บทที่ 44: ผู้บุกรุกแหล่งน้ำสถาปนิกปะทะสัตว์ประหลาด

ความมืดมิดอันหนาวเหน็บและเสียงสะท้อนกังวานของหยดน้ำที่ร่วงหล่นกระทบแอ่งน้ำเบื้องล่างภายใน 'ถ้ำลับหลังม่านน้ำตก' สร้างบรรยากาศที่ทั้งลึกลับและชวนให้อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออกกลิ่นอับชื้นของตะไคร่น้ำและโคลนตมคลุ้งกระจายไปทั่วบริเวณแสงสว่างสีส้มอมแดงที่ลุกโชนจากลูกไฟเวทมนตร์บนฝ่ามือของ ฟินน์ จิ้งจอกอสูรนักรบเวทสาดส่องขับไล่ความมืดมิดแสงนั้นสะท้อนระยิบระยับกับหยดน้ำบนโขดหินแกรนิตที่เรียงรายสลับซับซ้อนเผยให้เห็นภาพที่น่าตกใจ—ร่างของเงือกสาวผู้นำกลุ่มที่เต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์เพิ่งจะทรุดฮวบและล้มพับหมดสติไปต่อหน้าต่อตาอีไลอัสและทีมสำรวจท่ามกลางเสียงสะดุ้งเฮือกของเงือกตนอื่นๆ
"เฮ้!อดทนไว้ก่อนนะ!"
อีไลอัส ตะโกนลั่นพร้อมกับถลาตัวพุ่งเข้าไปอย่างไม่คิดชีวิตเขาทรุดเข่าลงบนพื้นหินเปียกแฉะประคองร่างที่เย็นเฉียบและสั่นเทิ้มของเธอขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนเกล็ดบนตัวของเธอที่เคยเป็นประกายบัดนี้กลับหม่นหมองและเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน
สถาปนิกน้อยในร่างเด็กชายวัยสิบสองปีผู้แบกรับตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านแห่งเฮเซลบรุครีบปลดกระเป๋าเสบียงใบเก่งออกจากหลังอย่างรวดเร็ว มือเล็กๆ ของเขาล้วงหยิบเอา 'มันเทศป่าเผาเคลือบน้ำผึ้ง' เสบียงชั้นยอดที่อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรตบริสุทธิ์และมานาธรรมชาติที่อัดแน่นกลิ่นหอมหวานของน้ำผึ้งป่าและรอยไหม้จางๆ ของมันเทศช่วยดึงสติของทุกคนให้จดจ่อ อีไลอัสบดเนื้อมันเทศสีเหลืองทองเป็นชิ้นเล็กๆอย่างเบามือ ก่อนจะค่อยๆป้อนแทรกผ่านริมฝีปากที่ซีดเซียวของเงือกสาวอย่างระมัดระวังพร้อมกับรินหยดน้ำสะอาดจากกระติกน้ำไม้ไผ่ลงไปหล่อเลี้ยงเพื่อให้เธอกลืนและซึมซับพลังงานได้ง่ายขึ้น
ท่ามกลางความเงียบสงัดที่เต็มไปด้วยการลุ้นระทึกผ่านไปเพียงไม่กี่อึดใจ พลังงานและแร่ธาตุมานาจากมันเทศป่าก็เริ่มแสดงปาฏิหาริย์อุณหภูมิร่างกายที่เย็นเฉียบเริ่มอุ่นขึ้นเกล็ดสีซีดเซียวที่หางของเธอเริ่มมีประกายสีรุ้งแห่งชีวิตกลับคืนมาทีละน้อยเปลือกตาที่หนักอึ้งของเงือกสาวค่อยๆ ปรือขึ้น ดวงตาสีอความารีนที่เคยแข็งกร้าวบัดนี้จ้องมองใบหน้าของเด็กชายมนุษย์ด้วยความสับสนและระแวดระวังอย่างเห็นได้ชัดแต่เมื่อเธอสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านจากอ้อมแขนของเขาและรสชาติหวานหอมของมานาที่กำลังช่วยฟื้นฟูบาดแผลจากภายในกำแพงแห่งความเป็นศัตรูก็เริ่มพังทลายลง
"ข้า...ข้ายังมีชีวิตอยู่หรือ..." เธอพึมพำด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและสั่นเทาราวกับไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น
"เธอปลอดภัยแล้วอย่างน้อยก็ในตอนนี้นะ" อีไลอัสส่งยิ้มอ่อนโยนที่เต็มไปด้วยความจริงใจให้เธอ"ฉันบอกแล้วไงว่าพวกเรามาดี ฉันชื่ออีไลอัส เป็นผู้ใหญ่บ้านแห่งเฮเซลบรุคส่วนนั่นฟินน์ เพื่อนของฉันเอง... ว่าแต่เธอชื่ออะไร? และเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกับถ้ำแห่งนี้ทำไมระบบระบายน้ำและโครงสร้างสถาปัตยกรรมภายในถึงได้พังพินาศจนน้ำท่วมขังผิดปกติขนาดนี้?"
