สมบูรณ์แบบ!
ช่างสมบูรณ์แบบเหลือเกิน!
อวี๋จื่ออวี๋แหงนหน้ามองเก้าหางกับหมาป่าวายุที่เริ่มฉีกกระชากอาหารอยู่ตรงปากทางเข้าหน้าหุบเขาแล้วก็มองแต้มวิวัฒนาการที่เพิ่มขึ้นมา 60 แต้มของตัวเองเขารู้สึกว่าไม่มีการตัดสินใจใดที่ฉลาดเฉลียวไปกว่านี้อีกแล้ว
เพียงแค่สั่งให้พวกมันอย่าเพิ่งสังหารเหยื่อในทันทีที่จับได้แต่นำกลับมาที่นี่ก่อนสามารถตอบสนองความต้องการแต้มวิวัฒนาการของเขาได้อย่างต่อเนื่อง
บอกเลยว่าเป็นความคิดที่ยอดเยี่ยมมาก
จนถึงตอนนี้ ด้วยการตัดสินใจครั้งนี้อวี๋จื่ออวี๋ได้แต้มวิวัฒนาการจากสัตว์บริวารพวกนี้ถึง 120แต้ม เมื่อรวมกับส่วนที่เหลือของตัวเองตอนนี้แต้มวิวัฒนาการของเขาพุ่งสูงถึง 172 แต้มแล้ว
ที่น่าพูดถึงก็คือไม่รู้ว่าเป็นผลพวงจากสภาวะพลังวิญญาณฟื้นคืนหรือไม่
สัตว์อสูรกลายพันธุ์มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆแม้แต่เหยื่อที่พวกมันจับได้แบบสุ่มก็ยังเข้าสู่ระดับแรกเริ่มขั้นที่หนึ่งกันบ้างแล้ว
แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ย่อมไม่อาจเทียบได้กับสัตว์อสูรที่อาศัยอยู่ใต้ร่มต้นหลิวของเทพหลิวอย่างเขา
เพิ่งจะผ่านมาไม่กี่วันนกกระเรียนขาวที่เคยทำท่าหยิ่งยโสดื่มน้ำจากทะเลสาบวิญญาณที่อวี๋จื่ออวี๋เนรมิตขึ้นเองกับมือก็ได้ทะลวงเข้าสู่ระดับแรกเริ่มขั้นที่สองแล้ว
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงลิงทองคำตัวน้อยจอมเจ้าเล่ห์ที่นอกจากการดื่มน้ำในทะเลสาบวิญญาณแล้วยังเก็บใบไม้ที่ร่วงจากร่างหลักของอวี๋จื่ออวี๋มากลืนทั้งใบด้วย
เพราะเหตุนี้มันจึงบรรลุระดับแรกเริ่มขั้นที่สาม
ทั้งยังปลุกพรสวรรค์ประจำตัวที่ยอดเยี่ยมมากอย่าง‘ขีดสุดแห่งการดูดซับ’ ขึ้นมาอีกด้วย
ร่างกายของมันจึงสามารถดูดซับสารที่เป็นประโยชน์ได้มากกว่าสัตว์อสูรกลายพันธุ์ทั่วไปทำให้ความแข็งแกร่งของร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นั่นหมายความว่า เมื่อเวลาผ่านไปร่างกายของลิงทองคำจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง มันอาจจะบรรลุถึงขั้น‘ผิวหนังทองแดงกระดูกเหล็ก’ หรือกายอมตะที่ยากจะทำลาย
แน่นอนว่านี่เป็นสภาวะในอุดมคติ
แต่โดยรวมแล้วขีดสุดแห่งการดูดซับก็เป็นพรสวรรค์ประจำตัวที่ดีมากไม่ได้ด้อยไปกว่าการฟื้นฟูขั้นสุดยอดของเขาเลยแม้แต่น้อย
กระทั่งในบางมุมมองพรสวรรค์ประจำตัวของลิงทองคำยังเอื้อต่อการต่อสู้ประชิดมากกว่าด้วยซ้ำ
ทว่าสิ่งที่เหมาะสมที่สุดต่างหากคือสิ่งที่แข็งแกร่งที่สุด
เมื่อเทียบกับพรสวรรค์ประจำตัวนี้ อย่าง‘ขีดสุดแห่งการดูดซับ’ อวี๋จื่ออวี๋ก็ยังชื่นชอบ‘การฟื้นฟูขั้นสุดยอด’ ของตัวเองมากกว่า
เพราะพรสวรรค์นี้อวี๋จื่ออวี๋จึงสามารถยืดกิ่งก้านของเขาได้อย่างอิสระหรือแม้แต่ทำให้รากไม้ใต้ดินของเขาแผ่ขยายได้เร็วไร้ขีดจำกัด
.......
