สวรรค์นิรันดร์กาล

    ทูตของวังสวรรค์

            ขณะที่ฉางเฟิงไม่ได้พักที่หอสมบัติแต่พักที่สมาคมนักปรุงยาเพราะถึงอย่างไรฉางเฟิงก็ไม่ได้เป็นคนของหอสมบัติอยู่แล้วแต่กับสมาคมนักปรุงยาไม่เหมือนกัน ตอนนี้ฉางเฟิงได้ป้ายปรมาจารย์นักปรุงยาระดับ 8 มาแล้วและยังเป็นขั้นสูงอีกด้วยนี่เท่ากับสถานะของฉางเฟิงด้อยกว่าสามปรมาจารย์เท่านั้น

            ทำให้สถานะของฉางเฟิงในสมาคมนักปรุงยาสูงส่งและไม่มีใครกล้าตอแยอย่างเด็ดขาดแน่นอนว่าย่อมมีคนอิจฉาในความสำเร็จของฉางเฟิง แต่แล้วยังไงพวกเขาทำอะไรได้ถ้าพวกเขาไปตอแยฉางเฟิงเท่ากับไปหาเรื่องสามปรมาจารย์จุดจบของพวกเขาย่อมรู้กันดี

            ขณะเดียวกันชื่อเสียงของฉางเฟิงเองก็กระจายออกไปทั่วทวีปเซียนตระกูลเซียนและนิกายเซียนต่างพากันสนใจในตัวของฉางเฟิงมากและส่งตัวเทียนเพื่อมาขอเข้าพบทันทีเพราะนักปรุงยาระดับ 8 เทียบได้กับตำแหน่งของจักรพรรดิเซียนเลยทีเดียว

            ในตอนนี้ฉางเฟิงได้ทำการแลกเปลี่ยนสมุนไพรกับสามปรมาจารย์และทางสามคมมาเก็บเอาไว้แล้วด้วยสมุนไพรที่ยอดเยี่ยมเหล่านี้ฉางเฟิงมั่นใจว่าจะทำให้ตนเองปรุงยาที่มีคุณภาพดีออกมาได้ง่ายๆแน่และยังช่วยให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วอีกด้วย

            “ตอนนี้เม็ดยาโกลาหลลึกลับไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไปแล้วเพราะข้าใช้มากเกินไปจำเป็นต้องหาสูตรยาอันใหม่”ฉางเฟิงถอนหายใจก่อนจะเข้าไปในภาพสวรรค์นิรันดร์และค้นหาสูตรปรุงยาที่ได้รับมาจากภูติแห่งชีวิต

            “นี่ไงเม็ดยาแปรเปลี่ยนโกลาหล เม็ดยาระดับ 8 หืม ขั้นตอนการปรุงจำเป็นต้องใช้เพลิงสองชนิดที่ต่างกันในการปรุง”ฉางเฟิงถึงกับตกใจ

            “สูตรยานี้ค่อนข้างยากจริงๆข้าจำได้ในตอนนั้นมีนักปรุงยาไม่กี่คนที่ทำได้เพราะมันจำเป็นต้องใช้เพลิงถึงสองชนิดในการปรุงและการควบคุมเพลิงทั้งสองชนิดพร้อมๆกันไม่ใช่เรื่องง่าย” ซีรั่วหยานกล่าว

            “แล้วข้าจะไปหาเพลิงวิเศษมาจากใหน”ฉางเฟิงเกาหัว

            “ตอนนี้อย่าพึ่งไปคิดถึงมันเลยตัวเจ้าในตอนนี้บ่มเพาะมารวเร็วเกินไปแม้รากฐานของเจ้าจะไม่เสียหายแต่ว่าประสบการณ์ของเจ้าจะไม่เพียงพอไม่สู้สะสมประสบการณ์และศึกษาเต๋าให้มากที่สุดแล้วค่อยทะลวงขั้นเซียนไม่ดีกว่าเหรอ”ซีรั่วหยานกล่าว

