แสงแดดอ่อนๆสาดกระทบเข้าหาเกลียวคลื่นมันช่างดูเป็ประกายอันสวยงามเสียงคลื่นกระทบกับชายฝั่งและสายลมอันโชยอ่อนพัดพามาซึ่งกลิ่นอายแห่งท้องทะเลเหล่านกนางนวลได้ส่งเสียงร้องเพรียกหากัน และในส่วนเหล่าเด็กๆได้นั่งตกปลากันพร้อมหน้าพร้อมตาอย่างมีความสุขกับครอบครัวของเขาท่ามกลางเสียงะโดังเป็่ๆจากการค้าขายของเหล่าชาวประมงกับพ่อค้าปลา และเสียงอันโหวกเหวกของคนงานที่กำลังขนสินค้าขึ้นเรือสำราญลำใหญ่
“ดูเหมือนผู้เล่นส่วนใหญ่จะยังไม่มาถึงที่นี่กันสินะ”
“ถ้าอย่างนั้นเรารีบหาตั๋วขึ้นเรือออกจากเมืองท่านี้ก่อนที่พวกนั้นจะแห่กันมาดีกว่า”
ชายวัยกลางคนทรงผมหัวหนามสีน้ำตาลเข้ม และมีร่างกายที่กำยำราวกับว่าเขาได้ทำงานอย่างหนักหน่วงมาทั้งชีวิตได้บ่นกันตนเองอย่างเบาๆก่อนที่เขาจะเดินตรงไปยังคนขายตั๋วสำหรับขึ้นเรือสำราญลำใหญ่นั้น
“ขอซื้อตั๋วใบนึงครับ”
“จะไปท่าเรือคัสเซนการ์ดงั้นรึ?”
“ใช่ครับ”
“หนึ่งใบ 4 เหรียญเงิน ถ้าไม่มีก็ไปไกลๆซะ”
ฟรานได้ล้วงเข้าไปในกระเป๋าของตนก่อนจะพบว่านอกจากอุปกรณ์งานช่างแล้วเขาก็ไม่มีแม้กระทั่งเหรียญทองแดงสักเหรียญเลยจนทำให้เขาได้แต่ยิ้มแห้งๆและเดินจากไปจากตรงนั้น
“เฮ้อ เมนูส่วนตัวก็เปิดไม่ได้ข้าวของก็ต้องมาเก็บใส่เป้ใบเล็กๆใบนี้”
“แถมพอสังหารมอนส์เตอร์แล้วยังไม่ดรอปเงินอีก”
“ที่พอจะขายได้ก็มีแค่ขนมปังของก็อบบลินแต่เราก็กินไปแล้วนี่เนอะ”
ฟรานได้แต่บ่นอุบอิบพร้อมกับมองหาร้านรับซื้อไอเทมโดยเขาได้คาดหวังว่าร้านค้านั้นจะสนใจอุปกรณ์งานช่างที่อยู่ในกระเป๋าของตนบ้างและเนื่องจากการที่ฟรานไม่สามารถเปิดเมนูส่วนตัวได้ไอเทมและข้าวของทั้งหมดของฟรานจึงต้องถือหรือหาเป้ใส่เอาเองเพราะไม่มีช่องว่างมิติสำหรับเก็บของเหมือนกับผู้เล่นคนอื่นๆและในระหว่างที่ฟรานกำลังคิดวิธีหาตังไปพลางๆ เขาก็ได้ไปเดินชนเข้ากับชายหนุ่มสวมชุดคลุมสีดำทั้งตัว
“อ๊ะ ขอโทษครับ”
ฟรานรีบขอโทษชายหนุ่มชุดดำที่ตนเดินชนเขาเพราะมัวแต่เหม่อลอยคิดถึงเื่ที่เพิ่งผ่านพ้นมากับวิธีที่จะหาเงินขึ้นเรือแต่ชายผู้นั้นกับรีบเดินหนีฟรานไปเสียอย่างดื้อๆและไม่แม้แต่จะเหลียวหลังหันกลับมามองเขาเลย
“อะไรของเขากันนะ สงสัยคงรีบมาก”
“อ๊ะ เจอร้านรับซื้ออุปกรณ์ต่างๆแล้ว”
“ภาษาคนเล่นเกมก็คงเรียกว่าร้านรับซื้อไอเทมขยะสินะ”
ฟรานได้เดินตรงไหนยังร้านรับซื้ออุปกรณ์ต่างๆที่มีสภาพทรุดโทรมหลังคาของร้านค้านั้นปูด้วยสังกะสีขึ้นสนิมพื้นของร้านค้าทำด้วยไม้อัดเก่าๆสีน้ำตาลเข้มและบริเวณหน้าร้านค้าเต็มไปด้วยสิ่งของมากมายที่ดูเก่าและไร้ค่าประหนึ่งได้จงใจตั้งไว้เพื่อให้ผู้เล่นได้รับรู้ว่าที่นี่เป็สถานที่รับซื้ออุปกรณ์ต่างๆและเมื่อฟรานได้เดินเข้าไปยังข้างในร้าน เขาได้พบกับหญิงแก่ชราที่มีรูปร่างอ้วนท้วมผมของเธอนั้นถูกมัดเป็จุกอย่างเรียบร้อย เธอได้สวมใส่กิโมโนเก่าๆสีชมพูซึ่งมันดูซีดจนแทบจะเป็สีขาวตรงส่วนชุดกิโมโนของเธอนั้นถูกปะชุนด้วยผ้าผืนต่างๆอย่างลวกๆ เมื่อเธอได้เห็นฟรานเธอจึงยิ้มให้แก่เขาก่อนจะเอ่ยถามว่า
“มีอะไรรึพ่อหนุ่ม?”
