ไม่ได้ขยับไปไหนจริงๆ ทำให้ศึกรวมสถานศึกษาดำเนินต่อไป และเฉินก็คว้าอันดับที่สองมาได้ในที่สุด
ทำให้เขาได้เหยี่ยวขาวที่กำลังเติบโตมาเป็นของรางวัล หลังนั้นเฉินก็กลับมารอข่าวของลูคัสและอากิโกะที่สถานศึกษา
อีเดนจนกระทั่งก้าวเข้าสู่ปีสาม เฉินจึงถูกเรียกตัวมาเพื่อเข้าพิธีคัดเลือกผู้สืบทอดตระกูลหยาง
"ว่าแต่อากิโกะตอนนี้อยู่ที่ไหน" หลังจากเฉินเล่าเรื่องราวต่างๆ จนหมดเขาก็เป็นฝ่ายถามออกมาบ้าง
"เธอตายแล้ว..." ลูคัสตอบออกมาสั้นๆ
"ตายอย่างไรอธิบายหน่อย" เฉินถามด้วยอาการตกตะลึง
ลูคัสที่ไม่เคยพบเจอกิริยาแบบนี้ของสหายจึงเล่าออกมา เขาเริ่มเล่าการตามล่าของฉางยีในป่ากลืนตะวันในคราวนั้นตั้งแต่ต้น จนจบที่เด็กสาวมอบเนตรสยบปราณข้างซ้ายนี้มาให้ก่อนสิ้นชีพในอ้อมอกของตน
เมื่อฟังจบอีกฝ่ายถึงกับหยุดเดินแล้วมองหน้าเขา "เพื่อนฟังให้ดีนะ อากิโกะน่ะไม่มีวันตาย..."
จากนั้นเฉินก็บรรยายความสามารถของเนตรสยบวิญญาณออกมาอย่างละเอียด ทำให้ลูคัสที่ฟังอยู่หัวเราะออกมาเสียงดัง ตอนนี้เมฆหมอกในใจเขาเริ่มสลายไป
การตายของอากิโกะเป็นเรื่องที่เขารู้สึกผิดที่สุดในชีวิตรองลงมาจากการทำให้อาเธอร์หายไปในกองไฟ แต่วันนี้เมื่อเขาได้ทราบความจริงทำให้ตนรู้สึกดีใจและสับสนนิดหน่อย สมองของชายหนุ่มนึกย้อนไปถึงคนใส่หน้ากากปริศนาที่สวมกระพรวนเซียนเงิน "ต้องเป็นเธอแน่ๆ "
"ตอนนี้พวกเราควรจะกังวลเรื่องตรงหน้าก่อนจะดีกว่า" หยางเฉินพูดขึ้นขณะสาวเท้าต่อไป
ชายในชุดแดงถึงกับเกาศีรษะ หลังจากไม่พบกันนานอีกฝ่ายกลับพูดจาฉะฉานสมกับเป็นคุณชายตระกูลใหญ่ขึ้นมาเสียอย่างนั้น
ไม่นานพวกเขาก็จับสัมผัสถึงพลังปราณในร่างผู้ฝึกตนได้ จนกระทั่งพบว่ามีคนหลายร้อยคนยืนกระจุกตัวกันอยู่ลานโล่งบริเวณตีนเขา
"เท่าที่สัมผัสได้คนพวกนี้เป็นรุ่นเยาว์ที่เข้าร่วมงานชุมนุมนักรบสวรรค์ไม่ผิดแน่" ลูคัสกล่าวออกมาอย่างมั่นใจ
"ตรวจพบอึนจูหรือไม่" เฉินออกปากถามเพราะตนไม่ชำนาญในเรื่องนี้
ก่อนที่จะได้ตอบอะไรเมื่อเหล่ารุ่นเยาว์พบเห็นจักรพรรดิสายฟ้าหยางเฉิน พวกเขาก็กรูกันเข้ามาเพื่อชวนสนทนาทันที
ลูคัสถือโอกาสนี้ก้าวเข้าไปในกลุ่มคน ตาขวาของเขามองทะลุทุกสิ่งไปหยุดอยู่ที่หญิงสาวร่างสูงในชุดขาว
"สวัสดีองค์หญิงสาม ไม่สิอึนจู" ชายหนุ่มชุดแดงทักทายหญิงสาวที่กำลังยืนเป็นจุดศูนย์กลางในกลุ่มคนหมู่มากด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ประโยคนี้ทำให้เหล่ารุ่นเยาว์พากันหันมามองที่เขาเป็นตาเดียว
"ที่แท้ก็จำกันได้แล้วทำไมไม่ทักกันตั้งแต่แรก" หญิงสาวทำหน้ามุ่ย
จากนั้นลูคัสก็ถูกอึนจูซักถามเรื่องราวตั้งแต่ตอนที่เธอจากไปอย่างละเอียด
