HACK ME! ศึกรักสังเวียนไซเบอร์ (มี Ebook)

    ตอนที่ 17 ผิดสัญญา

    17 | ผิดสัญญา  ผมแทบถลาเข้าไปหาหนูเกลเมื่อบุรุษพยาบาลหนุ่มเข็นรถเข็นพาเจ้าหญิงน้อยของผมออกมาจากห้องฉุกเฉิน"ปะป๊า..." หนูเกลเรียกผมทั้งน้ำตา "ปะป๊าขา หนูเกลเจ็บ ฮือ...""โถ คนเก่งของป๊า ไม่เป็นไรแล้ว ป๊าอยู่นี่แล้วนะคะ"ผมลงนั่งกอดหนูเกลแน่น เจ้าตัวเล็กเองก็กอดคอผมแน่นอย่างขวัญเสีย ผมลูบศีรษะน้อยเบา ๆ เลี่ยงไม่ให้โดนแผลซึ่งมีผ้าก๊อซพันไว้แน่นหนา และในตอนนี้เองที่หนูเกลคงสังเกตเห็นว่านอกจากผมแล้วยังมีคุณครูอีกหลายท่านรุมล้อมดูอยู่ด้วยความเป็นห่วง จึงผละจากผมไปคุยจ้อกับคุณครู ยิ้มและหัวเราะยังกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เฮ่อ...ถึงตอนนี้ก็เบาใจไปเยอะแล้วครับ ถ้าลองได้ส่งเสียงแจ๋ว ๆ อย่างนี้ก็แปลว่าสบายดี ไม่มีปัญหา“รบ!”เสียงคุ้นหูดังมาจากข้างหลัง ผมหันขวับไปตามเสียงเรียกก็พบว่าเป็นเจนนั่นเองที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามา“หนูเกลเป็นยังไงบ้าง” ผมยิ้มให้นิดหนึ่งแล้วเบี่ยงตัวออกมาให้เจนได้เห็นภาพหนูเกลที่ตอนนี้ลุกขึ้นมาจากรถเข็น เล่านู่นเล่านี่ให้คุณครูฟังใหญ่“เฮ่อ โล่งไปที เจนเพิ่งรู้ข่าว ตกใจหมดเลย”“แล้วเจนมาได้ยังไงเนี่ย รู้ข่าวจากไหน” ผมแน่ใจว่าไม่ได้บอกใครเพราะโทรศัพท์ไม่อยู่กับตัว ก็ดีเหมือนกันครับ เพราะถ้าป้าอำไพรู้เข้ามีหวังได้ลมจับกันบ้างละ“เจนปิดร้านเสร็จก็แวะไปที่งานโรงเรียนเผื่อว่าจะทันดูหนูเกลเต้น แต่พอไปถึงแล้วหารบกับหนูเกลไม่เจอ ถามคุณครูดูถึงได้รู้ว่าหนูเกลประสบอุบัติเหตุ”“อ๋อ  อย่างนี้นี่เอง”“น้า...เจน!” นั่นไงครับ เสียงแจ๋วแหววมาพร้อมกับร่างเล็ก ๆ ที่วิ่งเข้ามาหา จนคุณครูเอ็ดกันแทบไม่ทันว่าอย่าเพิ่งวิ่ง“เป็นไงบ้างคะ คนเก่งของน้า  ยังเจ็บอยู่ไหมลูก”“เจ็บนิดหน่อยค่ะ แต่หนูเกลหิวมากกว่า แหะแหะ”“ตายจริง นี่ก็ปาเข้าไปเกือบสองทุ่มแล้ว ยังไม่ทานอะไรกันเหรอจ๊ะ”“ยังเลยค่ะ หนูเกลเพิ่งตื่น แล้วพี่พยาบาลก็มาทายาให้ เพิ่งจะได้ออกมาเจอปะป๊ากับคุณครูค่ะ”“งั้น เราไปหาอะไรกินกันดีไหมคะ”“ดีค่ะ กินเสร็จแล้วเราไปโรงเรียนกันนะคะ”“เอ๋?” ผมกับเจนอุทานพร้อมกัน “หนูเกลอยากไปดูเพื่อน ๆ พี่ ๆ เต้นค่ะ ตอนดึก ๆ มีละครเวทีของพี่ ป. 6 ด้วยนะคะ หนูเกลอยากดู”เจ้าตัวเล็กออดอ้อน ส่งสายตาแป๋วแหววเว้าวอนมาอีกต่างหาก ผมกับเจนมองหน้ากันเงียบ ๆ ถึงอยากจะพากลับบ้านไปพักผ่อนแค่ไหนก็ขัดใจเจ้าหญิงตัวน้อยไม่ลง โถ...