“ไม่ทราบว่าที่นี่ใช่ร้านรับซื้ออุปกรณ์หรือเปล่าครับ”
“ใช่แล้ว ร้านข้ารับซื้อั้แ่ไอเทมประเภททั่วไปยันอุปกรณ์ระดับดิไวน์เลย”
ฟรานทำท่าทางตกตะลึงไปชั่วสักครู่เนื่องจากสภาพร้านค่อนข้างเก่าและโทรมเป็อย่างมากจนนึกไม่ถึงเลยทีเดียวว่าจะมีต้นทุนในการรับซื้ออุปกรณ์ระดับสูงสุดในเกมอย่างระดับดิไวน์และเขาได้พลางคิดเล่นๆว่าอุปกรณ์ระดับนั้นถ้าหากขายแก่ NPC จะได้ราคาเท่าไหร่กันนะ
“ผมมีกาว ประแจ ไขขวง เทป และคัตเตอร์สามารถขายได้เท่าไหร่บ้างครับคุณยาย”
หญิงแก่ครุ่นคิดสักครู่หนึ่งก่อนที่เธอจะตอบกับมาว่า
“กาว 4 เหรียญทองแดง”
“ประแจ 6 เหรียญเงิน”
“ไขขวง 3 เหรียญเงิน”
“เทป 1 เหรียญทองแดง”
“คัตเตอร์ 1 เหรียญเงิน”
“เธออยากจะขายอะไรบ้างล่ะ?”
ฟรานได้แต่ทำท่าทางเสียดายเพราะหากเขาไม่มีอุปกรณ์พวกนี้แล้วทักษะอย่างการสร้างอาวุธหรือสร้างชุดเกราะของเขาก็คงจะไร้ประโยชน์อย่างแน่นอน
“งั้นขายประแจอันเดียวก็พอครับ”
ยายแก่รับประแจเหล็กของฟรานไป ก่อนที่จะยื่นเหรียญเงินที่ถูกสลักด้วยรูปราชันย์ัและเหล่าทวยเทพทั้ง4 ที่กำลังต่อสู้กันให้แก่ฟราน
“นี่จ่ะ ทั้งหมด 6 เหรียญเงิน”
“หากมีสินค้าอะไรที่ไม่ใช้แล้วอย่าลืมแวะเวียนมาหาข้าล่ะ”
“ขอบคุณครับ”
ฟรานได้รับเงินจากหญิงแก่ก่อนที่จะเดินออกไปจากบริเวณนั้นและเขาได้กลับไปซื้อตั๋วขึ้นเรือกับชายแก่ขายตั๋วอีกครั้งซึ่งครั้งนี้พอชายแก่รู้ว่าเขามีเงินจ่ายค่าตั๋วเขากลับปฎิบัติกับฟรานอย่างดีราวกับหน้ามือเป็หลังมือเลยทีเดียว
“เชิญขึ้นไปพักบนเรือก่อนได้เลยนะพ่อหนุ่ม”
“เรือข้าจะออกเพียงวันละ 2 รอบเท่านั้น”
“่พระอาทิตย์ขึ้นกับ่พระอาทิตย์ตกดินน่ะ”
เมื่อฟรานได้ยินเช่นนั้นเขาจึงแหงนหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้าซึ่งพระอาทิตย์ในเวลานี้ส่องประกายแสงสีส้มเข้มและมันกำลังจะพลบคล่ำในอีกไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่เขาจะเดินขึ้นบนเรือไป
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ภายในเรือสำราญขนาดใหญ่มีลังสินค้าต่างๆวางซ้อนทับกันเป็ระเบียบเรียบร้อยเช่น เครื่องเทศ มันฝรั่ง และผลไม้สุกงอมที่ส่งกลิ่นชวนน่ารับประทานวางอยู่ตรงมุมขอบของเรือ ผู้โดยสารมากหน้าหลายตายืนกระจัดกระจายคุยกันเสียงดังเซ็งแซ่ประหนึ่งถูกจัดวางตามสคริปต์ของเกมและเหล่าคนงานเร่งขนของขึ้นเรือให้ทันก่อนที่เรือจะออกในไม่ช้า