หลังจากที่พูดคุยกันจนเข้าใจ ทั้งไป๋ฉี เฟิ่งเจียอิน และจินอันหราน ก็พากันเดินตรวจสอบปราสาทน้ำแข็งต่อในทันที ซึ่งสิ่งที่พวกเขาพบเจอมีเพียงแหวนมิติสองวงที่อยู่บนบัลลังก์น้ำแข็งเพียงเท่านั้น
ไป๋ฉีมอบมันให้กับสองสาวอย่างไม่ลังเลใจเพราะถึงอย่างไรพวกเธอก็ถือว่าเป็นผู้สอบทอดพลังของราชินีหิมะและเจ้าหญิงน้ำแข็งการที่แหวนมิติทั้งสองวงอยู่กับพวกเธอจึงเป็นเรื่องที่เหมาะสมยิ่ง
"พวกเราควรกลับกันได้แล้ว ไม่รู้ว่าคนอื่นๆจะเป็นอย่างไรบ้าง" ไป๋ฉีบ่นพึมพำ ตัวเขาและสองสาวงามพากันบินออกไปจากปราสาทน้ำแข็งโดยไม่รอช้า
ใช้เวลาเพียงสามวันพวกเขาก็กลับมาถึงพื้นที่ป่าไม้ได้สำเร็จ แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะกลับมาเป็นกลุ่มสุดท้าย
"เฮ้! น้องชาย เจ้ามาช้านะ พวกข้าว่าจะออกไปตามหาเจ้าอยู่พอดี" เป็นไป๋ยี่ที่กล่าวออกมาอย่างขบขัน
"ขอโทษทีขอรับ พอดีทางฝั่งพวกข้ามีเรื่องเกิดขึ้นนิดหน่อย ว่าแต่พวกท่านเถอะไปพบเจออะไรกันมาบ้างถึงได้ดูแข็งแกร่งขึ้นมากขนาดนี้"มองดูออร่าของแต่ละคนที่หนาแน่นกว่าแต่ก่อนมาก ไป๋ฉีจึงกล่าวถามออกมาในทันที
ไป๋ยี่เดินเข้ามากอดคอไป๋ฉีแล้วกระซิบเขาเบาๆว่า "พวกเราไปพบเจอเสี้ยววิญญาณของนักสู้ระดับสูงมา พวกเขาให้บททดสอบที่แสนยากเย็นให้กับพวกเรา"
"แต่เมื่อพวกเราเปิดใช้ดวงเนตรจุติจักรวาลเท่านั้น การทดสอบอะไรนั่นก็สิ้นสุดลงทันที"
"หืม!! ง่ายดายปานนั้นเลยหรือ"ไป๋ฉีอุทานด้วยความตกใจ ถ้าหากมันง่ายอย่างที่พี่ชายของเขาว่ามา แล้วเขาจะเสียเวลาต่อสู้ไปทำไมกัน
ไป๋ยี่พยักหน้า "ใช่ ข้าเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันในเรื่องนี้ แต่ดูเหมือนว่าทุกคนจะได้รับสืบทอดมรดกเหล่านั้นมาเหมือนๆกัน"
"ข้าสืบทอดมรดกราชาทองคำ ไป๋หมิงได้สืบทอดมรดกราชาเหล็กกล้า ท่านพี่หยุนเอ่อร์เข้าไปในพื้นที่พายุและสืบทอดมรดกของราชินีวายุกลับมา พี่ใหญ่ฮ่าวได้สืบทอดพลังของราชาอัคคี สุดท้ายคือท่านพี่สะใภ้เธอเข้าไปพื้นที่สายฟ้ากับท่านพี่ฮ่าวเอ่อร์และได้รับการสืบทอดมรดกของราชาอัสนีบาตมา"
"ส่วนเรื่องระดับพลังนั้น ข้าและท่านพี่หยุนเอ่อร์ตอนนี้อยู่ในระดับราชันดวงดาวขั้นที่เก้า ไป๋หมิงก็เลื่อนขั้นมาอยู่ระดับนักรบแห่งดวงดาวขั้นที่สาม และที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือพี่ใหญ่ฮ่าวเอ่อร์และพี่สะใภ้ทั้งสองเลื่อนขั้นไปในระดับผู้ปกครองดินแดนขั้นที่สองแล้วในตอนนี้"
