ภายในโถงกลางของจวนที่พักอันโอ่อ่าหรูหรา กลิ่นหอมฉุนกึกของกำยานราคาแพงลอยละล่องอบอวลไปทั่วทุกตารางนิ้ว แต่มันกลับไม่อาจกลบกลิ่นคาวคลุ้งของสุราชั้นเลิศและคราบตัณหาที่กรุ่นอยู่ในบรรยากาศ เครื่องเรือนทุกลำดับชิ้นล้วนสลักเสลาจากไม้เนื้อแข็งสีเข้มขัดมันจนเงาวับ ประดับประดาด้วยหยกขาวและเครื่องทองเหลืองที่ถูกจัดวางอย่างฟุ่มเฟือย แสงเทียนวูบไหวสะท้อนกับอัญมณีบนแจกันล้ำค่า ซึ่งสิ่งของประดับบารมีเหล่านี้ล้วนแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและคราบน้ำตาของชาวบ้านที่ถูกขูดรีดจนสิ้นเนื้อประดาตัว
บนตั่งไม้ขนาดมหึมาที่ปูลาดด้วยผ้าแพรไหมนุ่มละเอียดสีแดงสด ผู้ตรวจการภาษีคนใหม่ นั่งเอกเขนกในท่าทางเสวยสุขอย่างขีดสุด ร่างกายของเขานั้นอ้วนท้วนสมบูรณ์จนพุงพุ้ยดูหนั่นหนา ดันชุดขุนนางผ้าไหมเนื้อดีจนตึงเปรี๊ยะราวกับจะปริขาด ใบหน้าอวบอูมมันเยิ้มฉายแววความกระหยิ่มยิ้มย่องและหื่นกระหายในกามารมณ์อย่างปิดไม่มิด แววตาที่เล็กหยีจ้องมองเรือนร่างของ สตรีโฉมงาม สองนางที่ถูกบังคับมาปรนนิบัติด้วยสายตาแทะโลมลามก
นางหนึ่งทำหน้าที่นวดเฟ้นต้นขาหนาหนักของเขาด้วยมืออันสั่นเทา ทว่าขุนนางโฉดกลับใช้มือกว้างหนาหยาบกร้านของตนลูบไล้ไปตามปลีกแขนและไหล่ของนางอย่างรุ่มร่ามประหนึ่งสัตว์ป่าที่กำลังสำรวจเหยื่อ ส่วนสตรีอีกนางที่มีใบหน้าซีดเผือดคอยประคองจอกสุราทองคำส่งให้ถึงริมฝีปากหนาเตอะ พร้อมกับคอยป้อนผลไม้ฉ่ำน้ำที่เขาจงใจงับให้โดนปลายนิ้วของนางพลางส่งเสียงหัวเราะในลำคออย่างพึงใจในตัณหา
ขุนนางท้องถิ่นผู้เป็นเจ้าของพื้นที่ บัดนี้กลับลดตัวลงต่ำต้อยไม่ต่างจากข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ เขายืนก้มตัวนอบน้อมอยู่ข้างตั่ง คอยพินอบพิเทารินสุราเติมให้มิได้ขาด แผ่นหลังที่โค้งค้อมแสดงถึงความสอพลออย่างถึงที่สุด ก่อนจะเอ่ยประจบประแจงด้วยน้ำเสียงที่ฟังแล้วชวนคลื่นเหียน
"ท่านผู้ตรวจการช่างมีวิสัยทัศน์กว้างไกลและบารมีล้นพ้นนัก! เพียงแค่ท่านขยับปากประกาศเพิ่มภาษีสามเท่า เงินทองก้อนใหญ่ก็ไหลมาเทมาดั่งน้ำหลากเช่นนี้" ขุนนางท้องถิ่นกล่าวพลางยิ้มประจบจนเห็นเหงือก
"ข้าน้อยชื่นชมในอุบายอันล้ำลึกของท่านจริงๆ ที่นำเรื่องวิกฤตความมั่นคงของบ้านเมืองมาบังหน้า พวกชาวบ้านหน้าโง่ที่ไร้การศึกษาพวกนั้นก็ได้แต่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมด้วยความขลาดเขลา บางคนถึงกับยอมสละโลงศพที่เตรียมไว้ให้พ่อแม่เพื่อเอาเงินมาส่งให้ท่านเชียวนะขอรับ"