เงือกสาวพยายามกัดฟันยันตัวลุกขึ้นนั่งโดยมีเพื่อนเงือกตนอื่นๆ ในกลุ่มรีบว่ายน้ำเข้ามาช่วยประคองร่างของเธอไว้ด้วยความเป็นห่วงแววตาของเธอหม่นลงและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้า
"ข้ามีนามว่า 'ไลรา' เป็นผู้นำของเผ่าเงือกน้ำจืดกลุ่มสุดท้ายที่อาศัยอยู่ที่นี่..."ไลราทอดสายตามองลึกเข้าไปในความมืดมิดของถ้ำราวกับมองเห็นอดีตอันรุ่งเรือง"ถ้ำแห่งนี้ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัยแต่มันคือบ้านเกิดและดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของพวกเราพวกเรามีหน้าที่เฝ้าระวังและควบคุม 'ตาน้ำบริสุทธิ์'ซึ่งเป็นหัวใจหลักที่อยู่ลึกเข้าไปด้านใน เพื่อรักษาสมดุลของปริมาณ 'น้ำตกม่านไพลิน' ให้ไหลเวียนอย่างสม่ำเสมอหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตเบื้องล่างมาหลายชั่วอายุคน... แต่ทว่า เมื่อไม่นานมานี้มีบางสิ่งที่ทรงพลังและโหดร้าย บุกรุกเข้ามาทำลายแกนกลางของมัน..."
ไลราก้มหน้าลงน้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นกระทบพื้นหิน "แต่แล้วเมื่อไม่กี่วันก่อนความสงบสุขก็ถูกพรากไป... จู่ๆ ก็มีมอนสเตอร์ร้ายกาจพลัดหลงเข้ามา มันคือ 'คางคกศิลา' สัตว์อสูรหุ้มเกราะขนาดยักษ์!มันเข้ามายึด 'แอ่งน้ำลึก' ซึ่งเป็นตาน้ำหลักของเราไปเป็นรังนอนของมัน!"
คำว่าคางคกศิลาและแอ่งน้ำลึกทำให้อีไลอัสหูผึ่ง วิญญาณวิศวกรเริ่มจับจุดเชื่อมโยงได้ทันที
"ร่างกายของมันใหญ่โตมโหฬารมาก..."ไลราเล่าต่อด้วยความหวาดผวา "ความใหญ่โตของมันเข้าไป 'อุดตัน'ปากตาน้ำจนมิด ทำให้กระแสน้ำไม่สามารถไหลออกตามปกติได้พอความดันน้ำสะสมจนทะลัก มันก็จะขยับตัว ทำให้น้ำพุ่งพรวดออกมาอย่างรุนแรงพอระบายน้ำเสร็จมันก็กลับไปอุดใหม่... พวกข้าพยายามจะขับไล่มันออกไปแต่ผิวหนังของมันหุ้มด้วยเกราะหินแกรนิตที่หนาและแข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้าหอกสามง่ามและเวทวารีของพวกข้าไม่อาจเจาะทะลุเกราะของมันได้เลยหนำซ้ำยังถูกมันโจมตีกลับจนบาดเจ็บสาหัสและต้องหนีมาซ่อนตัวอยู่ที่นี่..."
