“ในความโชคร้าย มึงก็ยังมีความโชคดี”
“ครูบาเจ้าออกบวชเมื่อใดข้าเจ้าหารู้ไม่ มีเพียงสิ่งหนึ่งที่ข้าเจ้าเห็นจนชินตา คือครูบาเจ้ามักออกหน้าห้ามผู้ใดดุด่าว่าร้ายต่อเจ้านางซอมพอ ทุกคนรวมทั้งเจ้าหลวงบิดาของเจ้านาง ต่างมิมีผู้ใดกล้าหาญถกเถียงหรือขัดคำสั่งนั้นแม้แต่คนเดียว เรื่องนี้ทุกคนต่างรู้ดี แม้กระทั้งแม่เจ้าเกสร ที่มักหาโอกาสกลั่นแกล้งต่อนายของข้า หากครูบาท่านออกตัว แม่เจ้าเกสรก็ทำได้เพียงจำใจสยบยอมรับ พื้นหลังภูมิก่อนของครูบาเจ้านั้น ข้าเองก็หารู้แจ้ง มาเห็นท่านก็เป็นภิกษุห่มผ้าย้อมฝางมาเช่นนี้แต่ก่อนแล้ว”
พญาพรหมเสกถอนหายใจ ด้วยไม่รู้จะจับต้นชนปลายเช่นไร
“แล้วเรื่องที่แม่เจ้าเกสรนั่น จักส่งตัวเจ้านางซอมพอไปเจริญไมตรีแก่เวียงทุ่งหลวงเล่า นางเคยได้มาบอกกล่าวต่อครูบาท่านหรือไม่”
“น่าจะไม่ เจ้าหลวงเองก็ไม่แน่ว่าจักทรงรู้เรื่องนี้ด้วยหรือไม่ พระองค์ทรงละเว้นงานแผ่นดินไปตั้งแต่เจ้านางยังเด็กเล็กนัก ครูบาเจ้าก็น่าจะออกบวชตั้งแต่เจ้านางยังเด็กเช่นกัน เจ้าหลวงมีสนมหลายพระองค์ หนึ่งในผู้ที่โดดเด่นคือเจ้านางเกสร ที่ต่อมานางได้รับการยกย่องให้เป็นแม่เจ้าเกสร สำเร็จราชการแผ่นดินเวียงสรวงทั้งปวง แม้นนางจะเป็นสตรีไร้มารยาท ด้วยเทือกเหง้าหาใช่คนสูงศักดิ์ แต่นางก็นับว่ามีความสามารถอยู่ไม่น้อย จึงเป็นที่ยอมรับจากคนทั้งปวง หากนับเวลาดูแล้ว อันที่จริงสมควรยกบังลังก์ทองให้แก่เจ้าหาญ แต่มาถึงยามนี้กลับยังไร้วี่แวว”
“หากเจ้าหลวงมิทรงรู้เรื่องนี้ นี่เท่ากับเป็นการกระทำตามอำเภอใจ จริงอย่างที่มึงบอก นางฉลาดจริง นางตั้งใจเป็นมิตรต่อสุวรรณโคมคำแลเป็นดองกับทุ่งหลวง หากวันใดสุวรรณโคมคำมีอันเป็นไป เวียงสรวงก็ขาดจากสุวรรณโคมคำ ไปเป็นส่วนหนึ่งกับเวียงทุ่งหลวง ได้ด้วยการเกี่ยวดองเป็นเครือญาติกัน อีหมาสองลางผู้นี้ หากกูไม่เห็นแก่ความสัมพันธ์บ้านเมือง กูจักเดินไปบั่นคอมันเสียบัดเดี๋ยวนี้” จากสายตาอ่อนโยนที่มองอีเอื้องสาย แปรเปลี่ยนเป็นความดุดันเคียดแค้นเมื่อพูดถึงแม่เจ้าเกสร
“เวียงสรวงเป็นเมืองเล็กก็จริง แต่เรามีบ่อเหล็ก จะสุวรรณโคมคำหรือทุ่งหลวง ไม่ว่าจักร่ำรวยสักเพียงใด ก็ปฏิเสธทรัพยากรนี้ไปไม่ได้ เพียงแต่ไม่คิดว่า แม่เจ้าเกสรจะทรงคิดใช้ตัวเจ้านางของข้าเจ้า มาเป็นตัวหมากบนกระดานนี้ก็เท่านั้น”
ทั้งสองนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ด้วยต่างคนก็ต่างใช้ความคิด