ผู้ตรวจการอ้วนเค่นหัวเราะจนไขมันที่ลำคอสั่นกระเพื่อมเป็นชั้นๆ เขาเอื้อมมือไปบีบหม่อมหน้าอกของสตรีที่ปรนนิบัติอยู่ข้างกายอย่างแรงจนนางสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยความลำพองพองขน
"หึหึ... เจ้ายังอ่อนหัดนักในเชิงอำนาจ ในโลกของข้าราชการ อำนาจที่อยู่ในมือหากไม่รีบใช้ตักตวงมันก็ไม่ต่างจากเศษเหล็ก ภาษีงวดนี้หากเก็บครบตามจำนวน เมื่อข้ากลับเข้าเมืองหลวงไปรายงานต่อเบื้องบน ข้าจะแบ่งส่วนแบ่งให้เจ้าไม่น้อย และส่วนที่เหลือ... มันจะทำให้ข้าเสวยสุขไปได้อีกหลายสิบปีในคฤหาสน์หลังโตที่เต็มไปด้วยสาวงามเช่นนี้ที่เมืองหลวงเชียวล่ะ"
"เป็นพระคุณยิ่งนักขอรับท่านผู้ตรวจการ!" ขุนนางท้องถิ่นนัยน์ตาเป็นประกายวาววับด้วยความละโมบ
"ข้าน้อยเตรียมส่งคนไปรวบรวมเด็กสาวแรกรุ่นในตำบลมาให้ท่านเลือกเฟ้นเพื่อสำราญใจเพิ่มเติม รับรองว่าคืนนี้ท่านจะได้พบกับแม่นางน้อยที่ยังไม่เคยถูกชายใดต้องมือมาก่อน เพื่อเป็นการฉลองความสำเร็จในครั้งนี้ขอรับ"
"ดีมาก! ฮ่าๆๆ! ข้าชอบคนรู้ใจเช่นเจ้าที่สุด เงินทองก็ได้ สาวงามก็ได้ครอง ชีวิตขุนนางมันต้องมั่งคั่งและเสพสุขให้สำราญเช่นนี้สิ!"
ผู้ตรวจการภาษีผู้หื่นกระหายหัวเราะร่าอย่างบ้าคลั่งพลางรวบตัวสตรีทั้งสองเข้ามาประคองกอดด้วยท่าทางหยาบคาย เขาจงใจเอาหน้าซุกไซ้ซอกคอของนางพลางยกจอกสุราขึ้นเตรียมจะดื่มฉลองให้แก่กองเงินกองทองที่ปล้นชิงมาอย่างเลือดเย็น
"ปัง!!!"
เสียงกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับฟ้าผ่าลงกลางจวนทำเอาแจกันหยกขาวราคาแพงบนชั้นวางล้มคว่ำแตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และที่สำคัญที่สุด มันทำเอาจอกสุราทองคำในมือที่สั่นเทาด้วยความตกใจของผู้ตรวจการอ้วนร่วงหล่นลงพื้น สุราสีใสราคาแพงราดรดลงบนพุงพุ้ยและกางเกงผ้าไหมจนเปียกโชก สตรีโฉมงามทั้งสองนางกรีดร้องสุดเสียงด้วยความขวัญเสีย พวกนางรีบถลันกายไปหลบอยู่หลังตั่งไม้อย่างอลหม่าน
"ไอ้ระยำหน้าไหนมันบังอาจมาถล่มที่พำนักของข้า!" ผู้ตรวจการภาษีแผดเสียงตะโกนด้วยโทสะจนใบหน้าอวบอูมเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ เขาผลักไสสตรีที่ปรนนิบัติอยู่ออกอย่างไม่ใยดี ก่อนจะยันกายลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล ท่าทางหื่นกามเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความพยาบาทอาฆาต
"ข้ากำลังเสพสุขแท้ๆ แต่กลับมีมดปลวกมาลองดี! ข้าจะจับมันขังลืมในคุกมืดที่ชื้นแฉะที่สุด จะให้มันลิ้มรสความตายทั้งเป็นจนต้องร้องขอชีวิต!"