อีไลอัสพยักหน้าอย่างเข้าใจทะลุปรุโปร่ง"อย่างนี้นี่เอง... สาเหตุที่น้ำตกด้านนอกไหลแปรปรวนเดี๋ยวแรงเดี๋ยวเบาจนเฟืองกังหันน้ำของฉันแทบพัง ไม่ใช่เพราะเศษหินถล่มอย่างเดียวแต่เป็นเพราะไอ้ตัวประหลาดบ้าพลังตัวนี้มันมาทำตัวเป็น 'วาล์วปิดเปิดน้ำ' แบบมีชีวิตที่โคตรจะเอาแต่ใจนี่เอง!"
เด็กชายลุกขึ้นยืนเต็มความสูงนัยน์ตาของเขาเปลี่ยนจากความตกตะลึงและเห็นใจเผ่าเงือกกลายเป็นความมุ่งมั่นและเยือกเย็นในแบบฉบับของผู้รับเหมาที่เจอผู้บุกรุกมาพังไซต์งาน
"ไพเพอร์!"อีไลอัสส่งกระแสจิตผ่านพันธสัญญาไปยังนกอสูรที่บินวนอยู่หน้าถ้ำ"แกบินกลับไปที่หมู่บ้านด่วนที่สุด! ไปตาม 'ดัสตี้'กับ 'เดซี่' มาที่นี่!และแวะไปบอกเอลดรินที่โซนที่อยู่อาศัยด้วย ว่าให้เผ่าเอลฟ์ช่างทอเอา 'ตาข่ายไหมเวทมนตร์' ที่หนาและเหนียวที่สุดเท่าที่มีหอบขึ้นมาที่ถ้ำนี้ให้หมด! งานนี้เราต้องการทีมซัพพอร์ตเต็มอัตราศึก!"
"จิ๊บ!รับทราบครับเจ้านาย! จะซิ่งไปเดี๋ยวนี้แหละ!"นกอสูรรับคำสั่งและบินพุ่งหายลับไปในม่านน้ำตกทันที
ไลรามองดูการสั่งการของเด็กชายมนุษย์ด้วยความตกตะลึง"ท... ท่านผู้ใหญ่บ้าน ท่านคิดจะทำอะไรหรือ? ท่านจะนำกองกำลังมาต่อสู้กับคางคกศิลาหรือ?ข้าขอเตือนว่ามันอันตรายมากนะท่าน! ผิวหนังของมันหุ้มด้วยเกราะหินแกรนิตหนาเตอะมันสะท้อนการโจมตีทางกายภาพและเวทมนตร์ระดับล่างได้ทุกรูปแบบ!"
อีไลอัสหันมาฉีกยิ้มกริ่มรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจระดับปรมาจารย์
"ไลรา...ในโลกของการก่อสร้าง เมื่อเราเจออุปสรรคที่ขวางทางน้ำ หรือเจอโครงสร้างที่แข็งเกินกว่าจะทุบทำลาย...สถาปนิกและวิศวกรอย่างพวกเรา ไม่เคยโง่พอที่จะวิ่งถือค้อนไปทุบมันตรงๆให้เหนื่อยเปล่าหรอกนะ"
เด็กชายกอดอกหันหน้าไปทางส่วนลึกของถ้ำที่คางคกศิลายังคงกบดานอยู่"เราไม่ได้จะจับดาบไปฟันเกราะหินของมันให้ดาบบิ่น แต่เราจะ 'แก้ปัญหาแบบวิศวกร'! เราจะใช้ฟิสิกส์ สภาพแวดล้อมและกลศาสตร์ เล่นงานมันจนมันต้องร้องขอชีวิตเอง!"
