ฟู่เยี่ยน สาวน้อยเนตรสวรรค์ (นิยายแปล)

    ตอนที่ 64 คิดถึง

    ตอนที่ 64 คิดถึง

     

    ฟู่เยี่ยนเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของตัวเองก่อนที่จะตัดสินใจใช้ชีวิตอย่างสมถะตอนนี้ความสามารถที่เธอมียังถือว่าอ่อนแออยู่พอสมควรดังนั้นเธอต้องเสริมความสามารถของตัวเองเสียก่อน มิเช่นนั้นเธอคงจะเป็นได้แค่เพียงคนที่ไร้ประโยชน์ที่หลงยุคมาเท่านั้น

     

    ส่วนฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยต่างเห็นด้วยกับการตัดสินใจของฟู่เยี่ยนด้วยเช่นกัน

     

    “เสี่ยวฮั่ว หลังจากนี้แม่คงจะทำงานหนักไม่ได้สักพักเลยล่ะโดยเฉพาะเรื่องทำเหล้า หากเราไม่ลดปริมาณเหล้าลงก่อนก็คงต้องหาซื้อวัตถุดิบมาทำเหล้าแทนการออกไปหามันด้วยตัวเอง”

     

    “แม่คะ หนูคิดว่าเรื่องนี้แม่กับพ่อควรเป็นคนตัดสินใจนะคะหากแม่อยากทำเหล้าแบบไหน หนูกับพ่อจะไปหาซื้อวัตถุดิบมาให้แม่เอง”

     

    “คุณคะ คุณยังจำเหล้าที่พี่สะใภ้ของฉันเอามาฝากครั้งก่อนได้หรือเปล่า ?มันเรียกว่าอะไรไถ ๆ นะคะ ? ฉันคิดว่าฉันน่าจะทำเหล้าที่มีรสชาติดีกว่านั้นได้นะ”หวังซู่เหม่ยจำชื่อของมันไม่ได้

     

    ฟู่เยี่ยนรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาเล็กน้อยแม่ของเธอกำลังพูดถึงเหล้าเหมาไถอยู่หรือเปล่า ?

     

    “เอาไว้พรุ่งนี้ผมจะไปถามพี่สะใภ้ให้แล้วกันว่าชื่อของมันคืออะไรเพราะผมเองก็ลืมชื่อของมันไปแล้ว จำได้แค่ว่ามันมีรสชาติแตกต่างจากเหล้าของเรามากๆ มันทำมาจากเมล็ดพืชอะไรกันนะ ? ”

     

    “มันคือเหล้าขาวใช่ไหม จะต้องทำมาจากข้าวฟ่างแน่นอนมิเช่นนั้นรสชาติของมันคงไม่เป็นแบบนั้นแน่ ๆแต่ฉันคิดว่าข้าวฟ่างที่ใช้ทำจะต้องไม่เหมือนกับของเราเพราะตอนที่ฉันดื่มมันเข้าไป มันมีรสชาติที่หวานมากเอาไว้วันหลังฉันจะลองใช้ข้าวฟ่างทำดูบ้างดีกว่า มันอาจได้รสอร่อยก็ได้นะ ! ”

     

    “อีกอย่างตอนนี้เราก็มีน้ำศักดิ์สิทธิ์อยู่ด้วยไม่ใช่เหรอ ? หากใช้น้ำศักดิ์สิทธิ์ มันจะต้องอร่อยอย่างแน่นอน” เมื่อนึกถึงเรื่องนี้หวังซู่เหมยได้ลูบไปที่ริมฝีปากของตัวเอง

     

    “แม่ แม่ดื่มเหล้าไม่ได้นะคะ ! ” ฟู่เยี่ยนรีบหยุดแม่ของเธอเอาไว้ทันที

     

