เกิดใหม่เป็นไอ้เจิด

    ตอนที่หนึ่งร้อยสี่สิบ Blood and Soil

    ตอนที่หนึ่งร้อยสี่สิบ Blood and Soil

    มีเรื่องราวเล่าขานของนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ไปทัศนศึกษาหมู่บ้านที่ปลูกบ้านอยู่ตามพื้นที่ริมแม่น้ำ

    ทางชาวบ้านปรึกษาข้อกฎหมาย

    นักศึกษาก็พาซื่อตอบไปตามความจริงว่าบ้านที่พวกคุณอยู่กันอยู่ตรงริมแม่น้ำนี้ผิดกฎหมาย

    จนทำให้เหล่านักศึกษาแทบจะออกมาจากหมู่บ้านไม่ได้

    เพราะบ้านอาจจะเรียกว่าคือปราการด่านสุดท้ายในใจของผู้คน

    ที่เป็นสิ่งที่การต่อสู้กันให้เลือดหลั่งนองแผ่นดินเป็นอะไรที่สามารถรับได้ในจิตใจของมนุษย์

     Blood and Soil

    เลือดและดินแดน

    คือสิ่งที่เกี่ยวพันเสมอ

    มันมีสาเหตุอยู่ที่ชาวบ้านยากจนนอนข้างน้ำครำชุมชนแออัดมีแต่คนติดยา

    ให้ตายอย่างไรก็จะไม่ย้ายออกไปจากสถานที่นั้น

    จนต้องมีมือที่มองไม่เห็นมาเผาไล่ที่และมีโครงการสร้างห้างสรรพสินค้าต่างๆผุดขึ้นมาทันทีหลังจากที่มีการเผาชุมชนแออัดไปด้วยมือที่มองไม่เห็น

    แม้กระทั่งมาเฟียเวลาจะยึดบ้านและที่ดินก็ต้องให้เหยื่อของตนเลือกว่าจะเอาบ้านหรือเอาลูกสาวไว้

    เป็นการเปิดทางถอยให้จิตใจของมนุษย์

    ว่าหากถึงที่สุดจริงๆประชากรที่เราเห็นว่าไม่มีอะไรก็จะลุกขึ้นมาสู้เรา

    เราอาจจะสามารถใช้กลยุทธการเผาไล่ที่กับประชากรในเมืองที่ไม่ติดอาวุธในเมืองหลวงแดนศิวิไลซ์ได้

    แต่เราไม่สามารถใช้กลยุทธการเผาไล่ที่เอาปืนไล่ยิงหัวหน้าและผู้อาวุโสหมู่บ้านได้อย่างได้ผล

    หากเราไม่ฆ่าคนในหมู่บ้านจนหมด

    พวกเขาก็ต้องกลับมาปลูกสร้างบ้านอีกครั้ง

    ซึ่งต่อเรามีข้ออ้างว่า

    “เราฆ่าและเผาไล่ที่ชาวบ้านเพื่ออนุรักษ์ป่าและต้นน้ำลำธาร”

    ว่าไม่ฆ่าชาวบ้านหรือเผาไล่ที่น่ะ

    ชาวบ้านต้องทำให้ป่าและต้นน้ำลำธารหมดไปแน่ๆ

    คงฟังไม่ค่อยขึ้นเท่าไรนักต่อสายตาคนทั่วไป

    ว่ามันน่าจะมีวิธีที่ดีกว่านี้มั้ง?

    มันคือคำตอบของคนที่คิดว่าจะใช้วิธีการเผาไล่ที่ที่ใช้ได้ผลในเมืองกรุงแดนศิวิไลซ์มาใช้กับชาวบ้านที่อยู่ตามป่าตามเขานั่นเอง

    ดังนั้นแผนการของผมคือแผนการ

    “แม่หนูอยู่ไหน?”

    หลังจากทานอาหารแลดูภาพแหม่มฝรั่งกันไปหอมปากหอมคอแล้ว

    “แล้วพ่อเจิดมานี่มีธุระอะไรหรือ?”

    ทางบรรดาผู้เฒ่าพึ่งจะมาถาม

    เป็นอะไรที่ฝรั่งหัวแดงงุนงงกับวัฒนธรรมทานอาหารของทางภูมิภาคเรามาก

    ว่ากินข้าวกันตั้งนานไม่ยอมคุยธุระ

    พึ่งจะมาคุยธุระกันไม่กี่นาทีหลังจากทานข้าวเสร็จแล้ว

    “ชั้นอยากจะจ้างแรงงานพวกหนุ่มๆแข็งแรงในหมู่บ้านมาเป็นคนงานลูกน้องชั้นน่ะจ๊ะ”

    ตามแนวคิดของโครงการ

    “แม่หนูอยู่ไหน?”

    คือแม่ของเจ้าและคนหนุ่มสาวนั้นทิ้งเจ้าไปทำงานในเมืองเหลือไว้แต่เด็กกับคนแก่

    และพอเด็กโตขึ้นก็จะทิ้งบ้านไปทำงานในเมืองอีกครั้งเป็นวงจรชีวิตต่อไป

    ทำให้รัฐสามารถจำกัดการขยายตัวหมู่บ้านได้ตามแผนที่วางไว้โดยไม่ต้องเผาไล่ที่แต่ประการใด

    ทุนนิยมนั้นมีชัยชนะอีกครั้งหนึ่ง

    ส่วนการที่รัฐจะกังวลเรื่องอัตราการเกิดของประชากรที่น้อยลงจนเป็นวาระแห่งชาติ

    ท่านคิมจองอุนหลั่งน้ำตาอยากให้มีเด็กเกิดใหม่มากขึ้น

    ก็ให้เป็นเรื่องของอีกหกสิบปีข้างหน้าค่อยกังวลแล้วกันไม่เกี่ยวกับเรา

    แนวคิดของบูมเมอร์นั้นพยายามจะใช้ทรัพยากรให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

    ยืดปัญหาไปให้ยาวนานที่สุดไม่คิดจะแก้ปัญหาจริงๆ

    โดยคาดหวังว่าให้เราตายไปก่อนที่จะเจอสภาพปัญหาที่เราหมกเม็ดซ่อนไว้อีกครั้งในยุคปัจจุบัน

    แบบเดียวกับที่สาวชาวสวนแม่ลูกสาม

    เลือกที่จะตายไปก่อนสามีแทนที่จะมาผจญภัยกับยุคปัจจุบันที่เธอจากมาอีกครั้งหนึ่ง

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่เป็นไอ้เจิด ที่คุณอ่าน