ในตอนนี้ อวี๋จื่ออวี๋กวาดสายตามองไปรอบๆอีกครั้ง แล้วจ้องมองเก้าหางขนสีแดงเพลิงที่นั่งขาหลังขาหน้าเหยียดตรงอยู่บริเวณทางเข้าหุบเขา ก็อดหัวเราะไม่ได้
เจ้าเก้าหางตัวนี้นั่งบนขาหลัง หูตั้งชันแม้จะมีรอยเลือดเปรอะเปื้อนมุมปาก แต่มันกลับไม่ได้ดูอำมหิต
กลับกันมันให้ความรู้สึกงดงามแฝงความกระหายเลือดอย่างน่าประหลาด
ในทางตรงกันข้ามฝูงหมาป่าวายุเหล่านั้นต่างพากันกินอาหารอย่างตะกละตะกลาม สมกับคำว่า‘หิวโหยอย่างหมาป่า’ พวกมันจะเงยหน้าขึ้นมาเป็นพักๆดวงตาสีเขียวมรกตจ้องมองรอบกายอย่างระแวดระวัง
หากไม่มีการเปรียบเทียบย่อมไม่เห็นความต่างอันน่าอดสู
เมื่อนำมาเทียบกันการกินของหมาป่าวายุช่างดูน่าสมเพชกว่าเก้าหางมากนัก
“ไว้มีเวลาจะลองให้กินอาหารที่ปรุงสุกดูบ้างหรือไม่ก็สอนให้พวกมันรู้จักมารยาทการกินอย่างสง่างามมากกว่านี้นะ”
เมื่อคิดเช่นนั้นอวี๋จื่ออวี๋ก็ผุดความคิดนี้ขึ้นมาในใจ
ในฐานะสัตว์อสูรกลายพันธุ์ภายใต้การปกครองของเขาย่อมไม่อาจกินเนื้อดิบดื่มเลือดเช่นเดิมได้อีกต่อไป
เมื่อแข็งแกร่งขึ้นสติปัญญาก็ต้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
แต่อวี๋จื่ออวี๋ไม่ต้องการให้สติปัญญาของพวกมันถูกใช้ไปทางการเข่นฆ่าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
มีเพียงการทำให้ชีวิตมีความหลากหลายเท่านั้นจึงจะสามารถพัฒนาสติปัญญาของพวกมันได้อย่างเต็มที่
และบังเอิญว่าวัฒนธรรมบางอย่างของมนุษย์สามารถกระตุ้นการพัฒนาสติปัญญาของพวกมันได้อย่างมาก
และ ณ จุดนี้เองที่เผยให้เห็นถึงความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ของอวี๋จื่ออวี๋
ในฐานะปีศาจต้นไม้ความหวังที่จะอยู่ร่วมกับมนุษย์นั้นช่างริบหรี่นัก
ไม่ใช่เผ่าพันธุ์เดียวกัน ย่อมต่างความคิด
ประโยคนี้ไม่ใช่เพียงคำกล่าวเลื่อนลอย
และอวี๋จื่ออวี๋ที่คุ้นเคยกับประวัติศาสตร์อันโหดร้ายของมนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาของการล่าอาณานิคมก็เข้าใจถึงความน่าหวาดหวั่นของเผ่าพันธุ์นี้อย่างลึกซึ้ง...
เผ่าพันธุ์ที่สามารถยกดาบสังหารเผ่าพันธุ์เดียวกันได้อย่างไม่ลังเลจะหวังให้พวกเขายอมอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธุ์ได้อย่างไร?
แม้จะมีบางคนเต็มใจยินดีแต่เมื่อเผชิญหน้ากับการตัดสินใจของคนหมู่มากพวกเขาก็ทำได้เพียงไหลไปตามกระแสเท่านั้น
และหากคิดในมุมมองของเขาในฐานะเผ่าพันธุ์ที่ยืนอยู่จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารคุณจะยอมให้เผ่าพันธุ์อื่นคุกคามสถานะของตนเองหรือไม่?
ไม่ว่าคุณจะเป็นนักบุญผู้เปี่ยมเมตตาหรือฆาตกรกระหายเลือด ในวินาทีนั้น คุณย่อมไม่ลังเลที่จะกำจัดศัตรูใช่ไหม?
เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องของคนเพียงคนเดียวแต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความอยู่รอดของคนในเผ่าพันธุ์เดียวกันนับล้านคน
ความเมตตาผิดที่ผิดทางในเวลานี้มีแต่จะผลักเผ่าพันธุ์มนุษย์ลงสู่ขุมนรก
ดังนั้น อวี๋จื่ออวี๋จึงเข้าใจว่าไม่ใช่แค่เขาเท่านั้นที่ไม่มีทางเลือกแต่มนุษย์เองก็ไม่ได้มีทางเลือกมากนักเช่นเดียวกัน
ระหว่างเผ่าพันธุ์ ไม่มีคำว่าผิดหรือถูก
มีเพียงสัจธรรมแห่งการแสวงหาว่า‘ใครแข็งแกร่ง ใครอ่อนแอ’ เท่านั้น
......
