ขณะที่ตู้เซ่าฝู่กำลังหยิบกับแกล้มเหล้าสองสามอย่างออกมาจากครัวท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว ดวงจันทร์ขาวผ่องลอยอยู่กลางเวหา แม้ไม่ใช่วันที่สิบห้าเดือนแปดทว่าแสงจันทร์วันนี้ก็งดงามมาก
สองพ่อลูกนั่งลงไม่พูดอะไรกัน
ทั้งตัวของตู้ถิงเซวียนมีแต่กลิ่นสุราเขาเงยหน้าดื่มสุราอีกครั้ง จากนั้นก็ยื่นขวดเหล้าให้กับตู้เซ่าฝู่ ถามว่า “ไม่เป็นอะไรนะ?”
“ไม่เป็นไร แค่เข้าไปเดินในเทือกเขาอสุรกายนิดหน่อย”
ตู้เซ่าฝู่รู้ว่าบิดาขี้เหล้าของตนกำลังถามไถ่ถึงเรื่องที่เขาหายตัวไปเขาบอกลุงสองไปว่าเขาเข้าไปในเทือกเขาอสุรกายเพื่อที่จะฝึกตัวเองไม่ได้เล่าเรื่องจอมยุทธหญิงคนงามที่จับตัวเขาไป จะได้ไม่ทำให้ฝูอี้ไป๋เดือดร้อนและตู้เซ่าฝู่ก็ไม่ได้บอกลุงสองถึงเรื่องอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองกับปีศาจหงส์เพลิงม่วงจะได้ไม่ทำให้ตนเองเดือดร้อน สุดท้ายแล้วก็ไม่รู้ควรอธิบายอย่างไรดี
ตู้เซ่าฝู่รับขวดเหล้ามาดื่มจากนั้นยื่นคืนบิดาของเขาไป เขาดื่มสุราเป็นเพื่อนบิดาของเขามาตั้งแต่เล็กตอนเล็กๆ เขายังเคยแอบดื่มเองด้วย ดังนั้นเขาจึงคอแข็งใช่ย่อยอยู่
“อืม”
ตู้ถิงเซวียนตอบมาแค่คำเดียวสั้นๆจากนั้นดื่มต่อไปอีกอึกใหญ่ จากนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
ตู้เซ่าฝู่คุ้นเคยกับรูปแบบการปฏิบัติตัวอย่างนี้กับบิดาของเขานานแล้วการดื่มด้วยกันจะอยู่ในรูปแบบข้าหนึ่งอึกเจ้าหนึ่งอึกทว่าครั้งนี้ราวกับว่าจะดื่มมากกว่าปกติ มากจนทำให้ตู้เซ่าฝู่เริ่มเวียนศีรษะสุดท้ายก็หลับใหลหมดสติคาหน้าเรือนไปเลย...
ยามอรุณรุ่งเมื่อตู้เซ่าฝู่ฟื้นได้สติ ก็เริ่มด้วยการขยี้ตาทั้งสองข้าง เขาพบว่าบริเวณรอบๆมืดตึ๊ดตื๋อ
“อยู่ในโลงศิลาในโถงบูชาบรรพบุรุษอีกแล้ว”
ตู้เซ่าฝู่ลุกขึ้นพร้อมผลักฝาโลงศิลาออกพบว่าตนตื่นขึ้นมาในโถงบูชาบรรพบุรุษอีกแล้วจริงๆ ทั้งตัวชุ่มไปด้วยเหงื่อมีคราบสกปรกบนตัวมากมายเขารู้สึกราวกับว่าภายในร่างกายได้ชำระล้างสิ่งสกปรกครั้งใหญ่อีกครั้ง
หลังจากที่เขาออกมาจากโถงบูชาบรรพบุรุษและกลับมาถึงเรือนที่พักของตนก็พบว่าบิดาขี้เมาของเขาไม่อยู่ที่ลานหน้าเรือนแล้ว พอเขาอาบน้ำเสร็จก็เปลี่ยนเป็นชุดสีม่วงที่ปกติเขาชอบสวมที่สุด
“คุณชายเซ่าฝู่ นายท่านใหญ่รอพบท่านอยู่ที่ห้องอักษร”
ตู้เซ่าฝู่ก็พบว่าผู้ดูแลใหญ่จากเรือนหน้าเข้ามาไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรบ้านสกุลตู้ทุกคนเรียกเขากันว่าลุงสกุลหลินเป็นผู้เฒ่าคนหนึ่งที่อายุเกินกว่าหกสิบปีแล้วเป็นคนที่ลุงใหญ่ให้ความสำคัญมากที่สุดคนหนึ่งสถานะของเขาที่อยู่ในบ้านสกุลตู้สูงมาก เขาเข้ามาเพื่อบอกว่าลุงใหญ่ต้องการพบตน
ตู้เซ่าฝู่พยักหน้าเมื่อวานลุงสองก็เกริ่นไว้แล้วว่าลุงใหญ่ต้องการพบเขาแต่ก็คิดไม่ถึงว่าเช้าตรู่ขนาดนี้ก็ส่งคนมาเรียกตนไปเสียแล้วทันใดนั้นเขาก็คิดอะไรบางอย่างออก หันไปถามชายชราอายุหกสิบปีคนนั้นว่า “ลุงสกุลหลินตู้ไห่ที่อยู่เรือนหลังมีความสามารถในการจัดการเรื่องอย่างไรบ้าง?”