เจ้าตัวเล็กของผม ซ้อมเต้นมาตั้งนานสุดท้ายก็ไม่ได้แสดง  แต่ก็ยังมีน้ำใจอยากไปเชียร์เพื่อน ๆ พี่ ๆ อยู่“นะค้า นะค้า ไปกันนะค้า” มือน้อย ๆ กระตุกชายเสื้อผมเร่งมาอีกอืม ดีเหมือนกันครับ ผมจะได้ถือโอกาสไปส่งคุณครูที่โรงเรียนด้วยซะเลย จากนั้นค่อยพาหนูเกลไปส่งบ้าน แล้วค่อยเลยไปส่งเจนทีหลัง              งานฉลองเปิดตัวสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดของ Cosmos จัดอย่างยิ่งใหญ่และหรูหราสมกับหน้าตาบริษัทชั้นนำระดับอินเตอร์เนชันแนล มีแขกเหรื่อมากหน้าหลายตาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ แต่ละคนล้วนจัดอยู่ในระดับเศรษฐีและไฮโซในสังคมทั้งนั้น โดยเฉพาะพวกคุณหญิงคุณนายของผู้บริหารที่ใส่เครื่องเพชรเครื่องพลอยกันแบบจัดเต็ม ดู ๆ ไปเหมือนงานโชว์เครื่องเพชรมากกว่างานเปิดตัวสมาร์ตโฟนซะอีก ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็โดนแสงเพชรที่สะท้อนเล่นไฟแยงเข้าตาไปซะทุกที แหม...อยากรู้จังว่าพวกคุณหญิงคุณนายพวกนี้เขานิยมเล่นสมาร์ตโฟนกันหรือแค่จะมาอวดรวยเฉย ๆ                คุณภาคิณพาฉันไปแนะนำกับบรรดาญาติของเขาทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ น่าแปลกที่ใคร ๆ ต่างทักเป็นเสียงเดียวกันว่าฉันเป็นแฟนของคุณภาคิณ พวกเขาเข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว ฉันได้แต่ทำหน้าเหรอหรา แต่พอหันไปมองคุณภาคิณเขากลับยืนยิ้มอยู่เงียบ ๆ ฉันเลยต้องปล่อยเลยตามเลย ไม่กล้าขัดขึ้นมากลางลำว่าจริง ๆ แล้วฉันกับเขาไม่ได้เป็นแฟนกันอย่างที่คิด                หลังจากนั้นคุณภาคิณก็พาฉันไปพบกับชายสูงวัยท่าทางภูมิฐาน ผู้ซึ่งใคร ๆ ก็ไหว้สวัสดีและค้อมศีรษะอย่างให้เกียรติสูงสุด ท่านผู้นี้ก็คือคุณอรรณพ ประธานกรรมการใหญ่ของ Cosmos International หรือก็คือลุงของคุณภาคิณนั่นเอง                “คุณลุงครับ นี่คุณซันที่ผมเคยเล่าให้ฟังไงครับ”  “สวัสดีค่ะ คุณอรรณพ” ฉันยกมือไหว้แล้วเอ่ยอย่างเกร็ง ๆ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้มายืนอยู่ต่อหน้าเจ้าของบริษัทคู่แข่ง นี่ถ้าเขารู้ว่าผู้หญิงที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าคือแฮ็กเกอร์มือดีที่พยายามเจาะเข้าระบบเพื่อขโมยข้อมูลสำคัญของบริษัทเขาละก็ หึย...