สถานีรถไฟเทียนสุ่ย
ชายหนุ่มรูปร่างธรรมดาไม่เป็นที่สะดุดตาคนหนึ่งกำลังยืนรอรถไฟอยู่ที่สถานี เขาคนนั้นคือเซี่ยปิง แต่ทว่าใบหน้าของเขาไม่เหลือเค้าโครงเดิมเลยสักนิด ซึ่งเป็นผลจากหน้ากากหนังมนุษย์ที่เขาซื้อมาจากร้านขายของเล่นแห่งหนึ่ง
หน้ากากหนังมนุษย์ชิ้นนี้เป็นเทคโนโลยีระดับสูง สามารถปิดซ่อนใบหน้าและช่วยเปลี่ยนหน้าตาได้ตามที่ต้องการ
มันเป็นของเล่นเด็กยอดนิยม หาซื้อได้ในราคายี่สิบเหรียญรัฐบาลกลาง ทำไมเขาซื้อของชิ้นนี้มานะเหรอ เพราะในเมืองจันทราทมิฬเป็นสถานที่เต็มไปด้วยอันตรายรอบด้าน การรวมตัวกันของกลุ่มอันธพาล ตลอดจนกลุ่มองค์กรใต้ดินทุกประเภท ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันตัวเอง เขาควรหลีกเลี่ยงการเผยตัวตนที่แท้จริงในเมืองจันทราทมิฬ
ผู้คนที่เดินทางไปยังเมืองจันทราทมิฬส่วนใหญ่ มักใช้วิธีนี้เพื่อเลี่ยงปัญหาวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้น มันถือว่าเป็นกลวิธีป้องกันตัวอีกหนึ่งวิธีด้วยเช่นกัน
“ฉันต้องคว้าโอสถทองคำนั่นมาให้ได้” เซี่ยปิงกำหมัดแน่น นึกย้อนถึงท่าทางเย่อหยิ่งของโจวไท่อัน ความโกรธพลันปะทุขึ้นมาในความคิด
หากเขามีพลังที่เหนือกว่าโจวไท่อัน เจ้านั่นมันยังจะกล้าวางตัวสูงส่งต่อหน้าเขาอยู่อีกหรือเปล่า อาศัยแค่ระดับการฝึกฝนนักสู้ขั้นหก อาศัยว่ามีครอบครัวคอยหนุนหลัง มันคิดจริงๆ รึว่าจะมีสิทธิ์เย่อหยิ่งดูถูกคนอื่นอย่างไรก็ได้
เซี่ยปิงจะไม่มีวันลืมความคับข้องใจที่เขาได้รับ และในวันที่เขาออกจากเมืองจันทราทมิฬ โจวไท่อันต้องชดใช้หนี้เป็นสองเท่า!
พอคิดได้ดังนี้ เซี่ยปิงก็เดินขึ้นรถไฟลอยฟ้า
จากเมืองเทียนสุ่ยไปเมืองจันทราทมิฬมีระยะทางห่างกันกว่าหนึ่งพันกิโลเมตร ซึ่งถือว่าไกลมาก แต่ด้วยความเร็วของรถไฟลอยฟ้า มันใช้เวลาเดินทางเพียงหนึ่งชั่วโมงเศษก็ถึงที่หมาย การขับเคลื่อนของมันสะดวกสบายต่อการเดินทางเป็นอย่างยิ่ง
และแน่อยู่แล้วว่า ราคาของมันก็ต้องสูงตามความสะดวกสบายที่ได้รับ เขาใช้เงินเกือบห้าพันเหรีญรัฐบาลกลางในการซื้อตั๋วหนึ่งใบ แม้กระนั้น สำหรับเซี่ยปิงในตอนนี้ ไม่ถือว่าแพงจนเกินไป
หนึ่งชั่วโมงต่อมา เซี่ยปิงก็มาถึงสถานีรถไฟของเมืองจันทราทมิฬ เมื่อก้าวลงจากรถไฟลอยฟ้า เขาก็รู้สึกถึงบรรยากาศที่แตกต่างกับเมืองเทียนสุ่ยทันที
ความรู้สึกแรกคือความวุ่นวาย