“เอ่อ...”
เมื่อผู้เฒ่าคนนั้นได้ยินก็ตะลึง จากนั้นยิ้มและตอบไปว่า “คุณชายเซ่าฝู่ไม่เตือนข้าน้อยก็เกือบลืมว่าตู้ไห่เป็นผู้ดูแลใหญ่ของเรือนหลังทว่าช่วงนี้ความสามารถในการจัดการนับวันยิ่งแย่ลงเรื่อยๆข้าน้อยคิดว่าจะไปลงโทษเขาสักหน่อยอยู่พอดี”
“ลุงสกุลหลิน ท่านเป็นคนที่ท่านลุงใหญ่ให้ความสำคัญและก็เป็นคนที่บ้านสกุลตู้ให้ความเคารพ บ้านสกุลตู้รบกวนท่านมาเยอะเลยคนในบ้านสกุลตู้ที่ไร้คุณสมบัติ หากไม่สมควรยกโทษให้ก็อย่ายกโทษให้เด็ดขาด”ตู้เซ่าฝู่พูดจบ ก็ยิ้มและค่อยๆ เดินจากไป
ชายวัยหกสิบปีมองตามหลังตู้เซ่าฝู่จากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา พูดออกมาลอยๆ ว่า“ดูท่าคุณชายน้อยท่านนี้จะเอาจริงแล้ว ใครว่าเขาเป็นคุณชายน้อยจอมทึ่มกันล่ะบุตรชายของคุณชายสามจะเป็นเด็กทึ่มได้อย่างไรตอนนี้บ่าวรับใช้ในบ้านสกุลตู้คงต้องปรับเปลี่ยนกันหน่อยแล้ว”
ตู้เซ่าฝู่มาถึงห้องอักษรของลุงใหญ่
ลุงใหญ่ไม่ได้ให้ตนไปโถงรับรองแต่ให้มาที่ห้องอักษรตู้เซ่าฝู่รู้ว่าลุงใหญ่ไม่เคยรังเกียจเขาเลยคนที่สามารถเข้ามาในห้องอักษรของลุงใหญ่มีไม่มากต่อให้เป็นคนร่วมสายเลือดในบ้านสกุลตู้ก็มีไม่มากที่เคยเข้ามา
“เซ่าฝู่ มาให้ข้าดูหน่อยสิ”
ขณะที่ตู้เซ่าฝู่ผลักประตูห้องอักษรออกบุรุษที่ทรงสง่าอายุราวๆ สี่สิบกว่าปีก็เงยหน้ามามองรีบลุกขึ้นมาต้อนรับเด็กหนุ่มที่มาเยือนอย่างดีใจ
“ท่านลุงใหญ่” ตู้เซ่าฝู่คารวะทักทายบุรุษที่ปรากฏอยู่ด้านหน้าของเขาคือตู้เจิ้นอู่ที่มีศักดิ์เป็นลุงใหญ่ของเขาเป็นชายบุคลิกดีดูสง่า และเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วเมืองสือเฉิง
“เรื่องของเจ้าข้าพอได้ยินมาบ้างแล้ว ไม่เป็นไรก็ดีแล้วคราวหน้าอย่าหายเข้าไปในเทือกเขาอสุรกายเพียงลำพังอีกล่ะ”
ตู้เจิ้นอู่ตบลงที่บ่าของตู้เซ่าฝู่จากนั้นก็ดึงเขามานั่งข้างในห้องอักษร จู่ๆ ก็สีหน้าเคร่งเครียดทว่าแววตายังคงดูอ่อนโยนและใจดี เขาเอ่ยถามว่า “ข้าได้ยินว่าเจ้าสามารถฝึกฌานได้แล้วจริงหรือไม่?”
