สาวใช้ทะลุมิติ (มี e-book นะคะ)

    ตอนที่ 39 เราไม่ได้ทอดทิ้งลูก

            “พี่ใหญ่ นี่คือบ้านของเรา เข้าไปข้างในกันเถอะครับ” หวังลู่เสียนบอกกับพี่ชายก่อนที่จะพาคนทั้งหมดเดินเข้าไปในบ้าน

            “พ่อครับ แม่ครับ ออกมาข้างนอกหน่อยสิครับ ผมมาคนสำคัญมาหา” หวังลู่เสียนตะโกนเรียกพ่อกับแม่เสียงดังด้วยความตื่นเต้น

            หวังอี้ฉือ หลินถิงถิง และลูกทั้งสองคนยืนอยู่ที่ห้องรับแขกด้วยความประหม่า หลินถิงถิงมองหน้าสามีแล้วเอื้อมมือไปจับมือเขาไว้เพื่อให้เขาคลายความตื่นเต้นลง

            “ลูกจะเสียงดังไปทำไม แม่ตกใจหมดเลย แล้วนี่หายไปไหนเสียหลายวัน แม่ถามพ่อตั้งหลายครั้ง พ่อก็บอกแต่ว่าไม่รู้ ทีหลังอย่าทำอย่างนี้อีกนะ” แม่หวังเดินออกมาและบ่นลูกชายจนไม่ได้ดูว่าในห้องรับแขกมีคนอีกกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ด้วย เมื่อมองไปยังคนกลุ่มนั้นชัดๆ และสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่ชายหนุ่มที่มีหน้าตาคล้ายกับลูกชายเล็กของตัวเอง น้ำตาของแม่หวังค่อยๆ ไหลออกมา และกลายเป็นเสียงสะอื้นที่สะเทือนใจผู้ที่ได้ยินอย่างยิ่ง

            “คุณ คุณเป็นอะไร คุณร้องไห้ทำไม” พ่อหวังได้ยินเสียงภรรยาร้องไห้ก็รีบเดินตามเข้ามาในห้องรับแขก

            “พ่อครับ แม่ครับ สวัสดีครับ” หวังอี้ฉือกล่าวทักทายชายหญิงที่อยู่เบื้องหน้าตัวเองด้วยความเคารพ

            “นี่ นี่...” พ่อหวังมองไปตามเสียงก็ต้องเบิกตาโพลง เมื่อเห็นหน้าคนที่เรียกพวกเขาชัดๆ

            “อี้ฉือ อี้ฉือลูกแม่ ในที่สุดลูกก็กลับมาหาแม่แล้ว” แม่หวังพูดได้เพียงเท่านั้นแต่ก็ยังไม่กล้าเดินเข้าไปหาลูกชาย เพราะเธอไม่แน่ใจว่าลูกชายจะยินดีที่ได้พบกับเธอไหม เธอกลัวว่าลูกชายจะคิดว่าเธอทอดทิ้งเขาไป กลัวลูกชายจะคิดว่าเธอไม่รักเขา ความรู้สึกหลากหลายที่เธอไม่สามารถอธิบายได้ ทำให้เธอได้แต่ยืนนิ่งและร้องไห้อยู่อย่างนั้น

            หวังอี้ฉือเข้าใจคนทั้งสอง เขาจึงเดินเข้าไปแล้วคุกเข่าลงเอาหน้าผากแตะพื้นคำนับ[1] อยู่ตรงหน้าพ่อกับแม่ของตัวเองอย่างเต็มพิธี

            

            พ่อหวังรีบเข้าไปประคองลูกชายให้ลุกขึ้นยืนพร้อมกับมองหน้าลูกชายชัดๆ เขาใช้มือตบไหล่ลูกชายเบาๆ และสุดท้ายเขาก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ไม่นานแม่หวังก็เดินเข้ามา เธอใช้มือลูบไปบนใบหน้าของลูกชายที่เธอไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าเธอจะมีโอกาสได้เจอเขาอีกครั้ง เวลานี้ลูกชายของเธอโตขึ้นเป็นชายหนุ่มที่หน้าตาหล่อเหลาและดูแข็งแรง 