ขณะฟังสีหน้าหญิงสาวก็มียิ้มบ้างขมวดคิ้วบ้างไปตามเรื่องราวที่ชายหนุ่มเล่า ความสนิทสนมนี้ทำให้รุ่นเยาว์คนอื่นพากันอิจฉาตาร้อน
"องค์หญิงเวลานี้เราควรหาทางกลับไปที่งานชุมนุมนักรบสวรรค์" ยุนจีกล่าวออกมาก่อนจะมองหน้าลูคัสเป็นพักๆ ตอนนี้อีกฝ่ายอยู่ในชุดจอมยุทธหญิงสีดำดูทะมัดทะแมงเป็นอย่างมาก
หลังจากใช้สัมผัสตรวจสอบพบว่ามีคนที่ตนรู้จักในที่แห่งนี้เพียงไม่กี่คนเท่านั้น อึนจู ยุนจี หยางเฉิน และสุดท้ายคือซุนเจียวที่กำลังแอบอยู่ไม่กล้าสู้หน้าเขา
จากที่ลูคัสได้ฟังการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของทุกคน สรุปกันว่าบางทีอาจจะเกิดความผิดพลาดของเวทมนตร์เคลื่อนย้ายสถานที่ทำให้ทุกอย่างคลาดเคลื่อนไปหมด
หลังจากลงมติกันเป็นเอกฉันท์ทุกคนจึงยกอำนาจการตัดสินใจไว้ที่อึนจู และคำสั่งแรกของเธอคือให้ทุกคนเกาะกลุ่มกันเอาไว้เผื่อมีการช่วยเหลือจากราชวงศ์จะได้ไม่มีใครตกหล่น
"รายงานองค์หญิง ทิศเหนือเป็นป่าทั้งหมด"
"รายงานองค์หญิง ทิศตะวันตกไม่พบสิ่งใด"
จนกระทั่งครบสี่ทิศผู้ที่ออกไปสำรวจก็ไม่พบสิ่งใดเลยนอกจากป่า
"รายงานองค์หญิง บนยอดเขามีวัตถุแปลกประหลาด..." คนที่ส่งไปสำรวจยอดเขากลับมารายงาน
ในที่สุดคนทั้งหมดกว่าห้าร้อยคนจึงตัดสินใจที่จะมุ่งหน้าไปที่ยอดเขาเพื่อทำการตรวจสอบ
เมื่อขึ้นมาถึงสิ่งที่ปรากฏสู่สายตาคือ ก้อนหินสีม่วงขนาดยักษ์กำลังส่องแสง
ในส่วนของยอดเขาแห่งนี้ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนไปหมด ทำให้ก้อนหินสีม่วงชิ้นนั้นโดดเด่นเป็นพิเศษ
ขณะที่หลายคนกำลังแสดงความเห็นเกี่ยวกับหินก้อนนั้น
ลูคัสเริ่มย้อนความจำ หินแบบนี้ตนรู้สึกคุ้นแต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน
"ข้าว่ามันคือศิลามิติ เป็นค่ายกลสำหรับเคลื่อนย้ายขนาดใหญ่" ชายหนุ่มท่าทางคล้ายบัณฑิตกล่าวออกมาด้วยท่าทางรอบรู้
ในที่สุดลูคัสก็นึกออก ก้อนหินแบบนี้เขาเคยพบมันก่อนจะถูกส่งตัวไปยังยอดเขายมโลก
ก่อนที่ทุกคนจะได้กล่าวอะไรเพิ่มนั้น ศิลาก็เปล่งแสงสว่างจ้าก่อนที่คนอีกกลุ่มจะเผยตัวออกมาจากความว่างเปล่า
"มีคน" มีเสียงตะโกนดังออกมาจากกลุ่มผู้เยาว์
ภาพที่เห็นมีชายชุดแดงเข้มคล้ายกับที่หวู่จางซ่งสวมใหญ่ปรากฏตัวออกมาพร้อม กับทหารในชุดเกราะสีดำกว่าเจ็ดร้อยคนยืนอยู่ด้านหลัง
"หวู่หมิงฉี" ยุนจีเอ่ยด้วยเสียงเรียบ
ชายชุดแดงผู้นี้คือพี่ชายแท้ๆ ของหวู่จางซ่ง มีนามว่าหวู่หมิงฉีเป็นผู้สืบทอดที่แท้จริงของตระกูลหวู่
"เขามาพร้อมกับทหารของราชวงศ์มาช่วยเหลือพวกเรา" เสียงร้องด้วยความยินดีเป็นระลอกดังออกไป
หยางเฉินยกมือเป็นสัญญาณให้ทุกคนเงียบ สายตามองไปยังร่างของหวู่หมิงฉีด้วยความเย็นชา
"ยกพลมาขนาดนี้หมายความว่าอย่างไร" หยางเฉินออกปากถามขณะส่งข้อความเสียงบอกลูคัสกับอึนจูให้เตรียมตัว