“ขอรับข้าฝึกฌานได้แล้ว” ตู้เซ่าฝู่พยักหน้า จุดนี้ไม่มีอะไรต้องปิดบัง เพราะอย่างไรเสีย ขณะนี้คนในบ้านสกุลตู้ทุกคนน่าจะรู้แล้ว
“หายแล้วก็ดี หายแล้วก็ดี สวรรค์ช่างคุ้มครองบ้านสกุลตู้ของข้าเหลือเกินสวรรค์ทรงเมตตากับเซ่าฝู่หลานชายของข้า”
ตู้เจิ้นอู่ตื่นเต้นมองตู้เซ่าฝู่แล้วก็ยิ้มอย่างดีใจ ผ่านมาสักครู่ สีหน้าก็เริ่มเคร่งขรึมอีกครั้งเขากล่าวกับตู้เซ่าฝู่ว่า “อีกประมาณหนึ่งเดือนจะมีการประลองฝีมือระหว่างทายาทวัยรุ่นของสุดยอดห้าสกุลในเมืองสือเฉิงที่จะมีจัดในทุกๆสามปี หากคว้าที่หนึ่งได้ นอกจากการได้เป็นผู้ชนะเลิศแล้วยังได้รับประโยชน์บางอย่างที่ดีมาก บ้านสกุลของผู้ชนะจะได้ประโยชน์ไม่น้อยข้าอยากให้เจ้าเตรียมตัวหน่อย พอถึงตอนนั้นบ้านสกุลตู้คงต้องฝากให้เจ้าช่วยแล้ว”
“ขอรับ”
ตู้เซ่าฝู่พยักหน้าการพบปะกันของสุดยอดห้าสกุลที่มีจัดหนึ่งครั้งในสามปี เขาเองก็พอเคยได้ยินมาก่อน
หลังจากอยู่คุยเป็นเพื่อนลุงใหญ่สักพักตู้เซ่าฝู่ก็ขอตัวออกมา มีหลายคำถามที่ลุงใหญ่ถามมา เขาไม่สามารถบอกตรงๆ ได้จึงต้องเฉไฉบิดเบือนความจริง เรื่องในเทือกเขาอสุรกายเขาเน้นย้ำไปตลอดว่าเขาเข้าไปเพราะเป้าหมายที่ว่าอยากฝึกฝนตนเอง
ตู้เจิ้นอู่มองออกไปข้างนอกเหม่อมองตู้เซ่าฝู่ที่จากไป สีหน้าปีติของเขาค่อยๆ ดูขรึมขึ้น แววตาดูเคร่งเครียดกล่าวว่า “งานพบปะสุดยอดห้าสกุลที่ทุกสามปีจะจัดครั้งหนึ่งหวังว่าครั้งนี้จะไม่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดอะไรล่ะ ”
...
ด้านหลังหอเก็บคัมภีร์วรยุทธมีลานกว้างพื้นที่ที่แสนกว้างใหญ่
ฝูอี้ไป๋นั่งยองๆท่าทางเหมือนแม่นกกกไข่อยู่ในรัง เขาก้มมองดูมดเดินไปเดินมาสายตานิ่งไม่มองไปที่อื่นเลย ดูแล้วตั้งใจมากๆ ที่จริงเพราะเขาไม่กล้าเงยหน้าขึ้นไปมอง
ตู้เซ่าฝู่ยืนอยู่ด้านหลังของฝูอี้ไป๋จากนั้นก็อ้อมขึ้นไปอยู่ด้านหน้าของฝูอี้ไป๋แม้เขาบอกกับลุงสองและลุงใหญ่ว่าเขาเข้าไปในเทือกเขาอสุรกายเองแต่นั่นเพราะโกหกเพื่อไม่อยากทำให้ฝูอี้ไป๋ต้องลำบากแต่ไม่ได้หมายความว่าจะลืมเรื่องราวจริงๆ ที่เกิดขึ้นไปอย่างน้อยเขาก็ต้องถามฝูอี้ไป๋ให้ชัดเจนว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น
ฝูอี้ไป๋แกล้งทำเฉไฉหันหลังใส่ตู้เซ่าฝู่อีกครั้งจากนั้นก็มองดูมดที่เดินบนพื้นต่อไป
ตู้เซ่าฝู่โมโหก้าวเข้าไปนั่งยองๆ ข้างหน้าฝูอี้ไป๋ พร้อมเอ่ยว่า “เหล่าไป๋ท่านควรอธิบายให้ข้าฟังหน่อยไม่ใช่หรือ?”