ได้ยินเช่นนั้นไป๋ฉีก็พลันยกยิ้มออกมา แน่นอนเขาย่อมดีใจเป็นอย่างมากที่พี่น้องของเขาแข็งแกร่งขึ้นมาขนาดนี้ เพราะนี่หมายความว่าตระกูลไป๋จะมั่นคงขึ้นไปอีกในอนาคตอันใกล้
"ดูเหมือนว่าพวกท่านจะได้รับโชควาสนาที่ยอดเยี่ยมเอามากๆ คงถึงเวลาที่เราจะเดินทางกลับกันแล้วกระมัง"ไป๋ฉีกล่าว ทว่าพวกไป๋ฮ่าวเอ่อร์กลับส่ายหน้าตอบกลับมาอย่างเหนื่อยใจ
"ฉีเอ่อร์ ดูเหมือนการออกจากที่นี่จะไม่ใช่เรื่องง่ายดาย พวกเราตรวจพื้นที่ทั้งหมดดูแล้วแต่กลับไม่เจอประตูมิติเลยแม้แต่ประตูเดียว"เป็นไป๋หยุนเอ่อร์ที่เป็นตัวแทนของทุกคนกล่าวออกมา
"ว่าไงนะ!" ไป๋ฉีอุทานด้วยความตกใจ ไม่มีประตูมิติอย่างนั้นหรือ มันจะเป็นไปได้อย่างไร?
ชายหนุ่มครุ่นคิดไตร่ตรองอยู่ครู่ใหญ่ 'มันต้องมีเงื่อนไขอะไรสักอย่าง ที่ทำให้พวกเราออกไปได้'
'ในสถานที่แห่งนี้ไม่มีอะไรนอกจากมรดกของพระเจ้าสองชั้นฟ้า จากการคาดเดาของข้าเงื่อนไขการออกจากที่นี่ก็น่าจะเป็นการสืบทอดมรดกให้ครบถ้วน'
'ตอนนี้พื้นที่น้ำแข็ง สายฟ้า วายุ หินผา และเปลวเพลิง ก็ล้วนแต่มีผู้สืบทอดมรดกหมดแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงแค่.........."คิดมาถึงตรงนี้ไป๋ฉีก็เผยรอยยิ้มออกมา จากนั้นเขาผสานพลังจิตเข้ากับหรงหรงและขยายจิตตรวจสอบออกไปทั่วทั้งพื้นที่ป่าไม้
ใช่! ในที่นี้พื้นที่ๆยังไม่มีใครสืบทอดมรดกมีเพียงพื่นที่ป่าไม้เพียงพื้นที่เดียวเท่านั้น ไป๋ฉีเพ็งจิตตรวจสอบอยู่นานในที่สุดเขาก็ได้พบกับกระแสความผันผวนของพลังเสียที
"แม้จะน้อยมากแต่ก็ยังคงสัมผัสได้"ไป๋ฉีลืมตาพร้อมกล่าวอย่างแผ่วเบา จากนั้นเขาก็นำทางทุกคนไปยังใจกลางป่าใหญ่ และสิ่งที่รอเขาอยู่คือต้นไม้สีทองอร่ามดูงดงามและส่งกลิ่นอายพลังชีวิตที่สดชื่นออกมาตลาดเวลา
"ถ้าหากพวกเราสืบทอดมรดกสุดท้ายนี้แล้ว พวกเราก็นน่าจะออกจากมิตินี้ได้"ได้ยินสิ่งที่ไป๋ฉีกล่าวเหล่าพี่ๆก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ
"เสียแรงที่พวกข้าออกตามหาประตูมิติอยู่นาน ที่แท้เงื่อนไขการออกก็อยู่ใต้จมูกนี่เอง"
"น้องชาย ในหมู่พวกเราดูเหมือนจะมีเพียงเจ้าเท่านั้นที่ยังไม่สืบทอดมรดกใดๆ ถ้าเช่นนั้นมรดกชิ้นนี้เจ้าก็สืบทอดมันก็แล้วกัน"ไป๋ฮ่าวเอ่อร์ผู้เป็นพี่ใหญ่กล่าว แน่นอนทุกคนต่างพยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับคำพูดนั้น