"พอดีได้ยินกิตติศัพท์จักรพรรดิสายฟ้ามานานเกิดความเลื่อมใส ข้าจึงมาต้อนรับด้วยตนเอง" ชายชุดแดงกล่าวอย่างติดตลก
"พูดอย่างไม่อ้อมค้อม เสนาซ้ายมีคำสั่งจัดการคนที่อยู่ฝ่ายราชวงศ์ให้หมดสิ้น" ชายในชุดคลุมฟ้าเดินออกมายืนเคียงข้างกับหวู่หมิงฉี
คำพูดของชายชุดฟ้าทำให้เหล่ารุ่นเยาว์ในที่แห่งนี้ฮือฮาขึ้นมาทันที พวกเขาไม่คิดเลยว่านอกจากจะไม่ช่วยแล้วคนพวกนี้ยังมาฆ่าพวกเขาอีกด้วย
"โรมัน บลูมเบิร์ก นี่คือจุดยืนของท่านงั้นรึ" อึนจูเป็นฝ่ายถามออกมาบ้างแต่ก็ไร้ซึ่งคำตอบจากอีกฝ่าย
"ใครอยากเข้ากับเสนาซ้ายโม่หยินกวงจงก้าวออกมาด้านขวา..." โรมันไม่พูดพล่ามทำเพลงกล่าวโพลงออกมา
ประโยคนี้ทำให้บรรยากาศในที่แห่งนี้เงียบลงก่อนผู้คนกว่าแปดในสิบจะย้ายฝั่งไปยืนทางขวา เมื่อฝั่งซ้ายมีคนไม่ถึงสองร้อยแต่ฝั่งด้านขวากลับมีคนเกือบพัน ทำให้อึนจูมีสีหน้าซีดเผือด
"หากทางราชวงศ์รู้เจ้าคิดหรือว่าจะรอดไปได้" เมื่อกำลังพลเทียบอีกฝ่ายไม่ได้หญิงสาวจึงใช้จิตวิทยาแทน
แปะ แปะ แปะ มีเสียงปรบมือดังขึ้นก่อนที่ร่างในชุดทองหรูหราจะก้าวออกมา ชายผู้นี้คือโม่ฉีบุตรของเสนาซ้ายโม่กวง
"องค์หญิงท่านยังเยาว์นัก บิดาข้าเตรียมการมานับสิบปีมีหรือจะให้เกิดความผิดพลาดได้"
ขณะทั้งสองฝ่ายปะทะคารมกันอยู่ ลูคัสก็จำกัดพลังปราณจนหมดสิ้นเพื่อแอบประเมินกำลังอีกฝ่ายอย่างลับๆ ทำให้พบว่าระดับการบ่มเพาะของแต่ละคนล้วนไม่ธรรมดา
โรมัน บลูมเบิร์ก จากที่ประเมินคร่าวๆ อีกฝ่ายเป็นวิซาร์ดอยู่ในระดับอาณาจักรพลังที่ 5 ขั้นปลาย
โม่ฉีบุตรเสนาซ้าย อาณาจักรพลังที่ 5 ขั้นต้น
ส่วนหวู่หมิงฉีมีระดับการบ่มเพาะอยู่ที่อาณาจักรพลังที่ 5 ขั้นสูงสุด อีกเพียงไม่เท่าไหร่ก็จะเข้าสู่ระดับราชันยุทธได้แล้วชายผู้นี้จึงน่ากลัวที่สุดในบรรดายอดฝีมือทั้งหมด
ฝั่งกองกำลังทหารเกราะดำเองก็ไม่มีใครอยู่ต่ำกว่าระดับพลังที่ 4 เลยสักคน คนพวกนี้เป็นยอดฝีมือที่ถูกคัดมาแล้วทั้งสิ้น
"หนี" นี่คือสิ่งที่ลูคัสคิด ต่อให้เป็นผู้เยาว์ที่มีพรสวรรค์แต่ถูกล้อมกรอบแบบนี้มีแต่ตายกับตาย
ในเสี้ยวอึดใจชายหนุ่มเริ่มสัมผัสได้ว่าอยู่ดีๆ ก็มีข่ายเวทมนตร์ระดับสูงครอบสถานที่แห่งนี้เพื่อขังทุกคนเอาไว้ อึนจูเมื่อสัมผัสข่ายเวทนี้ได้สีหน้าก็หมองลง
"เจ้าต้องการอะไร" อึนจูตะโกนถามโม่ฉี
ชายในชุดทองทำสีหน้าครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยออกมา
"เอาล่ะข้าเองก็ไม่ใช่คนป่าเถื่อนชอบใช้กำลัง หากพวกท่านยอมมอบตัวชายที่มีสมญานามมัจจุราชสีขาวออกมาเป็นๆ บางทีข้าอาจจะพิจารณาไว้ชีวิต"
เมื่อประโยคนี้ดังออกมาทุกคนจึงหันไปมองชายชุดแดงที่สะพายดาบใหญ่ไว้กลางหลังเป็นตาเดียว