“มิได้การแล้วอีเอื้อง กูน่าจะพลาดบางอย่างไปเสียแล้ว” พญาพรหมเสกอุทานขึ้น ดั่งเหมือนทรงคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “กูพลั้งปากบอกเรื่องเวียงทุ่งหลวงให้แก่ครูบาเจ้าไปเมื่อวานนี้ พอครูบาท่านรู้เรื่องก็ทรงเรียกหาพ่อครูผา ใช่แล้ว ครูบาเจ้าให้พ่อครูผา นำสาสน์ไปมอบให้แก่เวียงซัว อีเอื้อง…เวียงซัวแลครูบาเจ้า มีความสัมพันธ์อันใดต่อกันฤา แลเหตุใดเรื่องนี้ถึงต้องแจ้งแก่เวียงซัวให้รับรู้ แลครูบาท่านยังกำชับกู มิให้แจ้งเรื่องนี้แก่สุวรรณโคมคำ”
อีเอื้องมองหน้าชายคนรักแล้วส่ายหน้า “พ่อพญาไม่รู้ ข้าเจ้าจักรู้ได้เยี่ยงใด”
พิธีศพของพ่อครูผา ถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย ณ ชายป่าเวียงสรวง แยกจากป่าเฮว(ป่าช้า) อันชาวบ้านทั่วไปใช้กัน ด้วยพ่อครูดาบผู้นี้ไม่มีญาติพี่น้องแลลูกเมีย ชายป่าอันเงียบสงบแห่งนี้ จึงเหมาะเป็นที่นอนหลับใหลอันสงบร่มเย็นสุดท้ายศพถูกห่อด้วยสาดส่งลงหลุดกลบฝังดิน พร้อมข้าวของจำเป็นแลเมล็ดธัญพืชที่บรรจุใสไหดินเผา รอไปจนครบกำหนด ถึงขุดหลุมนำกระดูกมาบรรจุไหดินทำพิธีต่อไป
เจ้านางซอมพอแลเหล่าศิษย์จากสำนักดาบสบปิน มาร่วมส่งดวงวิญญาณผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย แต่กลับไร้ร่างของครูบาเจ้าสบปินอันเป็นขวัญหัวแก่เหล่าศิษย์ เสียงพูดคุยแผ่วเบาถามถึงครูบาเจ้าที่หายไป แต่กลับไร้คำตอบ มีเพียงพญาพรหมเสกเพียงผู้เดียว ที่เหมือนจะรู้เแจ้งแก่ใจ ว่าบัดนี้อดีตครูบาเจ้าสบปิน คงเดินทางไปเวียงซัวแล้วด้วยตนเอง
พญาพรหมเสกรอจนเสร็จสิ้นพิธีการ รอจนผู้คนเริ่มแยกย้าย เจ้านางซอมพอกำลังจะเดินจากไป พระองค์จึงรีบเอี้ยวตัวไปขวางเอาไว้
“เจ้านาง พอจักมีเวลาพูดคุยกับข้าได้หรือไม่”
“พ่อพญาพรหมเสกมีการใดต้องการพูดคุยด้วยข้าเจ้าฤา ตรงนี้เห็นทีจักมิเหมาะ" นางเหลียวมองดูผู้คนที่ยังคงยืนประปราย "ใต้ต้นไม้ใหญ่ทางโน้นเป็นอย่างไร” พูดจบนางก็เดินนำหน้าไป
“ข้ามีสิ่งนึงที่ยังสงสัย ไม่รู้ว่าเจ้านางพอจักไขข้อสงสัยนี้ให้ข้าได้หรือไม่”
นางยิ้มให้พญาพรหมเสก “ว่ามาเถิด”
“เจ้านางมีความสัมพันธ์ใดกับเวียงซัว”
คำถามนั้นทำเอาเจ้านางซอมพอถึงกับนิ่งงันไปชั่วขณะ “แม่ข้าเป็นคนเวียงซัว หากเดามิผิด พระองค์คงอยากถามเรื่องของครูบาเจ้า”
“เจ้านางเดามิผิด เป็นเช่นนั้นจริงพระเจ้าข้า”
