"ส่งผู้หญิงสักคนไปที่ห้องของไป๋ลู่ ยึดขนมของเธอมาให้หมด ใครกล้าให้ไป๋ลู่กินขนม ฉันจะไล่คนนั้นออก!"
พูดจบ ผู้กำกับจางก็หันมามองไป๋ลู่ แล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
"ดีมาก เห็นเธอนอนโรงพยาบาลแล้วอ้วนขึ้นมาหลายโล ร่างกายคงไม่มีปัญหาอะไรแล้วล่ะมั้ง คืนนี้เริ่มถ่ายทำเลย มีปัญหาไหม?"
อวี่ฟู่ชิงขมวดคิ้วด้วยความเป็ห่วง
"ผู้กำกับจาง เสี่ยวลู่เพิ่งจะออกจากโรงพยาบาลนะ ให้เธอพักอีกหน่อย..."
"หนูไม่มีปัญหาค่ะ!" ไป๋ลู่พูดแทรกอวี่ฟู่ชิงทันที แววตามุ่งมั่น
"ระหว่างที่อยู่โรงพยาบาล หนูทบทวนบทละครมาตลอด ผู้กำกับจางคะ หนูพร้อมถ่ายทำตลอดเวลาค่ะ"
ผู้กำกับจางแค่นหัวเราะในลำคอทีหนึ่ง
"ได้ ผู้ช่วยผู้กำกับแจ้งลงไป ให้ทุกฝ่ายเตรียมตัว วันนี้ถ่ายโต้รุ่ง!"
ไอ้ที่ว่าทบทวนบทอยู่ที่โรงพยาบาลน่ะจริงหรือเปล่า เดี๋ยวคืนนี้หน้าเซตก็รู้กัน
อวี่ฟู่ชิงดึงตัวไป๋ลู่เข้ามาหา กระซิบถามเสียงเบา
"เสี่ยวลู่ ร่างกายเธอไหวแน่นะ?"
ไป๋ลู่ย้อนถามเขากลับ "พี่ไม่เชื่อใจหนูเหรอคะ?"
อวี่ฟู่ชิงส่ายหน้า ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรต่อ ไป๋ลู่ก็วิ่งตึกตักหนีไปไกลแล้ว ทิ้งท้ายไว้แค่เสียงะโสั่ง
"หนูมีธุระ พี่ไปหาที่นั่งเล่นเถอะ อ้อ! อย่าวางมาดนายทุนสร้างความเดือดร้อนให้ทีมงานเขานะ! ถ้าไม่มีที่ไป ก็ไปนั่งรอสบายๆ ในรถตู้พี่เลี้ยง! อย่าให้ทีมงานต้องมาคอยรุมล้อมเอาใจพี่ล่ะ เข้าใจไหม!"
อวี่ฟู่ชิงยิ้มอย่างจนใจ
เด็กน้อยโตขึ้นแล้วจริงๆ รู้จักกำชับเขาราวกับเป็ผู้ปกครองเสียแล้ว
ท่าทางที่พยายามทำตัวเป็ผู้ใหญ่น้อยๆ นั่น ช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง
มนุษย์ก็แบบนี้แหละ เวลาที่ชอบ ต่อให้โดนด่ากราดสาดเสียเทเสีย เขาก็ยังมองว่าเป็คนเปิดเผยจริงใจ น่าคบหา
แต่เวลาเกลียด ต่อให้อ่อนโยน เอาใจใส่กราบกรานแค่ไหน มันก็เป็ได้แค่การ 'เลียแข้งเลียขา' ของหมาตัวหนึ่งเท่านั้น
...
ไป๋ลู่เดินสายไปหาทีมงานและนักแสดงร่วมในกองถ่ายทีละคน ทักทายและขอโทษทุกคนอย่างจริงจัง
แม้กระทั่งนักแสดงตัวประกอบโนเนม เธอก็ยังเข้าไปหาถึงที่
"ต้องขอโทษจริงๆ นะคะ เพราะหนูคนเดียว เลยทำให้การถ่ายทำล่าช้า เพิ่มภาระงานให้ทุกคน แถมยังทำให้ทุกคนต้องเป็ห่วงอีก ขอโทษจริงๆ ค่ะ!"