ไม่อยากจะคิด                “หนูซัน ทำไมเรียกซะห่างเหินขนาดนั้นล่ะ เรียกคุณลุงเหมือนตาหนูเถอะ” คุณอรรณพยิ้มอย่างเป็นมิตร แถมยังอนุญาตให้ฉันเรียกอย่างสนิทสนมอีก ท่านดูใจดีมาก ต่างจากภาพลักษณ์ที่ฉันจินตนาการเอาไว้อย่างสิ้นเชิง แต่เอ๊ะ... ‘ตาหนู’ ที่ว่านี่ใครน่ะ                อย่าบอกนะ ว่าคุณภาคิณ ชื่อเล่นชื่อตาหนู!?                ฉันพยายามกลั้นยิ้มสุดความสามารถ แต่ก็ยังไม่วายส่งสายตาล้อเลียนเล็ก ๆ ให้คนตัวโตที่ยืนอยู่ข้าง ๆ คุณภาคิณเองก็เหมือนจะแอบเขินเล็กน้อย                 “แฟนตาหนูก็เหมือนหลานของลุงอีกคนนั่นแหละ ตามสบายนะลูกนะ” เฮ้...อีกคนแล้วนะ                “คุณลุงครับ ผมบอกตั้งหลายครั้งแล้วว่าผมกับคุณซันยังไม่ได้เป็นแฟนกัน คุณลุงไม่เชื่อผมเลย แถมยังไปเล่าให้ญาติ ๆ ฟังจนเข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้วนะครับ” คุณภาคิณโอดครวญ ฉันเลยได้ร้องอ๋อดัง ๆ ในใจ ที่แท้คนปล่อยข่าวก็คือคุณอรรณพนี่เอง ท่าทางท่านจะเชียร์หลานรักคนนี้มากทีเดียว                “เออ นั่นแหละ ๆ ตอนนี้ยังไม่เป็นแต่เดี๋ยวก็เป็นน่า แกเล่นพูดถึงหนูซันกรอกหูลุงทุกวัน แถมยังไปเฝ้าทุกเช้าทุกเย็น ไม่เป็นก็เหมือนเป็นแหละน่า...” คุณลุงตบบ่าผู้เป็นหลานเบา ๆ แต่คำพูดของคุณอรรณพก็ทำให้หน้าฉันร้อนฉ่าขึ้นมาทันที                หลังจากคุณอรรณพและคุณภาคิณขึ้นเวทีกล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ ก็เป็นช่วงเวลาที่เชิญให้แขกทั้งหลายเดินชมสินค้าของบริษัท และเปิดโอกาสให้นักข่าวได้สัมภาษณ์ผู้บริหารใหญ่ทุกคนอย่างใกล้ชิด คุณภาคิณพาฉันเดินดูรอบ ๆ งานพร้อมทั้งอธิบายความล้ำหน้าของสมาร์ตโฟนตัวใหม่ให้ฟัง ฉันก็เลยแอบเก็บข้อมูลมาบ้างมีนักข่าวกลุ่มใหญ่ตรงเข้าขอสัมภาษณ์คุณภาคิณ ฉันวางตัวไม่ถูกเลยจะเดินเลี่ยงออกมา แต่เขากลับจับมือไว้เป็นเชิงว่าให้ฉันยืนอยู่ด้วย เสียงชัตเตอร์จากกล้องทุกตัวในมือนักข่าวกดรัวไม่ขาดสายยิ่งทำให้ฉันเกร็งมากขึ้นไปอีก แต่ก็ต้องจำใจยืนข้าง ๆ คุณภาคิณอย่างเงียบ ๆ ปั้นหน้ายิ้มอย่างที่คิดว่าดูดีที่สุดพอคุณภาคิณให้สัมภาษณ์เสร็จ กำลังจะขอตัว จู่ ๆ นักข่าวสาวคนหนึ่งก็ถามโพล่งขึ้นมา                “คุณผู้หญิงคนนี้เป็นคนรู้ใจของคุณภาคิณใช่ไหมคะ”ฉันได้แต่อึ้ง คุณภาคิณเองก็หันมามองฉันเงียบ ๆ ยังไม่ทันมีใครตอบ คำถามทั้งหลายแหล่ก็ผุดตามมาเป็นชุดจนฟังไม่ทัน                “จะมีข่าวดีเมื่อไรคะ”                “คบกันนานหรือยังคะ”                “งานนี้ถือเป็นการเปิดตัวแฟนสาวเลยหรือเปล่าครับ”                “คุณสองคนดูเหมาะสมกันมากเลยนะคะ รู้จักกันได้ยังไงคะ”และก็มีอีกมากมายเท่าที่สมองนักข่าวจะขุดขึ้นมาถามกันได้จนฉันเริ่มอึดอัด คุณภาคิณเองก็เอาแต่เงียบไม่ได้ตอบคำถามไหนออกไปเลย เขาบีบมือฉันเบา ๆ ก่อนจะหันไปหานักข่าวพวกนั้น“ผมต้องขอตัวก่อนนะครับ ขอโทษด้วยครับ”แล้วเขาก็จูงมือฉันออกมาจากกลุ่มนักข่าว ฉันถึงกับปาดเหงื่อเพราะความกดดัน ไม่เคยโดนนักข่าวรุมมาก่อนในชีวิต ความรู้สึกของดาราที่โดนถามเรื่องส่วนตัวแล้วไม่อยากตอบมันเป็นแบบนี้นี่เอง “คุณซันเหนื่อยไหมครับ” เขาเห็นสภาพฉันแล้วคงนึกสงสารเลยถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง“ก็นิดหน่อยน่ะค่ะ” ฉันส่งยิ้มแห้ง ๆ กลับไป“งั้นเดี๋ยวผมไปส่งที่บ้านนะครับ คุณซันจะได้พักผ่อน” “อ้าว งานยังไม่เลิกนี่คะ คุณไม่ต้องอยู่ดูแลแขกเหรอ”ฉันเห็นว่าแขกยังอยู่เต็มงาน คุณภาคิณเป็นถึงรองประธานกรรมการ ถ้าออกจากงานก่อนแขกคงดูไม่ดีเท่าไร“ไม่เป็นไรหรอกครับ คุณลุงยังอยู่ แล้วผมก็ออกไปส่งคุณซันแป๊บเดียวเดี๋ยวก็กลับเข้ามาแล้วครับ อีกอย่างคุณซันคงเหนื่อยมากแน่ ๆ เลิกงานปุ๊บก็ต้องมางานเลี้ยงต่อเลย”เขามีน้ำใจต่อฉันขนาดนี้ จะปฏิเสธก็คงใจร้ายไปหน่อย สุดท้ายฉันก็ยอมให้เขาไปส่ง นั่งรถไปด้วยกันสักครู่ ฉันก็รู้สึกว่านี่ไม่ใช่ทางไปร้านเสื้อสุดหรูนั้น แต่เป็นทางกลับบ้านฉันต่างหาก“คุณไม่ไปส่งซันที่ห้องเสื้อเหรอคะ รถซันอยู่ที่นั่นนะคะ”“กุญแจรถของคุณที่ผมขอไว้ ผมเอาให้ลูกน้องขับไปส่งที่บ้านคุณแล้วละครับ ไม่ต้องเป็นห่วง แล้วอีกอย่าง จู่ ๆ ผมก็พาคุณออกมาแบบนี้ก็ต้องพาคุณกลับไปส่งให้ถึงมือคุณแม่จันทร์สิครับ เดี๋ยวท่านจะว่าเอาได้” เขาหันมายิ้มให้อย่างอบอุ่นก่อนจะกลับไปมองทางข้างหน้าฉันอดปลื้มในความเป็นสุภาพบุรุษของเขาไม่ได้ เขาคอยดูแลเป็นห่วงฉันทุกอย่าง ไม่เคยทำให้ต้องเจ็บช้ำน้ำใจไม่ว่าจะด้วยการกระทำสักครั้งหรือคำพูดสักคำ แล้วความคิดก็ไหลเลยไปถึงนายเพื่อนบ้านปลิ้นปล้อนซึ่งมีพฤติกรรมตรงข้ามกับคุณภาคิณทุกอย่าง เสียแรงที่อุตส่าห์ไว้ใจและให้โอกาส แต่เขากลับทำลายความไว้ใจของฉันอย่างไม่เหลือชิ้นดีพอกันที ผู้ชายเฮงซวย!  