            “พ่อครับ แม่ครับ พี่ใหญ่พาครอบครัวของเขากลับมาด้วยนะครับ” หวังลู่เสียนพูดเตือนเมื่อมองไปเห็นพี่สะใภ้และหลานทั้งสองคนยืนอยู่

    พ่อหวังกับแม่หวังได้ยินจึงได้ละสายตาจากลูกชายแล้วหันไปมองดูหญิงสาวและเด็กน้อยสองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังของลูกชายตัวเอง

            “นี่คือภรรยา ลูกสาว และลูกชายของผมครับ” 

            หลินถิงถิง พาลูกทั้งสองคนเดินไปคำนับพ่อแม่สามีอย่างเต็มพิธีเช่นเดียวกับที่สามีของเธอทำ 

            “ลุกขึ้นเถอะ รีบลุกขึ้น” แม่หวังรีบเดินเข้าไปพยุงทุกคนให้ยืนขึ้น

            “สวัสดีค่ะคุณพ่อ คุณแม่” หลินถิงถิงกล่าวทักทายด้วยความขัดเขิน

            “สวัสดีครับ / ค่ะ คุณปู่ คุณย่า” เสียงเด็กน้อยทั้งสองคนทักทายตามมา

            “ภรรยาของผมชื่อหลินถิงถิง ส่วนลูกชายของเราชื่อหวังอี้เฉิน ลูกสาวชื่อหวังอิงอิงครับ” หวังอี้ฉือแนะนำครอบครัวตัวเอง

            “อี้เฉิน อิงอิง เดินเข้ามาหาคุณปู่ คุณย่าหน่อยสิลูก” แม่หวังเรียกหลานชาย เมื่อเด็กทั้งสองคนเดินเข้าไป เธอก็กอดพวกเขาไว้อย่างรักใคร่และเอ็นดู

            “พ่อครับ ครอบครัวที่รับเลี้ยงพี่ใหญ่ ตั้งชื่อให้พี่ใหญ่ตามชื่อที่คุณปู่ตั้งให้ด้วยนะครับ และบังเอิญว่าครอบครัวนั้นก็ใช้แซ่หวังเหมือนกัน” หวังลู่เสียนพูดพร้อมกับหยิบรูปถ่ายและแหวนออกมาวางไว้ตรงหน้าพ่อของเขา

            

            พ่อหวังหยิบของทั้งสองอย่างขึ้นมาดูก่อนที่จะส่งต่อให้ภรรยา หลังจากนั้นพ่อหวังก็เริ่มเล่าเหตุการณ์ในวันนั้นให้กับลูกชายคนโตและลูกชายคนเล็กฟังอีกครั้ง

            “ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์คราวนั้น ครอบครัวของเรายังอาศัยอยู่ที่เมืองนั้นต่อเพื่อรอว่าสักวันเราจะหาลูกเจอและจะได้พบกับลูกอีกครั้ง จนกระทั่งคุณปู่จากไป พ่อจึงตัดสินใจย้ายครอบครัวมาอยู่ที่ปักกิ่ง เพราะไม่อยากให้แม่ต้องทนอยู่กับสภาพแวดล้อมเดิม เราไม่ได้คิดที่จะทอดทิ้งลูกไป” พ่อหวังพูดเสียงเศร้า

            “พ่อครับ แม่ครับ เหตุการณ์วันนั้นมันไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นหรอกครับ ตอนนี้ผมก็กลับมาแล้ว ต่อไปผมจะไม่หายไปไหนอีก” หวังอี้ฉือปลอบใจบุพการีทั้งสอง

            “เราต้องไปขอบคุณครอบครัวที่รับเลี้ยงอี้ฉือไหมคะ เขาช่วยดูแลลูกของเรามาตั้งหลายปี” แม่หวังหันไปถามสามี