    “อืม แม่ก็แค่คิดถึงรสชาติของมันเท่านั้นเอง เอาล่ะ ไปนอนกันได้แล้วมันยังไม่ถึงเวลาที่ลูกจะต้องมาดูแลแม่หรอกนะ ! ”หญิงตั้งครรภ์มักมีความอ่อนไหวทางอารมณ์มากกว่าคนปกติเป็นพิเศษอยู่แล้ว

     

    ทันใดนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้มองไปยังพ่อของเธอก่อนจะแยกย้ายกันเข้านอนอย่างช่วยไม่ได้

     

    เมื่อฟู่เยี่ยนกลับเข้ามาในห้องเธอก็พบว่าฟู่เหมี่ยวไม่ได้อยู่ที่นี่ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงได้เดินออกไปยังลานหลังบ้านอีกครั้งก่อนจะเห็นว่าฟู่เหมี่ยวกำลังนั่งดูโสมอยู่

     

    หลังจากที่กลับเข้ามาในห้องฟู่เยี่ยนก็ได้ล้มตัวลงนอนบนเตียงเธอก็นึกขึ้นมาได้ว่าพี่ใหญ่ของเธอออกจากบ้านไปหลายวันแล้วซึ่งเธอไม่รู้เลยว่าเขาจะได้กลับมาเมื่อไหร่ เป็นความผิดของเธอเองที่ขี้เกียจจนเกินไปมิเช่นนั้น หากเธอศึกษาทักษะของบรรพบุรุษให้เร็วกว่านี้เธอคงจะได้สอนมันให้กับพี่ใหญ่ของเธออีกคน

     

    แล้วไป๋โม่เฉินล่ะเขาได้เข้าร่วมกับกองทัพด้วยหรือเปล่า ? เธอกำลังสงสัยว่าเรื่องที่ดูยุ่งเหยิงในครอบครัวของเขานั้นได้รับการแก้ไขไปแล้วแล้วหรือยัง?

     

    “ไม่รู้ว่าตอนนี้เสี่ยวจินจะเป็นอย่างไรบ้างทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือเปล่านะ ? ” หวังซูเหม่ยที่ตอนนี้นั่งอยู่ในห้องโถงก็ได้คิดถึงลูกชายคนโตของเธอเช่นกัน

     

    ในตอนนี้ฟู่ต้าหย่งกำลังคิดว่าจะทำอย่างไรให้ถังเหล้าของเขาแข็งแรงมากยิ่งขึ้นทว่าหลังจากที่ได้ยินคำพูดนี้ เขาเองก็คิดถึงลูกชายคนโตขึ้นมา

     

    “จริงสิ นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้วไม่รู้ว่าเขาจะเขียนจดหมายกลับมาบ้างหรือเปล่า”

     

    ส่วนอีกด้านหนึ่ง ฟู่ซินและหลี่เทียนซื่อก็กำลังคิดถึงครอบครัวของพวกเขาอยู่เช่นกัน

     

    ทั้งสองได้ขึ้นรถไฟมาด้วยกันซึ่งตลอดการเดินทางนั้นก็ค่อนข้างราบรื่นเลยทีเดียว เมื่อมาถึงพวกเขาก็ได้ถูกพาตัวไปยังโรงพยาบาลทหารเพื่อตรวจร่างกายทันทีตอนนี้มีทหารเกณฑ์ทั้งหมด 200 กว่านาย โดยมีเพียง 120 นายเท่านั้นที่ผ่านเกณฑ์ก่อนที่ทุกคนจะถูกแบ่งออกเป็นกลุ่ม ๆ

     

    ซึ่งฟู่ซินและหลี่เทียนซื่อได้รับมอบหมายให้อยู่ในกลุ่มเดียวกันและพวกเขายังเป็นคู่หูกันอีกด้วย

     

    ส่วนเสื้อผ้านั้นจะถูกแจกจ่ายในวันที่สองหลังจากที่พวกเขามาถึงโดยช่วงนี้จะเป็นช่วงที่หัวหน้าหน่วยแต่ละคนจะเริ่มสอนและแนะนำสิ่งต่าง ๆกับทหารที่เข้ามาใหม่ จากนั้นในวันที่สามการฝึกอบรมที่จะใช้เวลาถึงสามเดือนก็ได้เริ่มขึ้น