เว้นเสียแต่...วันหนึ่งอวี๋จื่ออวี๋แข็งแกร่งจนมนุษย์ต้องหวั่นเกรงเขาจึงจะมีสิทธิ์พูดความคิดของตนเอง
นี่คือสัจธรรมที่เรียกว่า‘หากคุณแข็งแกร่งพอ โลกก็จะปฏิบัติต่อคุณอย่างอ่อนโยน’
หากอยากให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อคุณอย่างนอบน้อมคุณต้องแข็งแกร่งให้มากพอที่จะทำให้พวกเขาหวาดกลัว
แล้วก่อนที่จะแข็งแกร่งควรทำอย่างไร?
นั่งรอโชคหรือ?
ไม่...ไม่มีทาง!
อวี๋จื่ออวี๋ไม่ใช่พวกที่ชอบรอคอย
และก่อนที่จะแข็งแกร่งเขาต้องรวมขุมกำลังเพื่อความอยู่รอด
เช่นเดียวกับมนุษย์หากแยกอยู่อาจถูกสัตว์อสูรกลายพันธุ์ฆ่าได้อย่างง่ายดาย แต่ถ้าพวกเขารวมกลุ่มกันพวกเขาก็คือเผ่าพันธุ์ที่น่ากลัวที่สุดในโลกใบนี้
รวบรวมเม็ดทรายสร้างเจดีย์ผสมเล็กผสมน้อยจนกลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่...
ความคิดของอวี๋จื่ออวี๋ก็เช่นเดียวกัน
เขาต้องการใช้ความสามารถของตนเองสร้างอาณาจักรที่เป็นของเขาโดยเฉพาะ
ด้วยวิธีนี้ แม้มนุษย์จะรับรู้ถึงการมีอยู่พวกเขาก็จะต้องชั่งใจอย่างหนักเพราะข้อควรพิจารณาหลายประการ...
กรณีที่แย่ที่สุดก็คือการเปิดสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์เขาสามารถใช้คลื่นสัตว์อสูรนับหมื่นนับพันเข้าปะทะ และในเวลานั้นอวี๋จื่ออวี๋ก็สามารถหลบซ่อนอยู่เบื้องหลังได้...
ในจุดนี้อวี๋จื่ออวี๋ยอมรับว่าตนเองค่อนข้างเห็นแก่ตัว แต่สำหรับผู้ที่ได้เกิดใหม่แล้วความเห็นแก่ตัวเป็นสิ่งจำเป็น
‘คนไม่ทำเพื่อตนเอง ฟ้าดินย่อมลงทัณฑ์’ประโยคนี้คือสิ่งที่มนุษย์สอนเขามา
เขาไม่ได้ยิ่งใหญ่ถึงขนาดจะเสียสละตัวเองเพื่อผู้อื่นท้ายที่สุด อวี๋จื่ออวี๋ก็เป็นแค่คนดวงดีคนหนึ่งที่ได้มาเกิดใหม่เป็นต้นไม้
และตอนนี้ เขาก็แค่ต่อสู้เพื่อความอยู่รอด
แน่นอนว่า หากมนุษย์ไม่บีบคั้นเขามากเกินไปสถานการณ์ก็คงจะไม่เลวร้ายจนถึงจุดที่แก้ไขไม่ได้
อย่างน้อยที่สุด จากก้นบึ้งของหัวใจอวี๋จื่ออวี๋ก็ไม่ได้รังเกียจที่จะอยู่ร่วมกับมนุษย์
แต่มีเงื่อนไขว่ามนุษย์ต้องไม่มีเจตนาร้ายต่อเขา
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้แผนการของอวี๋จื่ออวี๋ก็ชัดเจนยิ่งขึ้น
ขณะที่เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตนเองเขาก็ต้องเร่งฝึกฝนสัตว์อสูรกลายพันธุ์จำนวนมาก
และมีสิ่งหนึ่งที่น่าพูดถึงก็คือสัตว์อสูรกลายพันธุ์บางชนิดไม่จำเป็นต้องฝึกฝนมากเลย
เช่นเดียวกับเผ่าพันธุ์ปีศาจกระทิงหรือหมาป่าวายุเพียงแค่ทำให้พวกมันแข็งแกร่งที่สุด พวกมันก็สามารถไปแย่งชิงตำแหน่งจ่าฝูงได้แล้ว
ด้วยวิธีนี้อวี๋จื่ออวี๋ไม่ต้องเสียสละร่างกายมากนักเขาก็สามารถครอบครองฝูงกระทิงหรือฝูงหมาป่าได้โดยไม่ต้องลงแรงเอง