“อธิบายเรื่องอะไร?” ฝูอี้ไป๋ทำสีหน้างงๆเงยหน้ามองตู้เซ่าฝู่ ทำสีหน้าไร้เดียงสา
“อย่ามาแกล้งโง่หน่อยเลย สตรีคนงามนางนั้นเป็นเพราะเรื่องอะไรท่านรู้หรือไม่ อีกนิดเดียวข้าก็เกือบตายไปจริงๆ เพราะท่านแล้ว”
ตู้เซ่าฝู่ยิ่งพูดยิ่งโมโหยิ่งพูดยิ่งอารมณ์เดือด ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพราะตาเฒ่าคนนี้แท้ๆ ต่อให้เป็นแมวเก้าชีวิตอีกนิดก็ตายได้แล้ว นึกไม่ถึงว่าตาแก่นี่จะเฉไฉชี้โบ๊ชี้เบ๊ทำเป็นไม่รู้เรื่องเช่นนี้
ฝูอี้ไป๋มองตู้เซ่าฝู่ทำเป็นไม่สนใจสีหน้าที่เดือดดาลของตู้เซ่าฝู่ กล่าวว่า “แล้วตอนนี้เจ้าตายไปแล้วหรือยัง?”
ตู้เซ่าฝู่ตะลึงกับคำตอบโมโหกัดฟัน “ยัง!”
“แล้วแขนขาเจ้าขาดไปหรือเปล่า?” ฝูอี้ไป๋ถามต่อ
ตู้เซ่าฝู่กัดฟันตอบไปอีก “ก็เปล่า!”
“งั้นก็ไม่เป็นอะไรเลยนี่”
ฝูอี้ไป๋เหลือบมองตู้เซ่าฝู่ด้วยสีหน้าเหยียดๆจากนั้นกล่าวว่า “นางดูแล้วเย็นชาใจแข็ง ทว่าที่จริงแล้วนางไม่สังหารใครซี้ซั้ว แต่เจ้าน่ะพลาดโอกาสดีๆ ไปเสียแล้วรู้หรือไม่ว่าบนโลกนี้มีคนตั้งมากมายแค่ไหนอยากกราบคารวะเป็นศิษย์ของนางหากเจ้าเกาะแกนางไปดีๆ ไม่แน่ว่านางอาจยอมรับเจ้าเป็นศิษย์ก็เป็นได้หากเป็นเช่นนั้นต่อไปเจ้าคงเก่งฉกาจจนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วยุทธภพแน่นอนดีกว่าต้องมาอยู่ที่บ้านสกุลตู้เล็กๆ ที่นี่เยอะเลย เสียดายแทนเจ้าจริงนะ”
ตู้เซ่าฝู่ตะลึงพอได้ยินฝูอี้ไป๋พูดเช่นนี้เหมือนโบ๊ยว่าเป็นเขาเองต่างหากที่ติดค้างหนี้บุณคุณอันใหญ่หลวงจากฝูอี้ไป๋
“ฝูอี้ไป๋ อย่าหนีไปไหนเซ่”
ขณะที่ตู้เซ่าฝู่กำลังตะลึงฝูอี้ไป๋ก็โกยแนบไกลแล้ว
หลังจากนั้นณ เขาหลังบ้านสกุลตู้ มีกลิ่นหอมคลุ้ง
ตู้เซ่าฝู่กับฝูอี้ไป๋กำลังกินเนื้อย่างอ้ากินคำใหญ่ ตะกละตะกลามดั่งหมาป่าที่หิวโหย
ทว่าไม่ว่าตู้เซ่าฝู่จะถามฝูอี้ไป๋ถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับสตรีงามนางนั้นและสถานะของนางอย่างไร ฝูอี้ไป๋ก็เฉไฉไม่ยอมตอบดังนั้นสุดท้ายคำถามมากมายในใจของตู้เซ่าฝู่ เลยต้องเก็บไว้เองอยู่ในใจ
“ของในตัวเจ้าเก็บไว้ดีๆ อย่าทำหายล่ะส่วนที่ว่าจะทำความเข้าใจจนบรรลุได้หรือไม่ ก็อยู่ที่ความสามารถของเจ้าแล้ว”