     

    ในกลุ่มของฟู่ซินนั้นจะเป็นกลุ่มที่พิเศษกว่ากลุ่มอื่นเนื่องจากพวกเขาทั้งหมดได้ผ่านการศึกษาในชั้นมัธยมปลายมาแล้วและยังมีภูมิหลังทางวัฒนธรรมที่ค่อนข้างสูงดังนั้นนอกเหนือจากการฝึกความอดทนทางร่างกายตามปกติแล้วพวกเขายังได้รับการอบรมหลักสูตรเทคนิคทางการทหารเพิ่มอีกด้วย

     

    ดังนั้นฟู่ซินและหลี่เทียนซื่อจึงได้ใช้ประโยชน์จากเวลาว่างเพียงเล็กน้อยก่อนที่จะปิดไฟเข้านอนเขียนจดหมายส่งกลับไปที่บ้านอันที่จริงแล้ว ทหารใหม่นั้นไม่ได้รับอนุญาตให้ติดต่อกับคนภายนอกแต่ตอนนี้กฎข้อนั้นได้รับการยกเว้นแล้ว และอนุญาตให้พวกเขาเขียนจดหมายถึงที่บ้านได้นั่นเอง

     

    ฟู่ซินเขียนจดหมายด้วยความตั้งใจโดยเขาได้ถามถึงความเป็นอยู่ของทุกคนที่บ้านว่าเป็นอย่างไรบ้างเท่านั้นและไม่ได้เขียนอะไรไปมากกว่านี้แล้ว ซึ่งหลี่เทียนซื่อเองก็เขียนแบบนั้นเช่นกันหลังจากนี้ พวกเขาก็แค่รอครอบครัวของพวกเขาทั้งสองติดต่อกลับมาเท่านั้น

     

    ส่วนไป๋โม่เฉินก็ได้เขียนจดหมายถึงฟู่เยี่ยนด้วยเช่นกันโดยเนื้อความในจดหมายได้บอกว่า หลังจากที่เขากลับไปที่บ้านเขาก็ได้พบกับเรื่องวุ่นวายครั้งใหญ่ระหว่างตระกูลไป๋และตระกูลเหม่ยถึงสองครั้งหลังจากนั้นเขาจึงไม่กลับไปที่บ้านอีกเลย แต่ตอนนี้เรื่องทุกอย่างก็ได้คลี่คลายลงไปแล้วทั้งยังบอกว่าเขาก็คิดถึงฟู่เยี่ยนอีกด้วย

     

    ทางด้านปู่ของเขาเนื่องจากเขาต้องการที่เข้าร่วมกองทัพ และยังเป็นหน่วยรบพิเศษอีกด้วยแม้ว่าเขาจะไม่จำเป็นต้องเลือกเดินทางนี้ก็ตาม แต่ตามเงื่อนไขแล้วในฐานะที่เขาเป็นหลานชายของผู้ที่รับราชการทหารอยู่แล้วเขาจึงสามารถเข้ารับราชการทหารได้เลย

     

    “เสี่ยวเฉิน หลานจะทิ้งย่าเพื่อไปเป็นทหารจริง ๆ อย่างนั้นเหรอ ? ทำไมกัน เป็นทหารมันดียังไง ? ทั้งปู่และพ่อของหลานต่างก็เป็นทหารแล้วไม่ใช่เหรอแล้วทำไมหลานจะต้องเป็นอีกคนล่ะ ? หากคิดว่าจะไปเป็นทหารเพื่อหนีปัญหาครอบครัวแบบนั้นมันไม่ได้มีประโยชน์อะไรหรอกนะ ! ” แม่เฒ่าเฉินย่าของไป๋โม่เฉินจับมือของหลานชายเอาไว้พร้อมกับเช็ดน้ำตาของเธอไปด้วย

     

    เมื่อเห็นเช่นนั้น ไป๋โม่เฉินก็ถึงกับพูดไม่ออกนี่เป็นทางเลือกเดียวที่เขาสามารถทำได้ หากเขาไม่มีอาชีพที่มั่นคงเป็นของตัวเองในอนาคตเขาคงจะไม่มีที่ยืนในครอบครัวอย่างแน่นอน !

