เทพปกรณัมแห่งแดนเหนือ ภาค กำเนิดมารอเวจี

    ตอนที่ 116 งานเข้า


     

    พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า

     

    "เฉิน" ลูคัสพึมพำขณะเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังเดินตรงมา ในใจก็คิดว่าทำไมการประลองในรอบนี้จึงไม่มีสัญญาณเริ่มการต่อสู้

     

       เมื่อได้สำรวจสหายสนิทผู้นี้ใกล้ๆ ก็พบว่านอกจากความสูงที่เพิ่มขึ้น ชายชุดม่วงตรงหน้ายังมีออร่าบางอย่างแสดงถึงพลังอำนาจที่ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้แผ่กระจายออกมา

     

    "สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติของสถานที่แห่งนี้หรือยัง" มีเสียงของเฉินดังขึ้นข้างหู

     

       เมื่อได้ยินดังนั้นเขาจึงเริ่มสงบนิ่งแล้วปล่อยสัมผัสออกไป สายตาของลูคัสสว่างวาบ ตนรู้สึกแปลกมาตั้งแต่ถูกส่งมาในสถานที่แห่งนี้แล้ว

     

    "ที่นี่เป็นโลกจริง" ลูคัสส่งข้อความเสียงกลับไปหาเฉินที่ยืนยิ่งไม่ขยับ

     

       เพราะหากเป็นผู้ฝึกตนที่มีระดับการบ่มเพาะต่ำจะไม่สามารถรู้สึกตัวได้เลยว่าตนกำลังอยู่ในเวทจำลองสถานที่ สมองชายหนุ่มคิดไปหลากหลายหรือทางราชวงศ์จะมีการเปลี่ยนกฏของการประลองใหม่อะไรทำนองนี้

     

    จุดที่เขายืนอยู่เวลานี้คือทุ่งหญ้าสีเขียวโล่งกว้าง ในระยะสายตาเขาเห็นภูเขาปกคลุมไปด้วยหิมะอยู่ไกลๆ

     

    "เดี๋ยวหิมะเหรอ" เขารู้สึกตกใจเพราะทวีปวู้ดส์แลนด์ไม่มีหิมะมานานมากแล้ว ถ้าอย่างนั้นตอนนี้เขาถูกส่งมาที่ไหนกันล่ะ

     

    "นายรู้อะไรเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ไหม" ชายหนุ่มยังคงใช้ข้อความเสียงสนทนากับเฉินขณะมองไปรอบๆ

     

    "เท่าที่รู้ที่แห่งนี้ไม่ได้มีเพียงเราสองคนที่ถูกส่งมา" ตอนนี้เฉินกลับมาสนทนาโดยใช้เสียงปกติแล้ว

     

       หลังจากนั้นทั้งสองก็เดินคู่กันไปเพื่อสำรวจสถานที่แห่งนี้ ทำให้พวกเขามีเวลาได้สนทนากันมากขึ้น ก่อนเฉินจะเริ่มอธิบายว่าเขาก็เข้าร่วมงานชุมนุมและประลองชนะไปได้สองรอบเท่านั้นก่อนจะถูกส่งตัวมาที่นี่ จากนั้นทั้งสองก็เริ่มคุยกันถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาหลายปีก่อน

     

    "เรื่องราวก็เป็นอย่างนี้แหละ..." เฉินเล่าเรื่องราวในศึกรวมสถานศึกษาในคราวนั้นเพิ่มเติม

     

       หลังจากที่ลูคัสหนีไปหยางอันก็ไม่ได้ขยับไปไหนจริงๆ ทำให้ศึกรวมสถานศึกษาดำเนินต่อไป และเฉินก็คว้าอันดับที่สองมาได้ในที่สุด

     

       ทำให้เขาได้เหยี่ยวขาวที่กำลังเติบโตมาเป็นของรางวัล หลังนั้นเฉินก็กลับมารอข่าวของลูคัสและอากิโกะที่สถานศึกษา
    อีเดนจนกระทั่งก้าวเข้าสู่ปีสาม เฉินจึงถูกเรียกตัวมาเพื่อเข้าพิธีคัดเลือกผู้สืบทอดตระกูลหยาง

     

    "ว่าแต่อากิโกะตอนนี้อยู่ที่ไหน" หลังจากเฉินเล่าเรื่องราวต่างๆ จนหมดเขาก็เป็นฝ่ายถามออกมาบ้าง

     

    "เธอตายแล้ว..." ลูคัสตอบออกมาสั้นๆ

     

    "ตายอย่างไรอธิบายหน่อย" เฉินถามด้วยอาการตกตะลึง

     

       ลูคัสที่ไม่เคยพบเจอกิริยาแบบนี้ของสหายจึงเล่าออกมา เขาเริ่มเล่าการตามล่าของฉางยีในป่ากลืนตะวันในคราวนั้นตั้งแต่ต้น จนจบที่เด็กสาวมอบเนตรสยบปราณข้างซ้ายนี้มาให้ก่อนสิ้นชีพในอ้อมอกของตน

     

    เมื่อฟังจบอีกฝ่ายถึงกับหยุดเดินแล้วมองหน้าเขา "เพื่อนฟังให้ดีนะ อากิโกะน่ะไม่มีวันตาย..."