งานโรงเรียนยังคงคึกคักอยู่แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยเข้าขั้นดึกถึงดึกมากสำหรับเด็กนักเรียนตัวน้อย ๆ หนูเกลกรี๊ดกร๊าดหัวเราะแจ่มใสอยู่กับกลุ่มเพื่อนราวกับไม่เคยมีเรื่องร้าย ๆ เกิดขึ้น ผมมองดูแล้วค่อยเบาใจครับที่ได้เห็นหนูน้อยร่าเริงสดใสเหมือนเดิม นี่ถ้าผมยังยืนยันในตอนแรกว่าจะพาหนูเกลกลับไปพักผ่อนที่บ้าน  หนูเกลอาจจะคิดมากและเสียใจก็เป็นได้“เจน...” ผมหันไปหาคนที่นั่งกินอาหารโต๊ะจีนอยู่ข้าง ๆ “เราขอยืมมือถือหน่อยสิ”ครับ อีกเรื่องหนึ่งที่ยังไม่ได้สะสาง  มันยังคงคาใจผมอยู่จนถึงตอนนี้“เอาสิ” เจนควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋าถือใบเล็ก “โทรศัพท์รบแบตหมดเหรอ เออ.. จริงสิ วันนี้เจนก็โทร. หาตั้งหลายที แต่ไม่มีคนรับ”“เราลืมไว้น่ะ ไม่ได้เอามา”“จะโทร. หาป้าอำไพเหรอ”“เปล่า เราจะโทร. หาคุณซัน”ผมตอบพลางยื่นมือไปรับโทรศัพท์มือถือเครื่องบาง รุ่นโปรของ Cosmos ซะด้วย แต่มือของเจนยังคงจับโทรศัพท์ไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย ผมแปลกใจจึงเงยหน้าสบตาเธอเป็นเชิงถาม เจนกะพริบตาถี่ ๆ แล้วปล่อยมือจากโทรศัพท์  เบือนหน้าไปสนใจการแสดงต่อ“นี่ เป็นอะไรหรือเปล่า” ผมชักเป็นห่วงซะแล้วสิ“เปล่า เราไม่ได้เป็นอะไร”“งั้นเราขอตัวไปโทรศัพท์หาคุณซันแป๊บหนึ่งนะ”“ปกติรบโทร. คุยกับคุณซันดึก ๆ อย่างนี้ทุกคืนเลยเหรอ”ผมกำลังจะลุกจากเก้าอี้ก็เอะใจ เจนถามแปลก ๆ และน้ำเสียงเธอก็ฟังดูแปลก ๆ“เปล่าหรอก เราจะทำอย่างนั้นได้ยังไง คุณซันได้ด่าเปิงน่ะสิ” ผมหัวเราะแล้วดื่มน้ำจนหมดแก้ว “วันนี้เราผิดนัดคุณซันน่ะ พยายามโทร. หาตั้งแต่ตอนค่ำ ๆ แล้วแต่ยังติดต่อไม่ได้เลย ป่านนี้คงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ บ้านไหม้ไปทั้งหลังแล้วมั้ง”ผมพูดติดตลก แต่เจนไม่ขำด้วย“รบนี่...แคร์คุณซันจังเลยนะ”“เอ๊า...ก็เราผิดนัดเขานี่”“แค่นั้นจริง ๆ น่ะเหรอ”“หืม?”“รบ เจนถามอะไรหน่อยได้ไหม”ผมกะพริบตาปริบ ๆ อย่างงุนงง เพราะแทบไม่เคยเห็นเจนในมุมแบบนี้มาก่อนเลย  มุมที่ดูอ่อนไหวทว่าจริงจัง แต่ก็ยังเปราะบาง“ถะ ถามอะไรเหรอ”“รบชอบคุณซันใช่ไหม”ผมมองหน้าเจนนิ่งอึ้ง จะบอกว่าตกใจก็ไม่ใช่ หนักใจก็ไม่เชิง ผมแค่ไม่รู้ว่าควรจะตอบยังไงเจนเป็นเพื่อนที่ผมรักและสนิทที่สุด ถ้าหากว่าผมจะบอกใครสักคนเรื่องความรู้สึกที่ผมมีต่อคุณซัน คนคนนั้นที่ผมจะบอกเป็นคนแรก ก็ต้องเป็นเจนอยู่แล้วแต่อะไรบางอย่างกระซิบใจผมว่า ไม่ควรบอก มันคืออะไรกันนะอาจจะเป็นสถานะคู่กัดระหว่างผมกับคุณซัน อาจจะเป็นเรื่องที่ผมยังต้องดูแลรับผิดชอบหนูเกล หรือไม่...