ฟรานได้เดินขึ้นบนเรือสำราญลำนั้นด้วยท่าทีที่ตื่นเต้นเพราะั้แ่เกิดมาเขาเพิ่งจะเคยขึ้นเรือเป็ครั้งแรกของชีวิตและในระหว่างที่เขากำลังมองหาห้องพักสำหรับผู้โดยสารภายในตัวเรือสายตาของเขาก็ควานหาผู้เล่นคนอื่นเพื่อที่จะพยายามหลบเลี่ยงพวกผู้เล่นเ่าั้ และก็นับว่าเป็โชคของเขาก็ว่าได้ที่ได้เดินทางมายังท่าเรือนี้ก่อนที่เหล่าผู้เล่นทั้งหลายจะเก็บประสบการณ์จากเมืองอัลคาเดียกันจนหนำใจจะแห่มุ่งตรงขึ้นเรือนี้กันจนคับคั่ง
“อ๊ะ ห้องนั้นว่างพอดี”
ฟรานเดินแทรกตัวเข้าไปในห้องพักส่วนตัวสำหรับผู้โดยสารโดยสภาพของห้องพักนั้นค่อนข้างหรูหรา และภายในห้องประกอบไปด้วยเตียงขนาดใหญ่โต๊ะเครื่องแป้งและตู้เสื้อผ้า บนเพดานของห้องพักนั้นถูกประดับด้วยโคมไฟระย้าขนาดเล็กที่ถูกเปิดอยู่หน้าต่างที่สามารถมองเห็นวิวเกลียวคลื่นที่สาดกระทบเข้ากับลำเรือและท้องฟ้ายามเย็นที่ดูทอประกาย
“โชคดีแหะที่ไม่มีผู้โดยสารคนอื่นเลย”
ฟรานเดินเข้าไปในห้องพร้อมกับปิดประตูลงสลักกลอนเพื่อความปลอดภัยของเขาก่อนที่เขาจะเอนกายลงบนเตียงขนาดใหญ่และค่อยๆหลับตาลงเพื่อคลายความเหนื่อยล้าที่ถูกสะสมมาตลอดทั้งวันและสติของเขาก็ค่อยๆพลันดับไป
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ภายในห้องสีดำที่มืดสนิทจนแทบมองไม่เห็นสิ่งใดๆบริเวณรอบๆนั้นช่างว่างเปล่าและไร้ซึ่งผู้คนหรือสิ่งของทันใดนั้นก็ปรากฎร่างของหญิงสาวสวยผมยาวเป็ลอนสีบลอนด์และมีรูปร่างที่ได้สัดส่วนเธอค่อยๆเดินตรงมายังฟรานที่กำลังยืนสับสนอยู่นั้น ก่อนที่จะเอามืออันอ่อนนุ่มของเธอััลงไปบนใบหน้าของเขาอย่างอ่อนโยน
“ฟราน เธอคิดอะไรอยู่หรอจ้ะ”
เสียงของหญิงสาวผู้นั้นได้ถามไถ่ฟรานอย่างเป็ห่วงเป็ใยก่อนที่เธอจะยื่นหน้าเข้ามาปะทะกับหน้าของฟรานจนจมูกแทบจะชนกันและพูดต่อไปว่า
“เธอไม่เห็นต้องไปคิดมากเื่นั้นเลยมันไม่เกี่ยวอะไรกับเธออยู่แล้ว”
“ลืมเื่นั้นเถอะนะฟราน”
“ผะ-ผม…”
ก่อนที่ฟรานจะได้พูดอะไรใบหน้าของหญิงสาวผู้นั้นก็เริ่มบิดเบี้ยวและค่อยๆเสียรูปทรงก่อนจะเปลี่ยนเป็ใบหน้าของชายหนุ่มผมทรงฟอกฮอว์กสีบลอน ั์ตาสีฟ้าและน้ำเสียงของเธอก็ต่ำลงจนกลายเป็เสียงผู้ชายที่เต็มไปด้วยอารมณ์ที่กราดเกรี้ยวชายคนนั้นได้ต่อยหน้าฟรานไปหนึ่งทีและผลักเขาจนล้มลงไปกับพื้นโดยที่ไม่ทันตั้งตัวพร้อมกับตะคอกใส่ว่า
“ก็เพราะนายทำตัวอย่างนี้ไง นายถึงไม่มีใครคบ!”