     

    ใช่แล้วคำพูดเหล่านี้เขาไม่สามารถพูดกับคุณย่าได้ท้ายที่สุดแล้วพ่อของเขาก็เป็นลูกชายของเธอและน้องชายของเขาก็เป็นหลานชายของเธอด้วยเช่นกันซึ่งเขาก็รู้ดีว่าคุณย่าก็ค่อนข้างชอบน้องชายของเขาด้วยเช่นกัน

     

    “นั่นเป็นเพราะลูกชายตัวดีของคุณเองไม่ใช่เหรอ ? คุณกำลังคิดอะไรอยู่กัน! ไม่เห็นสิ่งที่เสี่ยวเฉินถูกกระทำบ้างเลยหรือ !เขาอยากจะให้เสี่ยวเฉินไปรับหน้าที่ในชนบทแทนไป๋โม่อัน !และให้ไป๋โม่อันไปเป็นทหารพื้นที่ที่สบาย ๆ ช่างน่าไม่อายเสียจริง ๆมันไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย ! ”

     

    ไป่ซงเป็นคนเลือดร้อนอยู่แล้วดังนั้นเมื่อเขาโกรธ แม่เฒ่าเฉินจึงไม่กล้าพูดอะไรอีกต่อไปเธอทำได้เพียงแค่แอบบีบมือของตัวเองเงียบ ๆ เท่านั้น !

     

    หลังจากที่พูกแบบนั้นออกไปไป๋ซงก็ได้เรียกไป๋โม่เฉินไปที่ห้องหนังสือ ในช่วงปีแรก ๆนั้นไป๋โม่เฉินไม่ได้รับการศึกษาใด ๆ เลย เขาได้รู้วิธีแค่ทักษะการต่อสู้เท่านั้นและเมื่อเขาโตขึ้น เขาจึงได้ค้นพบว่าตัวเองชอบเขียนอักษรด้วยพู่กันและยังฝึกฝนมันด้วยตัวเองอีกด้วย

     

    “หลานอยากเป็นทหารอย่างนั้นเหรอ ? ทำไมถึงคิดแบบนั้นกันล่ะ? หลานต้องการที่จะหนีปัญหาหรือเปล่า หรือว่า...”ไป๋ซงปรายตามองไปยังไป๋โม่เฉินด้วยสายตาที่เฉียบคม

     

    “คุณปู่ครับ ผมใฝ่ฝันมาโดยตลอดว่าผมอยากจะเป็นทหารผมไม่ได้อยากเป็นทหารเพียงเพราะว่าไม่อยากอยู่กับคุณปู่ คุณย่า คุณตาคุณยายหรอกนะครับ ดูจากการที่ผมอยากไปเข้าค่ายลูกเสือตอนอายุ 15 ก็พอจะรู้แล้วนะครับ ! ”

     

    “ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะหลบหนีอย่างแน่นอน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นผมก็ไม่เคยกลัวและจะสู้ไม่ถอยอีกด้วย ! ”ไป๋โม่เฉินพูดออกมาด้วยสีหน้าที่มุ่งมั่นและทรงพลังซึ่งทำเอาไป๋ซงถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง

     

    “อืม ! ถ้าอย่างนั้นก็อย่าโทษพ่อของหลานเลยมันยากมากสำหรับเขาที่ต้องทำตัวเป็นกลางแบบนี้ เสี่ยวเฉินในเมื่อตอนนี้หลานได้ตัดสินใจไปแล้วก็เดินหน้าทำสิ่งที่ฝันอย่างเต็มที่เถอะ !ปู่จะสนับสนุนหลานเอง อย่ากังวลเรื่องย่าเขาเลย”