ปฏิกิริยาของทุกคนเป็ไปในทิศทางเดียวกันอย่างน่าชื่นใจ
"จะโทษเธอได้ยังไง เสี่ยวลู่ไม่ต้องโทษตัวเองหรอกนะ ใครจะไปว่าเธอลงล่ะ? พวกเราสงสารเธอแทบแย่ ขอแค่เสี่ยวลู่ปลอดภัยก็ดีที่สุดแล้ว"
แต่พอเดินไปถึงห้องพักของนักกีฬามืออาชีพและที่ปรึกษาด้านเทคนิค ไป๋ลู่กลับโดน 'กักตัว' ไว้ซะงั้น!
ละครเื่นี้ เล่าเื่ราวของนักกีฬาสาวดาวรุ่งที่เพิ่งติดทีมชาติสกี ว่าต้องผ่านการฝึกฝนอย่างยากลำบากเืตาแทบกระเด็นเพียงใด กว่าจะค่อยๆ เติบโต และในที่สุดก็สร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติ คว้าเหรียญทองในกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวมาครองได้สำเร็จ
ไม่มีเื่ความรักหนุ่มสาว มีแต่มิตรภาพ ความพยายาม การต่อสู้ฝ่าฟัน และความไม่ย่อท้อ
เป็ละครที่เน้นพลังบวกและปลุกใจรักชาติสุดๆ!
โปรเจกต์นี้ได้รับแรงสนับสนุนอย่างเต็มที่จากทั้งกรมพลศึกษา ทีมสกีทีมชาติ และกองเซ็นเซอร์
ในชาติก่อน... ไป๋ลู่ก็อาศัยละครเื่นี้ คว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมรางวัลแรกในชีวิตการแสดงมาครองได้สำเร็จ กลายเป็ 'ราชินีจอแก้ว' รางวัลแมกโนเลีย ครั้งที่ 27
และเป็การปูพื้นฐานให้เธอก้าวไปคว้ารางวัล 'ราชินีจอเงิน' ในปีถัดไป
นอกจากนักแสดงอาชีพไม่กี่คนแล้ว ก็ยังมีนักกีฬาสกีทีมชาติตัวจริงเสียงจริงมาร่วมแสดงด้วย
และที่ปรึกษาด้านเทคนิค ก็คือ 'ต้นแบบ' ของตัวละครที่ไป๋ลู่ได้รับบทบาทนั่นเอง
"เสี่ยวลู่ เธออย่าเพิ่งไป" ที่ปรึกษาเทคนิคดึงแขนไป๋ลู่ไว้ แล้วส่งสายตาให้นักกีฬาในทีมรีบไปปิดประตูห้องพัก ลงกลอนแ่า
ที่ปรึกษาเทคนิคกดไหล่เธอนั่งลงบนเก้าอี้ แล้วล้อมกรอบเธอไว้พร้อมกับคนอื่นๆ อีกหกคน บรรยากาศดูตึงเครียดแปลกๆ
ไป๋ลู่เริ่มลนลานนิดหน่อย "โค้ชหลิวคะ... หนูมีปัญหาตรงไหนรึเปล่า? ไม่เป็ไรค่ะ โค้ชพูดตรงๆ ได้เลย หนูจะรีบปรับปรุงแก้ไขการฝึกทันที"
โค้ชหลิวลดเสียงลงต่ำจนเกือบเป็เสียงกระซิบ
"เสี่ยวลู่ เื่ที่เธอได้รับาเ็... ฉันมีความเห็นที่ต่างออกไปนะ"
ไป๋ลู่หลุบตาลง ส่งเสียง 'อืม' เบาๆ ในลำคอ รับฟังอย่างตั้งใจ
โค้ชหลิวพูดต่อ "ฉันสอบถามพวกนักกีฬาดูแล้ว ความเห็นของพวกเราจริงๆ ก็ยังแตกเป็หลายเสียง ฉันขอพูดในนามของตัวฉันเองคนเดียวแล้วกัน ฉันดูวิดีโอบันทึกภาพในวันนั้นซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ ถ้าบอกว่าเป็การเสียสมดุล... ท่าทางตอนล้ม ทิศทาง และจุดลงน้ำหนักของร่างกาย... และอื่นๆ มันดูไม่ค่อยเหมือนกับอุบัติเหตุที่เสิ่นซินลั่วอ้างในวันนั้นเท่าไหร่นะ"
ไป๋ลู่กะพริบตาปริบๆ อย่างรวดเร็ว
นักกีฬาอาชีพไม่ใช่คนในวงการบันเทิงที่พูดจาอ้อมค้อม เวลาพูดอะไรก็พูดตรงไปตรงมาตามหลักการวิทยาศาสตร์
"เื่นี้ฉันแจ้งกับทางตำรวจไปแล้ว ตำรวจเองก็ตรวจสอบอย่างละเอียด และปรึกษานักกีฬาหลายคน แต่ของแบบนี้... มันระบุชี้ชัดได้ยากในทางกฎหมาย เธอเข้าใจใช่ไหม?"