“นายไม่ใช่ฟรานที่ฉันรู้จัก”
“และจำไว้เลยนะั้แ่นี้ไปฉันจะไม่มีเพื่อนที่ชื่อฟราน เดอ ลูน่า อีกต่อไปแล้ว!”
และในขณะนั้นเองก็มีหญิงสาวสวมแว่นไว้ผมหน้าม้าสีดำยาวสลวยก็ได้เดินเข้ามากระซิบที่ข้างใบหูของฟรานจากทางด้านหลัง
“นายไม่เห็นต้องไปแคร์ความสัมพันธ์จอมปลอมพวกนั้นเลยนี่”
“ถึงพวกนั้นจะว่ายังไงแต่นายก็คือ ฟราน เดอลูน่า สำหรับฉันเสมอนะ ฮิฮิ”
เสียงหัวเราะอันเล็กแหลมและเย็นะเืของหญิงสาวผู้นั้นทำเอาฟรานขนลุกซู่ไปทั้งตัวก่อนที่เขาจะรู้ตัวอีกทีใบหน้าของหญิงสาวผมดำสวมแว่นก็บิดเบี้ยวและแปรเปลี่ยนไปเป็ใบหน้าของหญิงสาวผมยาวเป็ลอนสีบลอนด์คนเดิมและพูดพรรณาด้วยคำต่างๆมากมายให้ฟรานได้ยิน
“ฉันรักนายนะ ฟรานซิส”
“นายคือฟรานซิสสำหรับฉันเสมอนะ”
“ไม่เห็นต้องไปแคร์กับพวกจอมปลอมพวกนั้นเลยมาอยู่กับฉันดีกว่าฟรานซิส”
“ฟราน”
“ฟราน”
“ฟราน”
“ว้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก”
เสียงร้องะโดังสนั่นลั่นไปทั่วบริเวณฟรานได้ร้องออกมาอย่างสุดเสียงก่อนที่เขาจะสะดุ้งตื่นขึ้นมาบนเตียงภายในเรือสำราญลำใหญ่นั้น ร่างกายของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อและสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวใบหน้าเขานั้นช่างดูซีดเซียวเป็อย่างมาก และริมฝีปากของเขาก็แห้งผากอย่างเห็นได้ชัดฟรานค่อยๆตั้งสติและพยายามปลอบประโลมตนเองว่าสิ่งที่เห็นเ่าั้เป็เพียงแค่ภาพมายาในความฝันพร้อมทั้งทบทวนความทรงจำของตนที่ประสบมาในเร็วๆนี้ไปพร้อมๆกัน
“ฝันบ้าอะไรอีกเนี่ย”
“ผู้หญิงผมดำคนนั้นอีกแล้ว”
“เธอคือใครกันแน่นะ”
“แม้กระทั่งในฝัน เธอยังตามมาหลอกหลอนฉันอีกหรอ?”