     

       จากนั้นเฉินก็บรรยายความสามารถของเนตรสยบวิญญาณออกมาอย่างละเอียด ทำให้ลูคัสที่ฟังอยู่หัวเราะออกมาเสียงดัง ตอนนี้เมฆหมอกในใจเขาเริ่มสลายไป

     

       การตายของอากิโกะเป็นเรื่องที่เขารู้สึกผิดที่สุดในชีวิตรองลงมาจากการทำให้อาเธอร์หายไปในกองไฟ แต่วันนี้เมื่อเขาได้ทราบความจริงทำให้ตนรู้สึกดีใจและสับสนนิดหน่อย สมองของชายหนุ่มนึกย้อนไปถึงคนใส่หน้ากากปริศนาที่สวมกระพรวนเซียนเงิน "ต้องเป็นเธอแน่ๆ "

     

    "ตอนนี้พวกเราควรจะกังวลเรื่องตรงหน้าก่อนจะดีกว่า" หยางเฉินพูดขึ้นขณะสาวเท้าต่อไป

     

       ชายในชุดแดงถึงกับเกาศีรษะ หลังจากไม่พบกันนานอีกฝ่ายกลับพูดจาฉะฉานสมกับเป็นคุณชายตระกูลใหญ่ขึ้นมาเสียอย่างนั้น

     

       ไม่นานพวกเขาก็จับสัมผัสถึงพลังปราณในร่างผู้ฝึกตนได้ จนกระทั่งพบว่ามีคนหลายร้อยคนยืนกระจุกตัวกันอยู่ลานโล่งบริเวณตีนเขา

     

    "เท่าที่สัมผัสได้คนพวกนี้เป็นรุ่นเยาว์ที่เข้าร่วมงานชุมนุมนักรบสวรรค์ไม่ผิดแน่" ลูคัสกล่าวออกมาอย่างมั่นใจ

     

    "ตรวจพบอึนจูหรือไม่" เฉินออกปากถามเพราะตนไม่ชำนาญในเรื่องนี้

     

    ก่อนที่จะได้ตอบอะไรเมื่อเหล่ารุ่นเยาว์พบเห็นจักรพรรดิสายฟ้าหยางเฉิน พวกเขาก็กรูกันเข้ามาเพื่อชวนสนทนาทันที

     

    ลูคัสถือโอกาสนี้ก้าวเข้าไปในกลุ่มคน ตาขวาของเขามองทะลุทุกสิ่งไปหยุดอยู่ที่หญิงสาวร่างสูงในชุดขาว

     

    "สวัสดีองค์หญิงสาม ไม่สิอึนจู" ชายหนุ่มชุดแดงทักทายหญิงสาวที่กำลังยืนเป็นจุดศูนย์กลางในกลุ่มคนหมู่มากด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

     

    ประโยคนี้ทำให้เหล่ารุ่นเยาว์พากันหันมามองที่เขาเป็นตาเดียว

     

    "ที่แท้ก็จำกันได้แล้วทำไมไม่ทักกันตั้งแต่แรก" หญิงสาวทำหน้ามุ่ย

     

    จากนั้นลูคัสก็ถูกอึนจูซักถามเรื่องราวตั้งแต่ตอนที่เธอจากไปอย่างละเอียด

     

       ขณะฟังสีหน้าหญิงสาวก็มียิ้มบ้างขมวดคิ้วบ้างไปตามเรื่องราวที่ชายหนุ่มเล่า ความสนิทสนมนี้ทำให้รุ่นเยาว์คนอื่นพากันอิจฉาตาร้อน

     

    "องค์หญิงเวลานี้เราควรหาทางกลับไปที่งานชุมนุมนักรบสวรรค์" ยุนจีกล่าวออกมาก่อนจะมองหน้าลูคัสเป็นพักๆ ตอนนี้อีกฝ่ายอยู่ในชุดจอมยุทธหญิงสีดำดูทะมัดทะแมงเป็นอย่างมาก

     

       หลังจากใช้สัมผัสตรวจสอบพบว่ามีคนที่ตนรู้จักในที่แห่งนี้เพียงไม่กี่คนเท่านั้น อึนจู ยุนจี หยางเฉิน และสุดท้ายคือซุนเจียวที่กำลังแอบอยู่ไม่กล้าสู้หน้าเขา