ก็เป็นเพราะสายตาคู่นั้นของเจนที่เหมือนจะวิงวอน ขอร้อง ให้ผมพูดปฏิเสธอะไรออกมาก็ได้สักคำ“ปะป๊า...”เสียงหวานเจื้อยเจ้าเดิมดังขัดจังหวะมาก่อนตัวครับ เจ้าหญิงองค์น้อยตะกายขึ้นตักผม คว้าแก้วน้ำหวานไปดื่ม“ปะป๊าได้ดูละครเวทีเมื่อกี้นี้หรือเปล่าคะ สนุ๊ก...สนุก ตอนนี้พี่ ๆ กำลังเปลี่ยนชุดกันอยู่ในห้องแต่งตัวค่า เดี๋ยวพอพี่ ๆ เปลี่ยนชุดกันเสร็จแล้ว หนูเกลจะไปถ่ายรูปด้วย ฮ้าว...”พูดยังไม่ทันจบเรื่อง ริมฝีปากแดง ๆ น้อย ๆ ก็อ้าปากหาวเสียจนเกือบจะกินโต๊ะจีนได้ทั้งโต๊ะ“อู๊ย ง่วงขนาดนี้ ปะป๊าว่ากลับไปนอนดีกว่าไหมคะ” ผมแซวพลางยีศีรษะนุ่ม ๆ ในอ้อมอก“งึม งึม ก็ดีเหมือนกันค่า จริง ๆ หนูเกลก็ถ่ายรูปตอนก่อนแสดงแล้วตั้งหลายรูป ปะป๊าง่วงหรือยังค้า น้าเจนง่วงหรือยังค้า”เจนยิ้มเอ็นดู “ง่วงแล้วค่า กลับไปนอนกันนะคะหนูเกล”“ค่า กลับกันค่า ฮ้าว...”จนแล้วจนรอด ผมก็ยังไม่ได้คุยกับคุณซันสักทีครับ แต่ถ้ากลับบ้านแล้วได้คุยกันต่อหน้าก็อาจจะดีกว่าอธิบายทางโทรศัพท์ก็ได้              “คุณซันโกรธผมหรือเปล่าครับ”จู่ ๆ คุณภาคิณก็ถามทำลายความเงียบขึ้นมาระหว่างที่กำลังมุ่งหน้าไปบ้านของฉัน แสงไฟสีส้มตามท้องถนนดูนวลตาแต่ก็อ้างว้างในคราวเดียวกัน ชวนให้ฉันเผลอคิดอะไรไปไกลจนลืมชวนเขาคุย                “เอ๋  ซันจะโกรธคุณเรื่องอะไรล่ะคะ”                “ก็เรื่องที่คุณลุงกับญาติ ๆ ของผมเข้าใจผิดว่าเราเป็นแฟนกัน แต่ผมก็ไม่ได้อธิบายให้พวกเขาเข้าใจเลย”ฉันถึงกับร้องอ๋อ พอลองคิดดูจริง ๆ แล้วฉันก็ไม่ได้โกรธนะ แค่สงสัยว่าทำไมคุณลุงของคุณภาคิณถึงได้เข้าใจไปแบบนั้น“ซันขอถามคุณภาคิณนิดนึงนะคะ” ฉันขยับเข้าไปใกล้เขามากขึ้นแล้วถามออกไปอย่างจริงจัง “คุณพูดถึงซันว่าอะไรเหรอคะ คุณลุงถึงได้คิดว่าเราเป็นแฟนกัน”คุณภาคิณมีท่าทางอึกอัก แต่ยังเอาแต่มองทางข้างหน้าราวกับตั้งอกตั้งใจขับรถเต็มที่ ไม่ตอบคำถามฉัน                “ว่ายังไงคะ ซันถามคุณอยู่นะคะ” ฉันจงใจแกล้งคาดคั้นเขาเพราะรู้สึกว่าเขากำลังเขินที่จะตอบ ก็เล่นทำท่าหลุกหลิก อึก ๆ อัก ๆ แถมยังมีเหงื่อซึมออกมาด้วย นั่นยิ่งทำให้ฉันอยากรู้มากขึ้นไปอีก “นี่ คุณภาคิณคะ เอ...