เขาพูดพึมพำกับตนเองด้วยท่าทางหวาดวิตกหากเพราะฟรานคิดว่าตนได้เห็นภาพหลอนของหญิงสาวผมดำเหมือนใน่ก่อนที่สติของเขาจะดับวูบลงหลังจากได้เจอกับมิคาเอล
“แปะๆ”
ฟรานเอาสองมืออันหยาบกร้านตบลงบนใบของหน้าตัวเองอย่างเบาๆเพื่อเรียกสติให้กลับคืนมาอากาศคืนนี้ช่างร้อนรุ่มเสียเหลือเกินจนทำเอาร่างกายของเขาเหนียวเหนอะและมีแต่เหงื่อไคล
“ช่างเถอะ ไปอาบน้ำดีกว่าเรา”
ร่างกายฟรานนั้นส่งกลิ่นเหงื่อเหม็นคละคลุ้งหากเพราะเขาได้ผจญภัยและล้มลุกคลุกคลานกับพื้นดินและโคลนมาตลอดทั้งวันฟรานได้เดินออกจากห้องโดยสารตรงไปยังห้องอาบน้ำรวมภายในเรือสำราญลำใหญ่นี้ก่อนที่จะเดินชนเข้ากับชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำ
“อ๊ะ ขอโทษครับ”
ฟรานเอ่ยขอโทษและหันไปมองหน้าชายหนุ่มเขาได้เห็นชายหนุ่มนั้นยิ้มอย่างมีเลศนัยและพูดว่าพึมพำในลำคอของเขาว่า
“ขอให้โชคดี ฟรานซิส เดอ ลูน่า”
หลังจากที่พูดจบชายผู้นั้นได้เดินหายไปในเงามืดของเรือและไร้ซึ่งวี่แววของผู้คนดังเดิมทำเอาฟรานขนลุกซู่เพราะคิดว่านั้นอาจจะเป็ผีหรือปรากฎการณ์เหนือธรรมชาติ ก่อนที่ฟรานจะตั้งสติได้ว่าตนเองนั้นอยู่ในเกมและคิดว่านั้นคงเป็ NPC หรืออีเว้นอะไรสักอย่างในเกม แต่ฟรานก็ยังสับสนอยู่ดีถึงแม้ว่ามันจะเป็อีเว้นก็ตามทำไมชายหนุ่มผู้นั้นถึงได้รู้ชื่อจริงนอกเกมของเขาทั้งๆที่ชื่อตัวละครในเกมของเขานั้นคือเอ็ดเวิร์ด แบล็คสมิธ หาได้ชื่อ ฟรานซิส เดอลูน่า ไม่และในอีกไม่กี่นาทีต่อมาฟรานก็สลัดความคิดฟุ้งซ่านไปและเดินเข้าไปอาบน้ำชำระล้างร่างกายที่สกปรกมาทั้งวันและเมื่อฟรานอาบน้ำเสร็จเขากำลังจะเดินกลับห้องพักส่วนตัวของเขาแต่ทันใดนั้นเองเรือสำราญลำใหญ่โตนั้นก็เกิดแรงสั่นะเืมหาศาล ทำให้ฟรานเซและล้มลงไปกับพื้นเสียงกรีดร้องของสัตว์ประหลาดดังลั่นไปทั่วอาณาเขต หนวดอันใหญ่ั์ของมันฟาดลงไปบนกลางลำเรือทำให้เรือถูกหักออกเป็สองท่อนได้อย่างง่ายๆจนฟรานได้เห็นบรรยากาศภายนอกของเรือจากการที่เรือได้ถูกหักครึ่งทั้งๆที่ฟรานอยู่ใต้ท้องเรือก็ตาม
“เกิดบ้าอะไรขึ้นอีกเนี่ย”
ฟรานร้องเสียงหลงและทำท่าทางกระวนกระวายอย่างสุดขีด
“กรี๊ดดด คราเคน หนีเร็ว!”
“เฮ้ย! ระวัง”
“ชะ-ช่วยด้วย...อ้ากกก”
เสียงต่างๆกรีดร้องด้วยความโกลาหลเหล่าลูกเรือและผู้โดยสารคนอื่นๆต่างวิ่งหนีเอาตัวรอดจากสัตว์ประหลาดั์ตัวนั้นบางคนก็ะโลงน้ำเพื่อหนี บางคนก็ไปหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องพักผู้โดยสารบางคนกำลังถูกสัตว์ประหลาดนั้นจับไปกินทั้งเป็ ฟรานทำตัวไม่ถูกเขาได้แต่นั่งตัวแข็งทื่อและหวาดกลัวกับสัตว์ประหลาดรูปร่างเหมือนหมึกขนาดั์ตัวของมันใหญ่ราวๆ 40 เมตรและมีหนวดทั้งหมด 8 หนวด ซึ่งแต่ละหนวดกำลังฟาดไปมาบนผืนน้ำอย่างกราดเกรี้ยวซ้ำแล้วซ้ำเล่าและเมื่อมันอ้าปากออกมาจะเห็นฟันที่แหลมคนนับหมื่นซี่อยู่ภายในปากของมัน ในขณะที่ฟรานกำลังตกตะลึงกับสัตว์ประหลาดั์นั้นเองมันก็ได้เห็นฟรานแล้วและมันตวัดหนวดอันใหญ่ั์ฟาดไปยังข้างๆฟรานราวกับว่ากำลังล้อเล่นกับเหยื่อผู้โชคร้ายทำเอาฟรานที่นั่งตัวสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวต้องรีบลุกและหนีสุดชีวิต
“ว้ากกก อะไรวะเนี่ย”
“เราควรจะทำยังไงดี?”