ไป๋ลู่พยักหน้า "เข้าใจค่ะ"
โค้ชหลิวถอนหายใจ "บางทีอาจเป็เพราะฉันไม่ชอบขี้หน้าเสิ่นซินลั่ว ก็เลยมองแบบมีอคติ อาจจะเข้าใจเสิ่นซินลั่วผิดไปก็ได้ แต่เสี่ยวลู่... ฉันยังคงต้องเตือนเธอเอาไว้ ให้ระวังพี่สาวของเธอคนนั้นให้ดีๆ หล่อนไม่ใช่คนดีอะไรหรอกนะ"
นักกีฬาอาชีพ... วัดกันที่ฝีมือ วัดกันที่ใครเหงื่อออกมากกว่า ใครฝึกซ้อมหนักกว่า
สิ่งที่พวกเขาดูถูกและรังเกียจที่สุด ก็คือคนประเภทเสิ่นซินลั่วเนี่ยแหละ ความสามารถก็ไม่มี มีแต่ความอิจฉาริษยา คอยเล่นสกปรกแทงข้างหลังชาวบ้านไปวันๆ
ไป๋ลู่ลุกขึ้นยืน โค้งคำนับให้โค้ชหลิวและทุกคนอย่างซาบซึ้งใจจากก้นบึ้ง "ขอบคุณทุกคนมากค่ะ! ขอบคุณมากๆ จริงๆ ค่ะ!"
ไม่ได้เป็ญาติฝ่ายไหนแท้ๆ แต่พวกเขากลับยอมเสี่ยง เพื่อมาเตือนสติเธอ ช่างหาได้ยากจริงๆ
โค้ชหลิวก็พูดตรงเกินเบอร์
"จริงๆ ก่อนหน้านี้ฉันก็มีอคติกับเธอไม่น้อยเหมือนกันนะ ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นเธอเดินสายไปขอโทษทุกคนอย่างจริงใจมากๆ แม้แต่ตัวประกอบก็ยังไม่ละเลย เปลี่ยนนิสัยแย่ๆ เดิมๆ ไปจนหมด ฉันก็คงไม่ยุ่งเื่ชาวบ้านมาเตือนเธอหรอก"
ไป๋ลู่ "…………"
หลังจากขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไป๋ลู่ถึงได้เดินออกมาจากห้อง
เธอทอดสายตามองหิมะสีขาวโพลนเบื้องหน้า แววตาแปรเปลี่ยนเป็เ็าลงอีกครั้ง
ไม่ใช่แค่โค้ชหลิว แต่ทีมงานและนักแสดงในกองถ่ายจำนวนมาก จริงๆ แล้วต่างก็มีอคติกับเธอ
ชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของเธอในวงการ เริ่มพังทลายลงก็เริ่มจากละครเื่นี้นี่แหละ
เพราะในอดีต เธอทุ่มเทให้กับบทบาทมากเกินไป จนแทบไม่ได้สุงสิงกับใครในกองถ่าย เอาแต่เก็บตัวเงียบ เลยเปิดช่องว่างโอกาสทองให้เสิ่นซินลั่วใส่ไฟใส่ร้ายได้เต็มที่
ชาติก่อนเธอโง่เชื่อคำแนะนำของเสิ่นซินลั่ว เพื่อจะเร่งถ่ายทำชดเชยเวลาที่เสียไป พอกลับมาถึงกองถ่าย ก็เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องพักเพื่อท่องบท ไม่ยอมออกมาสุงสิงกับใคร ทักทายแค่ผู้กำกับจางคนเดียว
ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ที่ว่าเธอ 'หยิ่งยโส' ดูถูกคน เลือกปฏิบัติกับคนรวยคนจน ให้ฝังลึกลงไปในใจทุกคนตามแผนของเสิ่นซินลั่วเป๊ะๆ
เสิ่นซินลั่วไม่ใช่แค่พูดให้ร้ายเธอ ยุยงให้คนแตกแยก แต่เสิ่นซินลั่วยังหน้าไหว้หลังหลอก โกหกทั้งฝั่งเธอและฝั่งทีมงาน
หลังจากละครเื่นี้ปิดกล้อง ผู้กำกับจางปฏิบัติกับเธอแย่มาก แย่ชนิดที่ว่าไม่เผาผีกันเลยทีเดียว
ถึงขั้นประกาศออกสื่อเลยว่า "ฝีมือการแสดงผมให้ความสำคัญ แต่ผมให้ความสำคัญกับนิสัยใจคอมากกว่า นักแสดงที่มีแต่ฝีมือ แต่ไม่มีจรรยาบรรณ ผมจะไม่ร่วมงานด้วยอีก"
เฮ้อ... ก็ถือว่าเป็การยอมรับฝีมือการแสดงของเธอในทางอ้อมละนะ (มองโลกในแง่ดีสุดๆ)
"เสี่ยวลู่!"