     

       จากที่ลูคัสได้ฟังการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของทุกคน สรุปกันว่าบางทีอาจจะเกิดความผิดพลาดของเวทมนตร์เคลื่อนย้ายสถานที่ทำให้ทุกอย่างคลาดเคลื่อนไปหมด

     

       หลังจากลงมติกันเป็นเอกฉันท์ทุกคนจึงยกอำนาจการตัดสินใจไว้ที่อึนจู และคำสั่งแรกของเธอคือให้ทุกคนเกาะกลุ่มกันเอาไว้เผื่อมีการช่วยเหลือจากราชวงศ์จะได้ไม่มีใครตกหล่น

     

    "รายงานองค์หญิง ทิศเหนือเป็นป่าทั้งหมด"

     

    "รายงานองค์หญิง ทิศตะวันตกไม่พบสิ่งใด"

     

    จนกระทั่งครบสี่ทิศผู้ที่ออกไปสำรวจก็ไม่พบสิ่งใดเลยนอกจากป่า

     

    "รายงานองค์หญิง บนยอดเขามีวัตถุแปลกประหลาด..." คนที่ส่งไปสำรวจยอดเขากลับมารายงาน

     

    ในที่สุดคนทั้งหมดกว่าห้าร้อยคนจึงตัดสินใจที่จะมุ่งหน้าไปที่ยอดเขาเพื่อทำการตรวจสอบ

     

    เมื่อขึ้นมาถึงสิ่งที่ปรากฏสู่สายตาคือ ก้อนหินสีม่วงขนาดยักษ์กำลังส่องแสง

     

    ในส่วนของยอดเขาแห่งนี้ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนไปหมด ทำให้ก้อนหินสีม่วงชิ้นนั้นโดดเด่นเป็นพิเศษ

     

    ขณะที่หลายคนกำลังแสดงความเห็นเกี่ยวกับหินก้อนนั้น

     

    ลูคัสเริ่มย้อนความจำ หินแบบนี้ตนรู้สึกคุ้นแต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน

     

    "ข้าว่ามันคือศิลามิติ เป็นค่ายกลสำหรับเคลื่อนย้ายขนาดใหญ่" ชายหนุ่มท่าทางคล้ายบัณฑิตกล่าวออกมาด้วยท่าทางรอบรู้

     

    ในที่สุดลูคัสก็นึกออก ก้อนหินแบบนี้เขาเคยพบมันก่อนจะถูกส่งตัวไปยังยอดเขายมโลก

     

    ก่อนที่ทุกคนจะได้กล่าวอะไรเพิ่มนั้น ศิลาก็เปล่งแสงสว่างจ้าก่อนที่คนอีกกลุ่มจะเผยตัวออกมาจากความว่างเปล่า

     

    "มีคน" มีเสียงตะโกนดังออกมาจากกลุ่มผู้เยาว์

     

       ภาพที่เห็นมีชายชุดแดงเข้มคล้ายกับที่หวู่จางซ่งสวมใหญ่ปรากฏตัวออกมาพร้อม กับทหารในชุดเกราะสีดำกว่าเจ็ดร้อยคนยืนอยู่ด้านหลัง

     

    "หวู่หมิงฉี" ยุนจีเอ่ยด้วยเสียงเรียบ

     

    ชายชุดแดงผู้นี้คือพี่ชายแท้ๆ ของหวู่จางซ่ง มีนามว่าหวู่หมิงฉีเป็นผู้สืบทอดที่แท้จริงของตระกูลหวู่

     

    "เขามาพร้อมกับทหารของราชวงศ์มาช่วยเหลือพวกเรา" เสียงร้องด้วยความยินดีเป็นระลอกดังออกไป

     

    หยางเฉินยกมือเป็นสัญญาณให้ทุกคนเงียบ สายตามองไปยังร่างของหวู่หมิงฉีด้วยความเย็นชา

     

    "ยกพลมาขนาดนี้หมายความว่าอย่างไร" หยางเฉินออกปากถามขณะส่งข้อความเสียงบอกลูคัสกับอึนจูให้เตรียมตัว

     

    "พอดีได้ยินกิตติศัพท์จักรพรรดิสายฟ้ามานานเกิดความเลื่อมใส ข้าจึงมาต้อนรับด้วยตนเอง" ชายชุดแดงกล่าวอย่างติดตลก

     

    "พูดอย่างไม่อ้อมค้อม เสนาซ้ายมีคำสั่งจัดการคนที่อยู่ฝ่ายราชวงศ์ให้หมดสิ้น" ชายในชุดคลุมฟ้าเดินออกมายืนเคียงข้างกับหวู่หมิงฉี