ฟรานได้แต่คิดวิธีที่จะเอาตัวรอดจากสัตว์ร้ายที่น่ากลัวตัวนั้นก่อนที่เขาจะตัดสินใจะโลงน้ำและพยายามว่ายหนีออกห่างจากเรือสำราญที่กำลังจะจมลงเพราะคิดว่าเรือลำใหญ่นั้นอาจจะเป็เป้าให้หมึกั์ตัวนั้นโจมตีมากกว่าที่จะตามไล่ล่ามนุษย์ตัวเล็กๆอย่างฟรานแต่นั้นก็ไม่เป็ผลเมื่อฟรานได้ะโลงไปในน้ำแล้ว หมึกั์ได้เปลี่ยนเป้าหมายจากเรือสำราญลำใหญ่มาเป็ชายหนุ่มนามว่าฟรานในทันทีและฟาดหนวดของมันไปยังผืนน้ำใกล้ๆบริเวณที่เขาว่ายอยู่ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมของคลื่นขนาดั์พัดพาทุกสรรพสิ่งในบริเวณนั้นให้จมหายไปฟรานที่กำลังจะจมน้ำได้พยายามว่ายหนีอย่างสุดชีวิตจนเรี่ยวแรงของเขาค่อยๆหมดลง และสติของเขาได้เลือนหายไปกับสายน้ำที่เริ่มสงบนิ่งดังเดิมและก่อนที่สติของเขาจะดับวูบลงไปนั้นเขาได้เห็นภาพของชายหนุ่มใส่ชุดคลุมสีดำทั้งตัวกำลังยืนอยู่บนเสากระโดงเรือที่ถูกหักครึ่งและกำลังจะจมไปพร้อมๆกับเรือสำราญลำใหญ่ชายหนุ่มผู้นั้นได้คุยอะไรสักอย่างกับหญิงสาวสวมแว่นผมสีดำยาวสลวยที่ลอยอยู่เหนือท้องฟ้าในขณะนี้และเมื่อหญิงสาวรู้ตัวว่าฟรานกำลังจ้องมองเธออยู่ เธอก็ได้ส่งยิ้มให้และสติของฟรานก็พลันดับไป
“ต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรอคะ?”
“อืม เบื้องบนเขาสั่งมาน่ะ”
“เบื้องบน้าสั่งตายเขาหรือคะ?”
“เปล่า พวกนั้นแค่พยายามกันเขาจากพวกผู้เล่นเท่านั้นแหละ”
“อ้าว แล้วทำไมถึงต้องทำรุนแรงแบบนั้นล่ะคะ”
“มันไม่ใช่เื่ของเธอถ้าเข้ามายุ่งมากระวังเธอจะโดนพวกเบื้องบนสั่งตายเอานะ”
เมื่อชายชุดดำได้กล่าวดังนั้น หญิงสาวผมดำจึงทำตาเป็ประกายและยิ้มราวกับปลาบปลื้มก่อนจะเอ่ยกับชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำว่า
“เอ้...แต่นั้นมันความปราณาของฉันไม่ใช่หรอคะ? ฮิฮิ”
เมื่อเธอพูดจบชายหนุ่มก็แสดงสีหน้าที่เคร่งเครียดและจ้องมองมายังเธอราวกับจะหาเื่
“ล้อเล่นค่าไม่เห็นต้องทำหน้าซีเรียสขนาดนั้นเลยนี่นา”
“อ๊ะ ว่าแต่ ถ้าเบื้องบนไม่เอาแล้วฉันขอเขานะคะ”
“แต่เอ้~ เขาควรจะเป็ของฉันั้แ่แรกแล้วนี่นา~”
“ถ้าไม่ถูกพวกเบื้องบนมาแย่งไปซะก่อนฮิฮิ”
หญิงสาวทำท่าทางออดอ้อนและยิ้มอย่างมีเลศนัยด้วยแววตาที่ชั่วร้าย
“ถ้าอยากทำอะไรก็ทำเงียบๆไป อย่าให้เดือดร้อนถึงฉันก็แล้วกัน”
ชายหนุ่มตอบรับพร้อมกับถอนหายใจในท่าทางที่ดูวิปริตของหญิงสาวผู้นี้
“ขอบคุณนะค้าคุณพ่อ~”
“อ๊า~ เรียกแบบนี้จะถือว่าถูกต้องมั้ยน้า?ฮิฮิฮิ”
“ฉันไม่ใช่พ่อเธอ และฉันก็ไม่ชอบให้เรียกแบบนั้นเข้าใจไหม?”
ชายหนุ่มชุดคลุมสีดำหันมาบอกกล่าวกับหญิงสาวผู้นั้นด้วยน้ำเสียงที่เกรี้ยวกราด
“แล้วเธอคนนั้นรู้เื่นี้ด้วยไหมคะ?”