ตามพื้นถนนเต็มไปด้วยเศษกระดาษ ถุงพลาสติก กระป๋องเครื่องดื่ม และขยะนานาชนิดถูกลมพัดปลิวว่อน เกิดเสียงหวีดหวิวในอากาศ ผนังเต็มไปด้วยภาพสีสเปรย์ และภาพวาดประหลาดชวนขนลุกอยู่เต็มไปหมด ราวกับว่าสถานีรถไฟแห่งนี้ไม่เคยผ่านการทำความสะอาดมาก่อน
สถานที่แห่งนี้มีคนหลากหลายประเภท โดยส่วนใหญ่จะมีท่าทางดุร้ายเหมือนอันธพาลตัวยง มีรอยสักกะโหลกมนุษย์รวมถึงสัตว์ร้ายน่ากลัวไว้ทั่วหัวไหล่และแขน รูปร่างสูงใหญ่ สวมเสื้อแขนกุด บ้างหัวโล้น บ้างก็มีผมหลากสีสันประหนึ่งไก่ในเล้า
นอกจากนี้ยังมีหญิงขายบริการจำนวนไม่น้อยที่อาศัยอยู่รอบๆ สถานีรถไฟ สวมเสื้อผ้าที่ปิดเฉพาะแค่บางส่วนของร่างกาย แต่งหน้าหนาเข้ม ไล่อายุมาตั้งแต่เด็กรุ่นจนถึงวัยกลางคน เมื่อมีผู้ชายเดินผ่าน คนกลุ่มนี้จะเข้ามาถามว่าต้องการที่พักหรือไม่
เซี่ยปิงรู้ถึงสถานการณ์ดังกล่าว เขาจึงรีบเดินออกไปก่อนที่คนกลุ่มนี้จะสังเกตเห็น ไม่อย่างนั้นเขาอาจจะโดนลากไปที่ไหนสักแห่งแน่ๆ
“ดูจากแผนที่แล้ว บริษัทหมีดำอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟมากนัก” มือถือของเซี่ยปิงแสดงแผนที่ใกล้เคียง
บริษัทหมีดำเป็นบริษัทที่เขาเลือกเพื่อใช้ซื้อโอสถทองคำ ภายนอกอาจจะดูเหมือนบริษัทถูกกฎหมายที่จดทะเบียนกับทางรัฐบาลกลาง แต่อันที่จริงแล้วมันเป็นแค่การจดทะเบียนบังหน้า
ในเบื้องหลัง พวกเขาลักลอบขนสิ่งผิดกฎหมายทุกประเภท นอกจากนี้แล้ว บริษัทนี้ยังเป็นองค์กรใต้ดินยักษ์ใหญ่ในเมืองจันทราทมิฬ ด้วยจำนวนสมาชิกอย่างเป็นทางการมากกว่าหนึ่งหมื่นคน และโอสถทองคำเป็นหนึ่งในสินค้าหลักของบริษัท
ประเด็นสำคัญ บริษัทหมีดำมีชื่อเสียงด้านความน่าเชื่อถือ ไม่ขายสินค้าด้อยคุณภาพหรือสินค้าลอกเลียนแบบ ฉะนั้นแล้ว เซี่ยปิงจึงตัดสินใจซื้อโอสถทองคำจากพวกเขา
เขาเดินตามแผนที่ไปสองถึงสามกิโลเมตรก็พบกับอาคารสูงหลังหนึ่งอยู่ในสภาพทรุดโทรม ไม่มีกระทั่งหน้าต่าง ยิ่งขยับเข้าไปใกล้ ยิ่งดูคล้ายอาคารที่ยังสร้างไม่เสร็จ บริเวณชั้นล่างถูกแบ่งเป็นที่อยู่อาศัยของคนยากไร้ ร่างกายของพวกเขาผอมสูบ มองเห็นแต่หนังหุ้มกระดูก
นอกจากนี้แล้ว สถานที่แห่งนี้ดูซับซ้อน อาคารแต่ละหลังตั้งชิดกัน และมีตรอกซอกซอยเชื่อมต่อไปยังอาคารแต่ละหลัง แม้จะเป็นช่วงเวลากลางวัน แต่เพราะถูกอาคารสูงสลับซับซ้อนบดบังแสงอาทิตย์ไว้เกือบหมด ตรอกซอยทั่วบริเวณนี้จึงตกอยู่ท่ามกลางความมืด
“บริษัทหมีดำมันอยู่ที่นี้จริงๆ ใช่ไหม” เซี่ยปิงเลือกเดินไปตามแผนที่ แต่กลับพบว่าทิศทางที่เขาเดินลึกเข้าไป เริ่มมีตรอกซอยน้อยลงทุกที และดูเหมือนจะไม่ค่อยมีผู้คนอาศัยอยู่เลย