            “ผมตอบแทนให้เขาไปตามสมควรแล้วล่ะครับ พวกเขาไม่ได้ติดใจอะไร” หวังอี้ฉือตอบอย่างใจเย็น และไม่อยากรื้อฟื้นเรื่องเดิมเพื่อไม่ให้พ่อกับแม่ของเขาต้องสะเทือนใจ

            “ถ้าอย่างนั้นก็ทำตามที่ลูกว่าก็แล้วกัน” พ่อหวังมองดูหน้าลูกชายก็รู้ว่าเขาต้องมีเรื่องอะไรที่ไม่สะดวกที่จะเล่าให้ตนเองฟัง แต่เขาก็ไม่ถาม และเขาก็เห็นด้วยกับลูกชายว่ามันเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว

            “แม่จะไปจัดห้องให้ลูกนะ” แม่หวังพูดอย่างดีใจ

            “พ่อครับ แม่ครับ ผมกับพี่อี้ฉือปรึกษากันแล้วว่าเราควรออกไปสร้างบ้านที่ชานเมืองสักหลังนะครับ บ้านหลังนี้มีแค่สี่ห้อง ผมว่ามันเล็กไปสักหน่อย” หวังลู่เสียนพูดขึ้น

            “ทำไมต้องเป็นบ้านที่ชานเมืองด้วยล่ะ ในเมืองก็สะดวกดี” แม่หวังถามอย่างสงสัย

            “ผมกับเจ้ารองแล้วก็เพื่อนของเขาเคยคุยกันไว้ว่าอยากจะหาที่ดินแปลงใหญ่แถวชานเมืองสักแปลงเพื่อผลิตสินค้าด้านการเกษตรออกมาขายน่ะครับ ถ้าเราหาที่ดินแถวนั้นได้ เราก็อยากจะสร้างบ้านบนที่ดินแถวนั้นด้วยเหมือนกัน ต่อไปพ่อกับแม่จะได้พักผ่อนในที่ที่อากาศดีๆ และยังอยู่ใกล้กับที่ที่เราจะทำธุรกิจใหม่นี้ด้วยครับ” หวังอี้ฉืออธิบาย

            “หวังหย่งก็ซื้อบ้านแถวชานเมืองไว้เหมือนกันนะครับพ่อ เขาบอกว่าที่แถวนั้นไม่ไกลจากเมืองมาก อีกอย่างหนึ่งพ่อกับแม่ของหวังหย่งก็เป็นพ่อแม่บุญธรรมของพี่สะใภ้ด้วยครับ” หวังลู่เสียนอธิบายต่อ

            พ่อหวังและแม่หวังไม่มีปัญหากับข้อเสนอของลูกชายทั้งสองคน เวลานี้ครอบครัวของพวกเขาได้กลับมาอยู่กันพร้อมหน้า ในชีวิตนี้พวกเขาไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว เมื่อลูกชายเสนออะไรมา พวกเขาล้วนเห็นด้วยทั้งหมด 

    ____________________

            [1] ในวัฒนธรรมจีนโบราณ การคำนับโดยคุกเข่าลงเอาหน้าผากแตะพื้น (Kowtow) ถือเป็นธรรมเนียมที่ผู้ที่ด้อยกว่าต้องทำเพื่อแสดงความเคารพต่อผู้ที่สูงกว่า ซึ่งทำกันมานานตั้งแต่ก่อนเริ่มระบบจักรพรรดิแล้ว ส่วนในยุคปัจจุบัน การคำนับแบบโบราณนี้ก็ยังทำกันอยู่ในช่วงเทศกาลตรุษจีน เมื่อเด็กๆ หรือหนุ่มสาวกล่าวคำอวยพรผู้ใหญ่ หรือเมื่อรับอั่งเปาจากผู้ใหญ่ ทั้งยังทำในพิธีแต่งงานเมื่อพ่อแม่ของคู่บ่าวสาวให้พรอีกด้วย (ที่มา : https://www.sanook.com/news/7589518/)