“ไม่...ยัยนั้นไม่คิดว่าเขาจะเหมือนกับเธอ”
ชายหนุ่มตอบห้วนๆ พร้อมกับมองไปยังหญิงสาวผมดำ
“แต่ว่า...เธอคนนั้นก็พูดถูกอยู่เหมือนกันนะคะ”
“เขาดูสับสนกับตัวเองและอ่อนแอกว่าฉันตั้งเยอะ”
“....รวมถึงคุณด้วย ฮิฮิ”
หญิงสาวทำท่าทางยียวนกวนประสาทใส่ชายหนุ่ม
“หึ ถ้าจะคิดอย่างนั้นก็แล้วแต่เธอเลย”
“แล้วก็นะถ้าเธออยากจะทำอะไรมันก็เื่ของเธอฉันไม่ปากโป้งไปบอกพวกเบื้องบนหรอก”
“ขอแค่ให้ทำเงียบๆ อย่าให้เดือดร้อนถึงฉัน”
“เข้าใจไหม?...อลิเซีย”
ชายหนุ่มพูดย้ำอีกครั้งราวกับว่าการกระทำของเธอนั้นสามารถส่งผลกระทบอันร้ายแรงต่อเขาได้โดยตรง
“รับทราบค่า~แต่ว่าฉันชื่ออลิซนะค้า~”
“ส่วนคุณอลิเซียตอนนี้ยังหลับไหลอยู่น่ะค่ะ”
“อยากให้ฉันช่วยปลุกเธอให้ไหมคะ? แต่แผนการคุณอาจจะพังไม่เป็ท่าก็ได้น้า~”
“…...”
ชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำได้แต่นิ่งเงียบเหมือนกับว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
“อ๊ะ เดี๋ยวฉันต้องไปก่อนนะคะดูเหมือนเธอคนนั้นกำลังจะมาตรวจสอบบริเวณนี้ซะด้วยสิ”
“สงสัยคงเป็เื่ที่คุณไปเร่งให้เกิดอีเว้นสายน้ำที่กราดเกรี้ยวน่ะค่ะ”
“ว่าแต่คุณจะแก้ตัวกับเธอยังไงหรอคะ?”
“เธอคนนั้นไม่กล้าถามอะไรมากหรอกพวกเบื้องบนกำชับเธอไว้แล้วว่าห้ามมายุ่งเกี่ยวกับการกระทำของฉัน”
“แหม พวกนั้นเอ็นดูคุณจังเลยนะคะ น่าอิจฉาจังฮิฮิ”
“ไม่หรอก ฉันก็แค่ตัวหมากตัวหนึ่งของพวกมันเท่านั้นแหละถ้าหมดประโยชน์พวกมันก็คงเขี่ยทิ้ง”
“งั้นเราก็ต้องหลอกใช้เขาก่อนที่จะถูกหลอกใช้จริงมั้ยคะ?”
“ถ้าคุณจะทำอะไรอย่าลืมว่าฉันอยู่ข้างคุณนะคะ...คุณเบรฟฮิฮิฮิ”
ชายหนุ่มฉีกยิ้มอย่างมีเลศนัยให้แก่หญิงสาวผมดำก่อนที่หญิงสาวผมดำจะเอ่ยขึ้น
“งั้นฉันขอตัวพาพ่อหนุ่มน้อยนี่ไปก่อนนะคะ”
“เชิญ”
ชายหนุ่มใส่ชุดคลุมสีดำตอบรับอย่างห้วนๆก่อนที่หญิงสาวผมดำจะบริกรรมคาถาจนทำให้เกิดรอยแยกมิติสีดำขนาดใหญ่ั์จนเกือบจะเทียบเท่ากับเรือสำราญที่กำลังจมลงและมันดูดทุกสรรพสิ่งในบริเวณที่ฟรานกำลังจมน้ำอยู่ลงไปในรอยแยกนั้นและเมื่อฟรานถูกดูดเข้าไปในรอยแยกแล้ว รอยแยกมิตินั้นก็พลันหายไปพร้อมกับตัวของหญิงสาวผมดำคนนั้น
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ณ โรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งในเวลาบ่ายแก่ๆ เหล่าเด็กน้อยต่างเล่นของเล่นด้วยกันอย่างสนุกสนานมีเพียงเด็กหนุ่มวัยกระเตาะผมรองทรงสีดำ ั์ตาสีดำที่ดูเศร้าสร้อยนั่งชันเข่าอยู่เงียบๆเพียงลำพังคนเดียวที่มุมของห้องเรียนนั้น
“เป็อะไย โดนคุงคูดุมาหยอ?”