เขาพาร่างอันอ้วนฉุก้าวฉับๆ ออกไปที่ลานกว้างด้านหน้าจวนด้วยท่าทางพยศ โดยมีผู้คุ้มกันยอดฝีมือร่างยักษ์สองคนในชุดเกราะทมิฬกระชับอาวุธติดตามไปติดๆ ทว่าภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้เขาต้องชะงักฝีเท้า ประตูจวนบานยักษ์ที่ทำจากไม้แก่นจันทน์เนื้อแข็งบัดนี้แตกละเอียดเป็นเศษไม้กองพะเนิน และท่ามกลางฝุ่นดินที่คละคลุ้ง มีเด็กหนุ่มสองคนยืนตระหง่านอยู่อย่างมั่นคงประดุจขุนเขา
สายตาของผู้ตรวจการและขุนนางท้องถิ่นกวาดมองผู้บุกรุกอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็น ฉินอวี้ ผู้พกกระบี่ยาวสลักลวดลายวิจิตร ท่วงท่าสง่างามแฝงไปด้วยความทะนงตน และอาภรณ์ที่สวมใส่ล้วนเป็นผ้าเนื้อดีราคาแพงประดุจคุณชายจากตระกูลใหญ่ผู้สูงศักดิ์ พวกเขาถึงกับลอบกลืนน้ำลายและลดท่าทีแข็งกร้าวลงเล็กน้อยด้วยความเกรงใจในเบื้องหลังที่อาจคาดไม่ถึง
แต่เมื่อสายตาเคลื่อนมาหยุดอยู่ที่ ลู่ชิง บัณฑิตหนุ่มในชุดผ้าป่านสีซีดจางที่เต็มไปด้วยรอยปะชุนนับไม่ถ้วนและคราบฝุ่นดิน ความยโสโอหังและความเหยียดหยามก็กลับคืนมาท่วมท้นในทันที
"หึ! ข้านึกว่ายอดคนจากสำนักเลื่องชื่อที่ไหน ที่แท้ก็แค่ไอ้ขอทานในคราบนักปราชญ์ที่เดินตามก้นคุณชายหลงทางมาคู่หนึ่ง" ผู้ตรวจการอ้วนเค่นหัวเราะอย่างดูแคลน พลางใช้ปลายนิ้วที่อ้วนสั้นชี้หน้าลู่ชิงอย่างรังเกียจ
"ไอ้บัณฑิตสวะ! ชุดโสมมที่เจ้าใส่อยู่นี่ ต่อให้เอาไปขายทิ้งยกครัวยังซื้อจอกสุราที่เจ้าทำข้าทำตกเมื่อครู่ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ เจ้ารู้หรือไม่ว่าความผิดฐานทำลายทรัพย์สินราชการและบุกรุกจวนผู้ตรวจการหลวงนั้นมีโทษถึงประหารชีวิตเจ็ดชั่วโคตร!"
ขุนนางท้องถิ่นเห็นนายใหญ่เปิดช่อง ก็รีบก้าวออกมาข้างหน้าพลางบิดรอยยิ้มสอพลอรับมุขทันที
"โอ้... ท่านผู้ตรวจการดูสิขอรับ ดูเหมือนในถิ่นทุรกันดารเช่นนี้ จะยังมีพวก 'หนอนตำรา' ที่กินแกลบจนสมองฝ่อ คิดจะมาสวมบทบาทวีรบุรุษขี่ม้าขาวปกป้องชาวบ้านเสียแล้ว ชุดปะชุนรุ่งริ่งเช่นนี้... สงสัยแม้แต่อีแปะเดียวในกระเป๋าก็คงไม่มีปัญญาจ่ายภาษี เลยตั้งใจมาขอลดหย่อนด้วยการทำลายประตูจวนเพื่อแสดงความถ่อยกระมัง? ช่างเป็นความโง่เขลาเบาปัญญาที่หาที่เปรียบมิได้จริงๆ สภาพเจ้าตอนนี้ไม่ต่างจากหมาข้างถนนที่เห่าใบตองแห้งเลยสักนิด!"