ไป๋ฉีหันไปมองเหล่าพี่ๆแล้วกล่าวขอบคุณกลับไป ก่อนที่เขาจะเดินเข้าสู่เขตของการทดสอบไปโดยพร้อมเพรียงกัน หลังจากนั้นเสียงของหญิงสาวคนหนึ่งก็ดังขึ้นมา พร้อมกับรากไม้สีทองที่พุ่งเข้ามาโอบล้อมพวกเขาเอาไว้ราวกับกรงขัง
"บททดสอบแรก ฝ่าพันธนาการพฤกษา"
"พี่ชาย ข้าขอลองใช้วิธีที่ท่านว่ามาหน่อยได้หรือไม่"ไป๋ฉีหันไปกล่าวถาม ทำให้เหล่าพี่น้องพากันคิ้วขมวดในทันใด
"แต่ที่นี่มีคนนอกนะน้องชาย เจ้าแน่ใจหรือว่าจะใช้มัน"เป็นไป๋หมิงที่กล่าวขึ้นมา
ไป๋ฉีหันไปมองยังเฟิ่งเจียอินและจินอันหรานก่อนที่เขาจะส่ายหน้า "พวกเธอไม่ใช่คนนอกอีกต่อไป"
คำพูดนี้ของชายหนุ่ม ทำให้เหล่าพี่ๆพากันอึ้งงันแล้วหันมองยังหญิงงามทั้งสองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงในใจ 'ไม่ใช่คนนอกอีกต่อไป' เพียงแค่คำๆนี้หลุดออกจากปากของไป๋ฉีพวกเขาก็รู้ได้ในทันทีว่ามันหมายความว่าอย่างไร
"เจี่ยอิน พวกเขากำลังพูดอะไรกันน่ะ เจ้าพอจะตีความหมายออกหรือไม่"ได้ยินสิ่งที่พวกไป๋ฉีพูดกัน จินอันหรานก็นึกสงสัย
เฟิ่งเจียอินส่ายหน้า "ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเขาพูดถึงอะไร เอาเป็นว่ารอดูต่อไปก็แล้วกัน"
ตัดกลับมาทางไป๋ฉีหลังจากให้กระจ่างแก่พวกพี่ๆแล้วเขาก็คิดไม่รอช้า ดวงตาสีดำล้ำลึกกลายเป็นห้วงจักรวาลอันกว้างใหญ่ในพริบตา บนท้องฟ้าเองก็ปรากฏดวงตาคู่หนึ่งที่มีลักษณะเดียวกัน
"นะ นี่คือดวงเนตรจุติจักรวาล"
มองเห็นภาพที่น่าอัศจรรย์นี้ทั้งเฟิ่งเจียอินและจินอันหรานก็พลันสั่นสะท้านอย่างช่วยไม่ได้ พวกเธออยู่ในสหพันธ์จักรวาลเซียนเทียนมาตั้งแต่เกิดย่อมต้องรู้จักดวงเนตรจุติจักรวาลเป็นธรรมดา สิ่งนี้คือจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ของจ้าวจักรวาลนิรันดร์ไป๋เทียนซินซึ่งเป็นหนึ่งในสามผู้นำของสหพันธ์อย่างไม่ต้องสงสัย
"ดะ เดี๋ยวก่อนนะ ไป๋ฉีก็แซ่ไป๋เหมือนกัน อย่าบอกนะว่า!!" ทั้งจินอันหรานและเฟิ่งเจียอินจับจ้องไปยังสามีของตัวเองอย่างไม่วางตา ทันใดนั้นฉินเหยาก็แอบเข้ามาจากด้านหลังแล้วกอดพวกเธอเอาไว้
"ฮิฮิ พวกเจ้าเข้าใจถูกแล้ว สามีของพวกเจ้าคือหลานชายคนที่ห้าของจ้าวจักรวาลไป๋เทียนซินอย่างไรล่ะ"
ได้ฟังฉินเหยากล่าวเฉลย หญิงสาวทั้งสองคนก็พากันกลืนน้ำลายอึกใหญ่ พระเจ้า พวกเธอไม่คิดเลยว่าภูมิหลังของไป๋ฉีจะยิ่งใหญ่ขนาดนี้