เสิ่นซินลั่ววิ่งเหยาะๆ มาหาเธอจากที่ไกลๆ ท่าทางตื่นตระหนก
แววตาของไป๋ลู่วูบไหวเป็ประกายสังหาร
ตอนนี้ฉันกำลังอารมณ์ไม่ดี เสิ่นซินลั่วนี่รนหาที่ตายชัดๆ
"เสี่ยวลู่ ฉันตามหาเธอตั้งนานแน่ะ" เสิ่นซินลั่วพูดพลางหอบหายใจแฮกๆ
"เธอวิ่งไปไหนมาเนี่ย? พี่ฟู่ชิงหาเธอไม่เจอ เตรียมตัวจะกลับแล้วนะ เธอรีบไปหาเขาหน่อยสิ ตอนนี้ไปหาน่าจะยังทันร่ำลากันนะ"
ไป๋ลู่เลิกคิ้วสูง
นี่พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกหรือไง?
เื่นี้ผิดปกติวิสัยร้อยเปอร์เซ็นต์!
ขอแค่คิดตรงข้ามกับสิ่งที่เสิ่นซินลั่วพูด รับรองไม่มีพลาด
ไป๋ลู่ส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน "ช่างเถอะ อวี่ฟู่ชิงคงมีธุระยุ่ง ฉันไม่ไปรบกวนเวลาเขาดีกว่า"
"พูดอะไรเหลวไหล เธอไปทักทายพี่ฟู่ชิง จะเรียกว่ารบกวนเวลาเขาได้ยังไง" เสิ่นซินลั่วคว้าข้อมือเธอหมับ ออกแรงดึง
"เร็วเข้าเถอะ พี่ฟู่ชิงรออยู่บนรถบ้านแน่ะ"
ไป๋ลู่สะบัดมือเสิ่นซินลั่วออกอย่างแรงจนอีกฝ่ายเซถลา หรี่ตามองอย่างอันตราย
"เสิ่นซินลั่ว ที่นี่มีแค่เราสองคน เธอไม่ต้องมา 'แอ๊บ' เป็คนดีใส่ฉัน อวี่ฟู่ชิงจะกลับแล้วเธอจะใจดีมาเตือนฉันให้ไปร่ำลาเขางั้นเหรอ? เหอะ! ร้อยวันพันปีเธอคงอยากจะให้ฉันหายไปจากโลกนี้ตลอดกาลมากกว่า คงไม่อยากมีก้างคอยขัดจังหวะความรักหวานชื่นของเธอกับอวี่ฟู่ชิงมากกว่ามั้ง"
ถึงแม้เสิ่นซินลั่วจะปกปิดสีหน้าได้ดี แต่ไป๋ลู่ไม่ใช่ไป๋ลู่คนเดิมที่แสนซื่อบื้ออีกแล้ว
ตอนนี้เธอคือ... นิ่วฮูลู่ · ไป๋ลู่![1] ดังนั้นความตื่นตระหนกที่พาดผ่านใบหน้าของเสิ่นซินลั่วเพียงชั่ววูบตอนที่ถูกจับไต๋ได้ จึงถูกไป๋ลู่จับสังเกตได้ทันที
เพิ่งกลับมาถึงกองถ่ายปุ๊บก็ก่อเื่ปั๊บ... สมกับเป็เธอจริงๆ เสิ่นซินลั่ว!______________________________
เชิงอรรถ
[1] รถพุ่มพวง : รถกระบะขายกับข้าวที่มีถุงห้อยระโยงระยาง[2] นิ่วฮูลู่ · ไป๋ลู่ : ไป๋ลู่เวอร์ชั่นนางพญาผู้กลับมาแก้แค้น