ผู้ตรวจการอ้วนแสยะยิ้มอย่างน่ารังเกียจพลางมองข้ามลู่ชิงไปทางฉินอวี้ด้วยแววตาประนีประนอม
"สำหรับคุณชายท่านนี้ ข้าอาจจะพอเจรจาเห็นแก่หน้าหน้าตระกูลของเจ้าได้บ้าง หากเจ้ายอมคุกเข่าขอขมาและส่งมอบกระบี่เล่มนั้นมาแทนค่าเสียหาย แล้วไสหัวไปซะข้าอาจจะละเว้นโทษตาย... แต่สำหรับไอ้บัณฑิตชั้นต่ำคนนี้" เขาหันกลับมาถ่มน้ำลายลงพื้นตรงหน้าเท้าลู่ชิงอย่างดูหมิ่น
"ข้าจะให้คนของข้าหักขาทั้งสองข้างของมัน แล้วลากมันไปแห่ประจานกลางตลาด ให้คนทั้งตำบลดูเป็นเยี่ยงอย่างว่า คนจนที่ริอ่านจะมาลองดีกับอำนาจรัฐ... จุดจบมันน่าเวทนาเพียงใด!"
ลู่ชิงที่ยืนนิ่งฟังคำดูถูกมานาน จู่ๆ ก็หลุดขำออกมาเบาๆ เขาไม่ได้มีท่าทีโกรธเคืองแม้แต่น้อย แต่กลับแค่นยิ้มกวนประสาทพลางยกนิ้วก้อยขึ้นมาปั่นหูอย่างไม่ยี่หระ
"ไอ้หยา... ท่านผู้ตรวจการ พุงของท่านนี่ช่างล้ำหน้าวิสัยทัศน์ไปไกลจริงๆ เลยนะขอรับ" ลู่ชิงพูดยิ้มๆ พลางกวาดสายตามองไปที่คราบเหล้าบนพุงอ้วนๆ ของอีกฝ่าย
"แล้วเมื่อกี้ท่านบอกว่าชุดข้าไม่มีราคา? โถ่... ท่านขุนนางผู้ปรีชา ท่านคงไม่รู้อะไร ชุดปะชุนของข้านี่แหละ กำลังเป็นที่นิยมจากแดนเซียนเชียวนะ รูระบายอากาศพวกนี้ช่วยให้ลมเย็นเวลาข้าต้องเดินเตะปากพวกสุนัขรับใช้ยังไงเล่า!"
เขายักคิ้วให้ขุนนางท้องถิ่นหนึ่งที ก่อนจะหันไปพูดกับฉินอวี้ด้วยน้ำเสียงยียวน
"ศิษย์น้องฉิน ดูสิ... ขุนนางบ้านเรานี่ช่างใจดีจริงๆ นอกจากจะยกเว้นค่าประตูให้เราแล้ว ยังอาสาจะช่วยหักขาข้าไปทำไม้จิ้มฟันอีกแหนะ ท่านว่าข้าควรจะขอบคุณพวกเขาด้วย 'หมัด' หรือด้วย 'ฝ่าเท้า' ดีล่ะ?"
"ฮ่าๆๆ! พี่ลู่ ท่านกวนโอ๊ยได้ใจข้านัก!" ฉินอวี้หัวเราะร่าพลางควงกระบี่โชว์
"ข้าว่ามอบ 'ภาษีเท้า' ให้พวกมันสักคนละโหลก็น่าจะพอนะพี่!"
ลู่ชิงหันกลับมาจ้องตาผู้ตรวจการอ้วนที่ตอนนี้โกรธจนตัวสั่นพะเยิบพะยาบ
"ว่าแต่ท่านผู้ตรวจการ... สุราทองคำของท่านน่ะ รสชาติมันคงจะขมคอมากเลยใช่ไหม? เพราะมันหมักมาจากหยาดเหงื่อคนยากน่ะสิ ข้าว่ามันไม่เหมาะกับคออ้วนๆ ของท่านหรอก... เปลี่ยนมาลองชิม 'รสชาติของดิน' ดูบ้างไหมล่ะ? ข้าบริการให้ฟรี ไม่คิดภาษีแม้แต่อีแปะเดียวเลยนะ!"
ขุนนางโฉดโดนบัณฑิตกะล่อนปั่นประสาทจนเส้นเลือดในสมองแทบแตก