“อดีตครูบาท่านเป็นพระญาติกับแม่ข้า ดำรงตำแหน่งแสน กินหัวเมืองแห่งหนึ่งในเขตเวียงซัว ก็คงคล้ายกับเจ้าแสนเมืองสิงห์กระมัง ท่านเลือกที่จะละทิ้งตำแหน่งเหล่านั้นแล้วติดตามแม่ข้ามาเวียงสรวง ในฐานะองครักษ์ เมื่อแม่ข้าคลอดข้าแล้วสิ้นใจ ท่านก็ออกบวช แต่กลับไม่เคยละทิ้งข้า พ่อข้าเองเสียด้วยซ้ำที่เอาแต่เก็บองค์อ้างหันหน้าเข้าทางธรรมแต่แท้ที่จริงพระองค์กลับทรงเห็นแก่ตัว ที่เลือกละทิ้งข้าแลแผ่นดิน ไปหาทางออกให้ตนเองแต่เพียงผู้เดียว” นางพูดถึงอดีตด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ไหนเลยจักซ่อนแววตาหว้าเหว่เอาไว้ได้
“ขออภัยที่ข้าพเจ้าละลาบละล้วงเรื่องของท่าน”
“มิเป็นใดดอก พ่อครูผา เป็นคนสนิทติดตามมาพร้อมกันกับแม่ข้า ข้าเจ้าไม่รู้ว่า มีเหตุอันใดถึงมีการส่งตัวพ่อครูผาไปเวียงซัว แลไม่รู้อีกว่า มีเหตุอันใดถึงขนาดต้องทำกันจนถึงแก่ชีวิตเยี่ยงนี้”
“เจ้านางอย่าหาว่าข้าจุ้นจ้านวุ่นวาย เวียงสรวงยามนี้ดั่งปกคลุมด้วยม่านหมองพรางตา ข้าเองที่ผิด ข้าพระเจ้าหลุดปากเอ่ยเรื่องที่เจ้านางจักถูกส่งตัวไปเวียงทุ่งหลวงต่อหน้าครูบาท่าน ด้วยข้านั้นเข้าใจผิดคิดว่าคนใกล้ชิดพระองค์จักรู้เรื่องนี้ ไม่คิดว่าพอครูบาท่านรู้เข้า ก็โกรธนัก แม้จะเก็บความรู้สึกเอาไว้ แต่ข้าก็สัมผัสได้ การปะลองดาบเมื่อวันวาน เสมือนพระท่านได้ปลดปล่อย หากเป็นผู้อื่นมิใช่ข้า คงมีเหตุให้เจ็บกายไปแล้วกระมัง”
แววตาของนางดูครุ่นคิด “มิเป็นใดดอก เรื่องนี้จักช้าหรือเร็ว สุดท้ายแล้วท่านก็ต้องรู้อยู่ดี เพียงแต่เรื่องนี้เป็นเรื่องภายในของเวียงสรวง เรื่องของเวียงซัวเป็นเช่นไรข้าหารู้ไม่ แม้แต่ใบหน้าของแม่ท่าน ข้าเองก็ไม่ทันได้เห็น ข้าถูกเลี้ยงคู่กันมากับเจ้าหาญในการดูแลของแม่เจ้าเกสร แม้นางจักมิใคร่ชอบข้า แต่นางก็เลี้ยงข้ามา นางเป็นเพียงสตรีต่ำต้อยแต่กลับต้องมาแบกรับหน้าที่ใหญ่หลวง อันการที่นางคิดทำ อาจดูไม่เข้าตาเจ้าเหนือหัวสุวรรณโคมคำ แต่กลับสตรีเช่นนาง นี่คงเป็นหนทางที่ดีแล้ว”
“ดีฤา แล้วเหตุใดไม่ยกเจ้านางให้พี่ข้าเล่า ทำไมต้องยกให้ทุ่งหลวงด้วย” น้ำเสียงของเจ้าพรหมเสก มีความไม่พอใจแฝงอยู่จนสัมผัสได้
เจ้านางซอมพอนิ่งเงียบไปกับคำถามนั้น ใช่…แล้วเหตุใดไม่ยกนางให้สุวรรณโคมคำ เมืองใหญ่ที่ปกครองแผ่นดินแถบนี้มาช้านาน แต่กลับคิดส่งนางไปไกลถึงเวียงทุ่งหลวง
แบบอีบุ๊ค 3 เล่มจบ :
เล่ม 1. https://shorturl.asia/e8Lbh
เล่ม 2 https://shorturl.asia/BxnNW
เล่ม 3. https://shorturl.asia/hCcXH