            “นั่นสินะเพราะแรงกดดันที่ข้าได้รับมากเกินไปจนลืมคิดเรื่องนี้ไปถึงเวลาที่ข้าจะมานั่งศึกษาเต๋าสักพักแล้ว เพียงแต่ก่อนอื่นมาถึงที่นี่แล้วจำเป็นต้องตรสจสอบทูตของวังสวรรค์เสียก่อนว่าแข็งแกร่งขนาดใหน”ฉางเฟิงกล่าว

            “อย่างมากก็เป็นจักรพรรดิเซียนขั้นที่9 ยังไงกิ้งก่าตัวนั้นก็จัดการได้ไม่ยาก” ซีรั่วหยานกล่าว

            “ถ้างั้นก็ดีสิข้าคิดแผนการดีๆได้แล้ว” ฉางเฟิงยิ้ม

            เมื่อฉางเฟิงออกมาก็รีบสื่อสารกับเสี่ยวเฮ่ยทันที

            “นายน้อยมีอะไรงั้นเหรอ”

            “เจ้าสามารถสัมผัสตัวตนของคนจากวังสวรรค์ได้หรือไม่”ฉางเฟิงกล่าว

            “อืมมีคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในจุดที่มีพลังปราณหนาแน่นที่สุด รู้จักจะเป็นครึ่งก้าวสู่ขั้นเทพเพียงแต่ด้วยศักยภาพแบบนั้นไม่น่าจะทะลวงขั้นได้” เสี่ยวเฮ่ยกล่าว

            “ถ้าเช่นนั้นก็ไม่น่าจะผิดตัวเอาละข้าจะบอกแผนพวกเราไปกันเถอะ” ฉางเฟิงกล่าว

            เสี่ยวเฮ่ยได้พาฉางเฟิงและเสี่ยวเสี่ยวเดินทางไปยังตำหนักที่หรูหราแห่งหนึ่งโดยที่ไม่มีใครรับรู้หรือสัมผัสได้ตำหนักแห่งนี้ตั้งอยู่จุดศูนย์กลางของทวีปเซียน ซึ่งตำหนักแห่งนี้สูงถึง 10ชั้นเมื่อขึ้นมามองก็สามารถมองเห็นทั่วทวีปเซียนได้เลย

            ในชั้นที่10 มีมิติขนาดเล็กถูกสร้างอยู่ข้างใน และในนั้นมีชายชราคนหนึ่งนั่งหลับตาอยู่ข้างๆมีหญิงงามสามคนคอยนวดและปรนนิบัติอย่างใกล้ชิด และหญิงสาวเหล่านั้นก็สวมเสื้อผ้าน้อยชิ้น

            เมื่อฉางเฟิงมาถึงก็ต้องเผยสีหน้าเย็นชาเพราะในตำหนักทั้ง10 ชั้นล้วนแต่มีหญิงสาวที่สวมเสื้อผ้าน้อยชิ้นอยู่จำนวนมาก และในพวกนางเป็นหญิงสาวที่อายุน้อยอายุ 18-30 ปีจำนวนหนึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นคนของตระกูลเซียนหรือถูกส่งตัวมาให้กับทูตของวังสวรรค์

            “ตาแก่นี้มากตัณหาจริงๆ”เสี่ยวเฮ่ยยังเค้นเสียงออกมา

            “พาข้าเข้าไปโดยตรงได้หรือไม่”ฉางเฟิงกล่าว

            “ถ้าทำแบบนั้นเกรงว่าอีกฝ่ายจะรู้ตัวเพราะข้าไม่เชี่ยวชาญด้านค่ายกลเหมือนกับเจ้าหนูบ้านั่นแต่ถ้าทำให้นายน้อยหายตัวและค่อยๆเดินขึ้นไปก็ไม่มีปัญหา” เสี่ยวเฮ่ยกล่าว

            “งั้นเอาแบบนั้นก็แล้วกันถ้าอีกฝ่ายรู้ตัวก่อนพวกเราจะแย่”

            ทั้งสามหายตัวและค่อยๆขึ้นไปยังชั้นที่10 ตลอดทางฉางเฟิงปิดตาของเสี่ยวเสี่ยวไม่ให้นางเห็นภาพที่สกปรกแบบนี้ อย่างช้าๆทั้งสามก็มาถึงชั้นที่10 โดยที่ไม่มีใครรับรู้