     

       คำพูดของชายชุดฟ้าทำให้เหล่ารุ่นเยาว์ในที่แห่งนี้ฮือฮาขึ้นมาทันที พวกเขาไม่คิดเลยว่านอกจากจะไม่ช่วยแล้วคนพวกนี้ยังมาฆ่าพวกเขาอีกด้วย

     

    "โรมัน บลูมเบิร์ก นี่คือจุดยืนของท่านงั้นรึ" อึนจูเป็นฝ่ายถามออกมาบ้างแต่ก็ไร้ซึ่งคำตอบจากอีกฝ่าย

     

    "ใครอยากเข้ากับเสนาซ้ายโม่หยินกวงจงก้าวออกมาด้านขวา..." โรมันไม่พูดพล่ามทำเพลงกล่าวโพลงออกมา

     

       ประโยคนี้ทำให้บรรยากาศในที่แห่งนี้เงียบลงก่อนผู้คนกว่าแปดในสิบจะย้ายฝั่งไปยืนทางขวา เมื่อฝั่งซ้ายมีคนไม่ถึงสองร้อยแต่ฝั่งด้านขวากลับมีคนเกือบพัน ทำให้อึนจูมีสีหน้าซีดเผือด

     

    "หากทางราชวงศ์รู้เจ้าคิดหรือว่าจะรอดไปได้" เมื่อกำลังพลเทียบอีกฝ่ายไม่ได้หญิงสาวจึงใช้จิตวิทยาแทน

     

    แปะ แปะ แปะ มีเสียงปรบมือดังขึ้นก่อนที่ร่างในชุดทองหรูหราจะก้าวออกมา ชายผู้นี้คือโม่ฉีบุตรของเสนาซ้ายโม่กวง

     

    "องค์หญิงท่านยังเยาว์นัก บิดาข้าเตรียมการมานับสิบปีมีหรือจะให้เกิดความผิดพลาดได้"

     

       ขณะทั้งสองฝ่ายปะทะคารมกันอยู่ ลูคัสก็จำกัดพลังปราณจนหมดสิ้นเพื่อแอบประเมินกำลังอีกฝ่ายอย่างลับๆ ทำให้พบว่าระดับการบ่มเพาะของแต่ละคนล้วนไม่ธรรมดา

     

    โรมัน บลูมเบิร์ก จากที่ประเมินคร่าวๆ อีกฝ่ายเป็นวิซาร์ดอยู่ในระดับอาณาจักรพลังที่ 5 ขั้นปลาย

     

    โม่ฉีบุตรเสนาซ้าย อาณาจักรพลังที่ 5 ขั้นต้น

     

       ส่วนหวู่หมิงฉีมีระดับการบ่มเพาะอยู่ที่อาณาจักรพลังที่ 5 ขั้นสูงสุด อีกเพียงไม่เท่าไหร่ก็จะเข้าสู่ระดับราชันยุทธได้แล้วชายผู้นี้จึงน่ากลัวที่สุดในบรรดายอดฝีมือทั้งหมด

     

    ฝั่งกองกำลังทหารเกราะดำเองก็ไม่มีใครอยู่ต่ำกว่าระดับพลังที่ 4 เลยสักคน คนพวกนี้เป็นยอดฝีมือที่ถูกคัดมาแล้วทั้งสิ้น

     

    "หนี" นี่คือสิ่งที่ลูคัสคิด ต่อให้เป็นผู้เยาว์ที่มีพรสวรรค์แต่ถูกล้อมกรอบแบบนี้มีแต่ตายกับตาย

     

       ในเสี้ยวอึดใจชายหนุ่มเริ่มสัมผัสได้ว่าอยู่ดีๆ ก็มีข่ายเวทมนตร์ระดับสูงครอบสถานที่แห่งนี้เพื่อขังทุกคนเอาไว้ อึนจูเมื่อสัมผัสข่ายเวทนี้ได้สีหน้าก็หมองลง

     

    "เจ้าต้องการอะไร" อึนจูตะโกนถามโม่ฉี

     

    ชายในชุดทองทำสีหน้าครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยออกมา

     

    "เอาล่ะข้าเองก็ไม่ใช่คนป่าเถื่อนชอบใช้กำลัง หากพวกท่านยอมมอบตัวชายที่มีสมญานามมัจจุราชสีขาวออกมาเป็นๆ บางทีข้าอาจจะพิจารณาไว้ชีวิต"

     

    เมื่อประโยคนี้ดังออกมาทุกคนจึงหันไปมองชายชุดแดงที่สะพายดาบใหญ่ไว้กลางหลังเป็นตาเดียว