หรือจะให้ซันเรียกว่าตาหนูดีนะ”ฉันนึกสนุกเลยแกล้งเย้าชื่อเล่นที่แสนจะน่ารักของเขา เจ้าตัวตกใจหน้าเหวอ หันมาอ้าปากค้าง“คุณซัน...” เขาเรียกฉันปนหัวเราะ “นี่คุณเล่นจุดอ่อนผมเลยนะเนี่ย”                 “ทำไมล่ะคะ ตาหนู” ฉันยังเย้าไม่เลิก เพราะยิ่งแกล้งคุณภาคิณก็ยิ่งหน้าแดงหูแดง ท่าทางจะเขินจริงแฮะ ปกติเห็นมาดนิ่ง ๆ แต่ดูอบอุ่นและมั่นคง ไม่เคยเห็นในมุมแบบนี้เลย  ฉันเขยิบเข้าไปใกล้เขาอีกเพราะอยากจะเห็นสีหน้าเขาตอนเขินชัด ๆ ว่าจะน่ารักน่าแกล้งขนาดไหน                “คุณซันรู้ไหมครับ ชื่อนี้ผมให้คุณลุงเรียกได้คนเดียวเท่านั้นเพราะท่านเลี้ยงดูผมมาตั้งแต่ยังเล็ก แล้วท่านก็เป็นคนสำคัญของผม” น้ำเสียงคุณภาคิณเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมา ฉันถึงกับอึ้งที่ดันไปล้อเล่นกับเรื่องสำคัญของเขาอย่างนี้                “เอ่อ คือว่า...ซัน” ฉันรู้สึกผิดและอยากขอโทษ แต่ไม่รู้จะพูดยังไงให้รู้ว่าฉันไม่ได้ตั้งใจ แต่ก่อนที่ฉันจะเรียบเรียงคำพูดออกมาได้ เขาก็กลับชิงพูดขึ้นก่อนว่า                “แต่ตอนนี้ ผมยอมให้คุณซันเรียกได้อีกคนหนึ่งครับ”รถค่อย ๆ ชะลอความเร็วลงจนหยุดนิ่ง คุณภาคิณหันมามองหน้าฉันอย่างจริงจัง ใบหน้าของเราห่างกันเพียงคืบ“เพราะ...คุณก็เป็นคนสำคัญของผมเหมือนกัน”ฉันรู้เลยว่าตัวเองต้องหน้าแดงแน่ ๆ เพราะทั้งคำพูดแสนหวานกับสายตาคมทว่าอบอุ่นที่จ้องลึกเข้ามาในตาฉันมันสะกดทุกความเคลื่อนไหว จนฉันไม่อาจจะละสายตาออกไปจากตาคมคู่นี้ได้เลย                แล้วก็เป็นฉันที่เรียกสติกลับมาได้ก่อน เลยขยับกลับมานั่งที่เบาะของตัวเองอย่างเขิน ๆ ตาก็ได้แต่มองไปบนแป้นตัวเลขสีแดงที่กำลังนับถอยหลังเพื่อเปลี่ยนเป็นสีเขียว บ้าจริง! เมื่อกี้ยังแกล้งเขาอยู่เลย แต่นี่ดันกลับเป็นฝ่ายมานั่งหน้าแดงเสียเอง                “คุณซันอยากรู้ใช่ไหมครับว่าผมพูดกับคุณลุงว่าอะไร” ชายหนุ่มข้างกายถามเสียงนุ่มขึ้นมาอีก แล้วฉันก็รู้สึกว่าเสียงเขาดังอยู่ข้าง ๆ หูนี่เอง “ผมบอกกับคุณลุงว่า คุณซันเป็นคนเก่ง สวย และผมก็...ชอบคุณซันมาก”ฉันหันขวับกลับไปหาเขา แต่ก็ต้องหน้าชาขึ้นมาทันทีเพราะปลายจมูกฉันชนกับปลายจมูกของเขา แล้วสายตาของเราก็ประสานกันอีกครั้งในระยะใกล้ชิดจนรู้สึกถึงลมหายใจอุ่น ๆ ของกันและกันว่ากันว่าดวงตาคือหน้าต่างของหัวใจ ในดวงตาสีเข้มคู่นี้กำลังสั่นระริกอย่างอ่อนไหวและมีความหมายมากมายแฝงอยู่ในนั้น เหมือนมีแรงดึงดูดบางอย่างฉุดฉันให้เข้าไปค้นหาความหมายพวกนั้นในใจของเขา เราสบตากันเนิ่นนานราวกับจมดิ่งลงไปในห้วงภวังค์ที่หอมหวาน แต่ก็ต้องสะดุ้งจนสุดตัวเพราะเสียงแผดลั่นของแตรรถคันหลัง