เมื่อมองดูแผนที่อีกครั้ง ความประหลาดใจฉายอยู่บนใบหน้าเซี่ยปิง เพราะตอนนี้เขามาถึงบริษัทหมีดำแล้ว แต่มันกลายเป็นประตูด้านหลัง ไม่ใช่ประตูหน้าของบริษัท มันจึงไม่แปลกที่เขาแทบไม่เจอใครแถวนี้เลย
แม้ในแผนที่แสดงสถานที่ตั้งบริษัทหมีดำ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เขาต้องเดินวนกลับไปประตูหน้าอยู่ดี เพราะประตูหน้าเป็นจุดขายสินค้าของบริษัทหมีดำ ส่วนประตูหลังไม่สามารถเข้าไปได้
“ฉันต้องเดินอ้อมกลับไปที่หน้าประตูบริษัท”
ขณะที่เซี่ยปิงตัดสินใจไปต่อ เขารู้สึกถึงเงามืดอยู่บนหัวกับเสียงหวีดดังของลม มีบางอย่างพุ่งลงจากชั้นบนสุดของอาคารบริษัทหมีดำ จากความสูงประมาณเกือบห้าสิบชั้น และเป้าหมายของมันคือตัวเขา
ไอ้เวรเอ๊ย มันเป็นใครกันวะ!
เขาเริ่มหงุดหงิด ไอ้คนที่ชอบขว้างปาของใส่คนอื่น มันรู้จักมารยาททางสังคมบ้างไหม เซี่ยปิงรีบตั้งสติโคจรลมปราณในร่างอย่างรวดเร็วแล้วปล่อยหมัดออกไป
หมัดราชันย์พยัคฆ์—พยัคฆ์ทลายกรง!
ตั้งแต่เขาได้สู้กับสงป้าเทียน เซี่ยปิงก็เข้มงวดกับตัวเองและมุ่งมั่นกับการฝึกฝน ใช้วิชาหยางบริสุทธิ์ดูดซับแก่นแท้ของดวงอาทิตย์เพื่อเสริมรากฐานการฝึกของตนเอง ในช่วงเวลานี้ เขาเข้าถึงวิชาหมัดห้าอสูรอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น และความเชี่ยวชาญด้านทักษะหมัดได้บรรลุถึงความสมบูรณ์แบบ ทำให้เขาแสดงพลังของมันได้อย่างเป็นธรรมชาติ
พลังของหมัดนี้ทรงพลังยิ่งกว่าตอนที่เขาต่อสู้กับสงป้าเทียนสามเท่า มันส่งเสียงคำรามก้องคล้ายกับเสียงของพยัคฆ์ร้ายฝูงใหญ่ พุ่งทะยานฉีกอากาศออกไป สร้างแรงสั่นสะเทือนอันน่าตื่นตะลึง
แม้แต่นักสู้ขั้นห้า อาจถูกฆ่าทันทีที่โดนหมัดนี้
ปัง!
หมัดกระแทกใส่วัตถุปริศนาที่ตกลงมาอย่างรุนแรง มันถูกซัดปลิวออกไปไกลกว่าสิบเมตร พลังอันทรงพลังระเบิดออกมาประหนึ่งพยัคฆ์ร้ายฉีกทุกอย่างให้แตกสิ้น
“อ๊ากกกกก!”
ทันใดนั้นมีเสียงครวญครางออกมา ตามด้วยเสียงหักของกระดูกซี่โครงที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดในตรอกมืด
อะไรกัน!
เซี่ยปิงรู้สึกประหลาดใจเมื่อได้ยินเสียงนั้น หรือว่ามันไม่ใช่วัตถุปริศนาอย่างที่คิด แต่เป็นคนเหมือนกับเขา
เขาคอยสังเกตอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเห็นว่ามันกลิ้งตลบไปกับพื้นหลายครั้งอย่างทุลักทุเล ก่อนกระอักเลือดออกมาคำโต และจ้องมาที่เขาด้วยสายตาดุร้ายแฝงเจตนาฆ่า