            เสี่ยวเฮ่ยเตรียมพร้อมเมื่อฉางเฟิงส่งสัญญาณเสี่ยวเฮ่ยก็เปิดใช้เขตแดนของตนเองปกคลุมชั้นที่10 เอาไว้ทั้งหมดทำให้ไม่มีใครสามารถเข้ามาหรือรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นได้

            “หืม...”ชายชราที่กำลังเสพสุขก็ลืมตาขึ้นมองไปยังทางเข้า

            ซึ่งพริบตามิติก็ปรากฏรอยแยกและร่างสามร่างก็ปรากฏใบหน้าของชายชราตกตะลึงเพราะมิติขนาดเล็กในชั้นที่ 10นั้นถูกสร้างโดยตัวตนระดับเทพซึ่งการจะเข้ามาจำเป็นต้องมีกุญแจหรือได้รับอนุญาติจากตนเท่านั้นแต่พวกฉางเฟิงกลับบุกเข้ามาโดยทำลายกำแพงของมิติขนาดเล็กตรงๆบ่งบอกว่าพลังของอีกฝ่ายไปถึงขั้นเทพแล้ว

            “พวกเจ้าเป็นใคร”ชายชราระวังตัวและสามเสื้อผ้าและชุดเกาะทันที

            “ข้าเป็นใครไม่สำคัญแต่ต่อจากนี้ข้าต้องการให้เจ้าทำงานให้กับข้า”ฉางเฟิงกล่าว

            “หืมระดับจักรพรรดิตัวเล็กๆคิดจะให้ข้าไปรับใช้งั้นเหรอน่าขัน” ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม

            “หุบปากกล้าดูหมิ่นนายน้อยของข้า” เสี่ยวเฮ่ยปลดปล่อยแรงกดดันออกมาทำให้มิติขนาดเล็กสั่นสะเทือนและเกือบจะแตกสลาย

            “ระดับเทพงั้นเหรอพวกเจ้าเป็นใครกันแน่พวกเจ้าไม่รู้งั้นเหรอว่าข้าเป็นคนของวังสวรรค์” ชายชราคำราม

            “รู้อยู่แล้วแต่แล้วมันจะทำไม พวกเจ้ามีตัวตนระดับพระเจ้า ข้าก็มีพวกเจ้ามีตัวตนระดับจ้าวจักรวาลข้าก็มีทำไมยังต้องกลัวด้วย” เสี่ยวเฮ่ยกล่าว

            “เจ้ามาจากเผ่าอสูรงั้นเหรอหรือว่าเผ่าอสูรหาทางเข้ามายังโลกนี้ได้แล้วไม่ได้การข้าจะแจ้งให้นายท่านทราบ”ชายชรานำหนกแผ่นหนึ่งออกมาและคิดจะสื่อสารกับคนของวังสวรรค์

            “อย่าได้ฝัน”แรงกดดันอันน่าหวาดกลัวได้ผนึกร่างของชายชราเอาไว้ทำให้ชายชราไม่สามารถเคลื่อนใหวได้

            “พวกเจ้ากล้าทำกับข้าแบบนี้วังสวรรค์จะไม่ปล่อยพวกเจ้าไปแน่”ชายชรากรีดร้อง

            “พูดมากน่ารำคาญเสี่ยวเสี่ยวไม่ชอบเสียงของเจ้า”เสี่ยวเสี่ยวหยิบกระบองหินออกมาและฟาดออกไปเต็มแรง

            “ตูม!!!!!!!!!!”

            ชายชราที่ไม่ได้หวาดกลัวเพราะเสี่ยวเสี่ยวยังไม่กลายเป็นเซียนเลยด้วยซ้ำแต่พริบตาที่กระบอกหินปะทะที่ใบหน้าใบหน้าของชายชราก็บิดเบี้ยวพร้อมกับฟันร่วงหมดปาก

    คล้ายกับเรื่องสวรรค์นิรันดร์กาล ที่คุณอ่าน