คุณภาคิณขยับกลับไปนั่งประจำที่ แล้วก็ขับออกไปทันที ส่วนฉันได้แต่นั่งเงียบอย่างใช้ความคิดถึงแม้ว่าฉันจะรู้สึกมาตลอดว่าเขามีใจให้ แต่ก็เลือกทำเป็นไม่รู้เพราะไม่เคยคิดกับเขาเกินกว่าเพื่อนเลย จนบางทีก็คิดว่าทำไมตัวเองถึงได้งี่เง่าขนาดนี้ มีคนดี ๆ ที่รักฉันมาให้เลือก แต่ฉันกลับเลือกมองข้ามแล้วไปให้โอกาสกับใครที่ไม่แคร์ฉันเลย ฉันทำกับคุณภาคิณเหมือนเขาเป็นของตาย เป็นทางเลือกสุดท้ายได้ยังไง ฉันลอบมองคุณภาคิณที่กำลังตั้งใจขับรถ เขามองกระจกข้างสลับกับมองทางข้างหน้า ใบหน้าคมเข้มนั้นเหมือนจะแต้มด้วยรอยยิ้มบาง ๆ มาตลอดทาง คล้ายกับว่าเขามีความสุขที่ได้อยู่ด้วยกันอย่างนี้ ไม่ว่าจะในฐานะอะไรก็ตาม ยินดีที่ได้เป็นทางเลือกสุดท้าย ซึ่งมันก็ยังดีกว่าไม่ได้เป็นอะไรเลยแล้วคุณภาคิณก็มาหยุดรถตรงหน้าประตูรั้วบ้านฉัน เขาอ้อมมาเปิดประตูให้ฉันลงได้สะดวก ฉันเงยหน้ามองเขาแล้วยิ้มขอบคุณน้อย ๆ ก่อนจะก้าวลงมาจากรถ เพิ่งสังเกตเห็นว่ามีรถอีกคันเข้ามาจอดหน้าประตูรั้วบ้านข้าง ๆนายนักรบ...เจ้าของรถคันที่เพิ่งมาถึงก้าวลงจากรถอย่างรีบร้อน ปิดประตูดังโครม ก่อนจะยืนนิ่งมองมาทางฉันกับคุณภาคิณ แล้วสายตาฉันก็เหลือบไปเห็นว่ามีใครอีกคนนั่งอยู่ในรถด้วย แต่แถวนี้ค่อนข้างมืดจนมองไม่ชัด เลยไม่รู้ว่าเป็นใครทันใดนั้นคนในรถก็ค่อย ๆ เปิดประตูลงมา ก่อนจะก้าวไปยืนเคียงข้างนายนักรบคุณเจน!เราสี่คนยืนเผชิญหน้ากันเงียบ ๆ ฉันรู้สึกอึดอัดและปวดหน่วง ๆ สะท้อนขึ้นมาในอกอย่างยากที่จะควบคุมได้ ฉันเริ่มตัวสั่น กำมือแน่นเพราะความโกรธและผิดหวังอย่างสุดขีด คุณภาคิณที่ยืนข้าง ๆ คงรู้สึกได้จึงเอื้อมมือมาจับที่แขนฉันและบีบเบา ๆ แสดงให้รู้ว่าเป็นห่วง ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ฉันก็ยังไม่อาจละสายตาไปจากคนทั้งคู่ที่ยืนอยู่ตรงหน้าได้ คุณเจนยื่นมือไปจับมือนายนักรบแล้วบีบแน่นพร้อมกับอีกมือที่ลูบแขนเขาเบา ๆ เห็นอย่างนี้ยิ่งทำให้ฉันกัดฟันกรอดนายเลือกแบบนี้เองนะ  นายนักรบ!
    ****************************************************************ฝากผลงานจ้า...Messy Buddy คุณบัดเดอร์ใช่เธอหรือเปล่า? (พิมพ์โดย สนพ. กรู๊ฟ พับลิชชิ่ง)error loaded
    #E-Bookพร้อมให้ดาวน์โหลด ที่ MEB ขอหัวใจ 5 ดวงด้วยนะค้าาา#หนังสือเล่มสั่งซื้อได้ที่เพจเฟสบุ๊ก Groove Publishingหรือเพจแสนแก้ว ได้เลยค่ะ ยินดีพูดคุยและเซ็นให้ทุกเล่มค่ะ