ชายหนุ่มผมทรงฟอกฮอว์กสีบลอนด์ ั์ตาสีฟ้าสดใสดั่งน้ำทะเลถามไถ่เด็กหนุ่มผู้นั้นอย่างอดสงสัยไม่ได้
“ปะ-เป่าฉักหน่อย”
เด็กหนุ่มผู้นั้นตอบกลับเขาและยิ้มให้อย่างแหยๆ
“เราลูคัส คาร์เตอร์นะ”
“มาเล่นกันมั้ย?”
เด็กหนุ่มผมบลอนด์ผู้ร่าเริงยื่นหุ่นยนต์ขนาดเล็กในมือของเขาให้กับเด็กหนุ่มผมดำผู้เศร้าสร้อยราวกับว่าเขา้าจะผูกสัมพันธ์กับเด็กหนุ่มผมดำผู้นั้น
“มะ-ไม่เกียดเราหรอ”
“หืม? เื่ไรอะ?”
“กะ-ก็เราไม่มีป้อแม่”
เด็กหนุ่มผมบลอนด์ยิ้มให้เด็กหนุ่มผมดำผู้นั้นก่อนที่จะจับมือเขาขึ้นมาแล้วยัดหุ่นยนต์ขนาดเล็กลงในมือของเด็กหนุ่มผมดำพร้อมกับกล่าวต่อไปว่า
“แล้วไงง่ะ?”
“เราอยากเป็เพื่อนนาย เกี่ยวไรกับที่นายไม่มีป้อแม่อ้ะ”
“ตะ-แต่ เพื่อนคนอื่นไม่เล่นกับเรากันหมดเลยนะเพราะเราไม่มีป้อแม่”
“และถ้านายมายุ่งกับเรานายอาจจะโดนพวกนั้นแกล้งด้วยนะ”
เด็กหนุ่มผมดำตอบไปตรงๆอย่างใสซื่อด้วยแววตาที่แดงก่ำและฉ่ำไปด้วยน้ำตาทำเอาลูคัสต้องยื่นมือเข้าไปปาดน้ำตาของเขาก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงดุดันว่า
“ไอ้เด็กขี้แยเอ้ย”
“แค่นี้ก็ร้องไห้แล้ว ยังเป็ลูกปู้ชายอยู่อ้ะเปล่า!”
“นายคิดว่านายเป็คนปิ้เสดนักรึไง?”
“คนที่กำพร้าป้อแม่และแย่กว่านายเขาก็มีอยู่ตั้งเยอะแยะ”
และเมื่อลูคัสพูดจบเด็กหนุ่มผมดำผู้นั้นก็ทำท่าจะร้องไห้หนักกว่าเก่าลูคัสเห็นดังนั้นจึงจับมือเขาไว้และบอกกับเขาว่า
“ป๊ะป๊าเราเคยสอนไว้น๊ะ ว่าถึงจะไม่มีใครลักเราแต่เราควรจะลักตัวเองน๊ะ!”
“และเื่แค่นี้ลูกปู้ชายเขาไม่เก็บมาร้องไห้กันหรอก!”
“เข้าใจมั้ยเ้าเด็กน้อย”
ลูคัสพูดปลอบเขาพร้อมกับเอามือไปลูบหัวเด็กหนุ่มผู้นั้นอย่างอ่อนโยน
“นะ-นายก็เด็กเหมือนกันแหละน่าไม่ต้องมาว่าเราเลย”
เด็กหนุ่มผมดำรีบปัดมือลูคัสออกและเถียงกลับในทันทีด้วยท่าทางเขินอายในขณะเดียวกันคุณครูประจำชั้นก็ได้มองมายังพวกเขาทั้งสองคนและคิดว่าพวกเขากำลังทะเลาะกันอยู่จึงเดินเขามาดุพวกเขาทั้งคู่
“พวกหนูกำลังทำอะไรกันอยู่หรอจ๊ะ แย่งของเล่นกันไม่ดีนะรู้มั้ย”
“ต้องแบ่งกันเล่นเข้าใจนะคะ”
ลูคัสและเด็กหนุ่มผมดำหันมาสบตากัน และหลุดขำหัวเราะออกมากับการที่คุณครูของพวกเขาเข้าใจผิดว่าทั้งคู่กำลังทะเลาะกันและเมื่อคุณครูได้เดินจากไปลูคัสจึงเอ่ยถามกับเด็กหนุ่มผมดำว่า
“ว่าแต่นายชื่อไรอ้ะ”
เด็กหนุ่มผมดำปาดน้ำตาของตน ก่อนที่จะบอกอย่างตะกุกตะกักให้ลูคัสได้ทราบชื่อของตน
“ระ-เราชื่อ”
“ฟรานซิส เดอ ลูน่า”