หลังจากกินจนอิ่มตู้เซ่าฝู่กำลังเรอลม จู่ๆฝูอี้ไป๋ก็พูดกับตู้เซ่าฝู่ด้วยประโยคที่ไม่คาดคิดว่าจะพูด “อิ่มละข้ากลับไปนอนกลางวันแล้วนะ”
ตู้เซ่าฝู่ตะลึงไปสักครู่เมื่อได้สติกลับมา ฝูอี้ไป๋ก็หายไปแล้วไม่เห็นแม้แต่เงา
“ตู้เซ่าฝู่ ในที่สุดเจ้าก็กลับมาแล้ว”
เวลาบ่ายตู้เซ่าฝู่เพิ่งลงมาจากเขาหลังเตรียมจะกลับไป เมื่อเพิ่งก้าวเข้าประตูหลังก็มีกลุ่มคนมาบังทางไว้
ตู้เซ่าฝู่จ้องมองดูพวกคนที่มากั้นต่างเป็นคนที่ใบหน้าคุ้นเคยตู้เฮ่าที่เป็นหลายชายคนโตของบ้านสกุลตู้ก็อยู่ในนั้น รวมถึงตู้ชงกับตู้เหยียนด้วยคนอื่นๆ ก็คือบรรดาลูกหลานของบ้านสกุลตู้คนอื่นๆ
ตู้เซ่าฝู่เห็นคนกลุ่มนี้นัยน์ตาก็สั่นไหวเล็กน้อย จากนั้นก็ยิ้มออกมา พร้อมกล่าวว่า “พวกเจ้าจะเอายาลูกกลอนกับเงินมาคืนข้าหรือดูท่าพวกเจ้ายังไม่ลืมกันนะ พวกเจ้าติดค้างยาลูกกลอนกับเงินของที่ผ่านมาสิบปี”
“ติดค้างบ้านแกสิรีบเอายาสร้างรากฐานปราณกับโลหิตสกัดอสูรหมาป่าเป้าสือของพวกข้าคืนมาไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ!”
ตู้เฮ่าโมโหสมบัติชั้นยอดอย่างโลหิตสกัดอสูรหมาป่าเป้าสือถูกแย่งชิงไปแล้วเขาจะอดทนกล้ำกลืนฝืนทนไปเสียอย่างนั้นได้อย่างไร บิดาของเขาไปหาเจ้าบ้านทว่าก็พบว่าตู้เซ่าฝู่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย สุดท้ายเลยทำอะไรไม่ได้แต่พอได้ยินว่าเมื่อวานช่วงเย็นตู้เซ่าฝู่กลับมาทุกคนที่มีบัญชีความแค้นในเหตุการณ์หลังงานประลองฝีมือก็เลยมารวมตัวกันเพื่อจะล้างแค้นตู้เซ่าฝู่ไม่ได้คิดว่าจะได้มาพบที่เรือนหลัง
“ตู้เซ่าฝู่ รีบเอายาสร้างรากฐานปราณกับโลหิตสกัดอสูรหมาป่าเป้าสือคืนมาถ้าไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าพวกเขาไม่เกรงใจล่ะ”
ตู้เฮ่าและตู้เหยียนตะโกนขู่หนึ่งเดือนที่ผ่านมา พวกเขาไม่มีหน้าไปพบใครของรางวัลของทั้งสามคนถูกตู้เซ่าฝู่แย่งชิงไปหมด ขณะนี้พวกลุงพวกอาในบ้านสกุลตู้ต่างมีสายตาที่มองพวกเขาเปลี่ยนไปด้วย
พวกเขาต่างไม่กล้าออกจากบ้านพวกเขาสามคนรับแค่กระบวนท่าเดียวของตู้เซ่าฝู่ยังไม่ได้เรื่องนี้แพร่กระจายไปถึงหูบ้านสกุลใหญ่ๆ กันหมดแล้ว คนของบ้านสกุลอั้นบ้านสกุลเฉิง บ้านสกุลฉิน และบ้านสกุลไป๋เมื่อพบพวกเขามีหลายคนที่มองด้วยสายตาเหยียดและหัวเราะเยาะ เรื่องน่าอับอายนี้ดังไปทั่วเมืองแล้ว