     

    “ขอบคุณครับ ผมจะไม่ทำให้คุณปู่ต้องเสียหน้าอย่างแน่นอนครับ ! ”

     

    “ไปนอนเถอะ เอาไว้พรุ่งนี้เราค่อยไปที่บ้านตาเพื่อบอกเรื่องนี้กับพวกเขาสำหรับเรื่องสร้อยข้อมือนั้น ก็เอามันไปด้วยนั่นแหละจะได้บอกให้พวกเขารู้ด้วยว่าหลานชายของพวกเขาเจอกับอะไรมาบ้าง ! ฮึ่ม !ช่างกล้ามากเลยนะเหม่ยชิง !กล้าดียังไงมาแย่งสิ่งที่แม่ของหลานทิ้งเอาไว้ให้หลานแบบนี้ ! ”

     

    “คุณปู่ครับ ผมไม่ได้อยากให้เรื่องมันใหญ่โตอะไรหรอกนะครับตอนนี้คุณปู่กับคุณย่าก็แก่มากแล้ว อย่ากังวลเกี่ยวกับเรื่องแย่ ๆ พวกนี้มากนักเลยผมคิดว่าพวกเราแค่ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับพวกเขาเท่านี้ก็น่าจะพอแล้ว ! ”เมื่อนึกถึงสร้อยข้อมือเส้นนั้นที่เกือบจะฆ่าเขามือของไป๋โม่เฉินก็สั่นเทาขึ้นมาด้วยความเกลียดชัง

     

    “แน่นอน เหม่ยชิงไม่สามารถทำรื่องนี้ได้เพียงลำพังหรอกเพราะไม่ใช่แค่เธอคนเดียวที่จะได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ยังมีตระกูลชุยรวมไปถึงลุงของหลานก็อาจจะมีส่วนร่วมอีกด้วยดังนั้นไม่ว่าหลานจะทำอะไรก็ตาม ก็จงทำให้เต็มที่ ไม่ต้องสนใจใครทั้งนั้นแล้วที่เหลือปู่จะจัดการให้เอง ! ” ไป๋ซงเป็นคนที่มีประสบการณ์อยู่แล้วและเขาก็ได้พูดตรงประเด็นอีกด้วย

     

    “ใช่แล้วล่ะครับ ลุงของผมต้องมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยอย่างแน่นอนตอนนี้ผมได้ขอให้คนแอบตรวจสอบตระกูลชุยแล้วล่ะครับ คิดว่าอีกไม่นานก็คงจะได้ข้อมูลแล้วเอาไว้หากได้ข้อมูลมาแล้ว ผมจะมาคุยเรื่องนี้กับคุณปู่อีกครั้งผมไม่มีวันยอมเรื่องนี้อย่างแน่นอนครับ”

     

    ไป๋โม่เฉินพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าที่มั่นใจเขาไม่มีทางปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปง่าย ๆ อย่างแน่นอน !ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จะต้องรับผิดชอบและจะไม่มีใครสามารถหลบหนีไปได้แม้แต่คนเดียว !

     

    สำหรับทรัพย์สินทั้งหมดที่แม่ของเขาทิ้งเอาไว้โดยธรรมชาติแล้วทุกอย่างจะต้องตกเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียวแต่เดิมเขาก็ไม่ได้สนใจทรัพย์สินเหล่านั้น ทว่าตอนนี้ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้วเขาจะไม่ยอมให้ใครเอามันไปทั้งนั้น ! ยิ่งมีคนอยากได้มันมากเท่าไหร่เขาก็ยิ่งอยากทำลายมันลงมากเท่านั้น !

    คล้ายกับเรื่องฟู่เยี่ยน สาวน้อยเนตรสวรรค์ (นิยายแปล) ที่คุณอ่าน