ครึ่งชั่วโมงต่อมา...ทีมกู้ภัยฉุกเฉินแห่งเฮเซลบรุคก็ทะลวงม่านน้ำตกเข้ามาสมทบอย่างพร้อมเพรียง ดัสตี้ตุ่นอสูรวิศวกรโยธามุดดินมาพร้อมกับหมวกเซฟตี้คู่ใจ เดซี่กระต่ายอสูรสายพฤกษากระโดดเข้ามาด้วยความกระตือรือร้นและเอลดรินพร้อมกลุ่มเอลฟ์ช่างทอก็แบกม้วนตาข่ายไหมเวทมนตร์เส้นหนาเตอะเดินตามเข้ามา
"เอาล่ะทีมงานเฮเซลบรุค! ฟังบรีฟแผนปฏิบัติการให้ดี!"อีไลอัสกางแผ่นไม้กระดานที่เพิ่งร่างแบบแปลนสดๆ ร้อนๆ ลงไป "ศัตรูของเราคือ 'คางคกศิลา' สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ หุ้มเกราะหินจุดอ่อนเดียวของสิ่งมีชีวิตประเภทนี้ ไม่ใช่เกราะของมัน... แต่เป็น 'สภาพแวดล้อม' ของมัน!"
อีไลอัสชี้ปลายกิ่งไม้ไปที่จุดศูนย์กลางของแผนที่"พวกสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ จำเป็นต้องพึ่งพา 'ความชื้น' ในการดำรงชีวิตและรักษาอุณหภูมิร่างกายหากปราศจากน้ำ ผิวหนังของพวกมันจะแห้งผาก ระบบหายใจจะล้มเหลวและกล้ามเนื้อจะอ่อนแรงลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะไอ้ตัวที่ต้องแบกเกราะหินหนักๆไว้บนหลัง ยิ่งมันแห้ง มันจะยิ่งขยับตัวไม่ไหว!"
"ดังนั้น..."อีไลอัสหันไปสบตากับลูกบ้านทุกคน "เราจะไม่เข้าไปสู้กับมันในน้ำเด็ดขาด!แต่เราจะใช้วิชาสถาปัตยกรรมเชิงกลยุทธ์... สร้าง 'เขื่อนกั้นน้ำชั่วคราว' ปิดล้อมพื้นที่ และ สูบน้ำ ออกจากรังของมันให้หมด!"
เหล่าลูกบ้านและเผ่าเงือกเบิกตากว้างแผนการที่ฟังดูเรียบง่ายแต่ทะเยอทะยานและบ้าคลั่งในทางวิศวกรรมนี้ทำเอาทุกคนถึงกับขนลุกซู่!
"บาร์นีย์!คีแลน!" อีไลอัสเริ่มแจกจ่ายหน้าที่ "แกและเอลฟ์นักรบทั้งยี่สิบคนคือ 'หน่วยล่อหลอก'! บาร์นีย์แกต้องเข้าไปลุยในแอ่งน้ำ ดึงความสนใจของคางคกศิลาให้ออกมาจากปากตาน้ำให้ได้!คีแลน! ให้นักรบของนายใช้ธนูยิงก่อกวนสกัดจุดบอดของมัน อย่าเข้าไปใกล้ให้มันหัวเสียและพุ่งเป้ามาที่พวกแก!"
"โฮก!บาร์นีย์... จะตบหน้าคางคก... ให้หัน!" หมียักษ์ทุบอกตัวเอง
"รับทราบ!ธนูของพวกเราจะทำให้มันรำคาญจนคลั่งไปเลย!" คีแลนรับคำสั่ง
"ดัสตี้!เดซี่! พวกแกสองคนคือ 'หน่วยวิศวกรรม'!"อีไลอัสหันมาหาคู่หูก่อสร้าง"ทันทีที่บาร์นีย์ล่อคางคกศิลาออกมาจากปากตาน้ำ และลากมันเข้าไปในแอ่งน้ำตื้นฉันจะใช้สกิลสร้าง 'แผ่นเสาเข็มพืด' จากไม้เนื้อแข็งปักลงไปกั้นทางน้ำ!ดัสตี้! แกต้องขุดดินและโคลนมาอัดผนังเขื่อนให้แน่นที่สุดเพื่อกันน้ำรั่ว! เดซี่! แกต้องใช้เวทพฤกษาสั่งให้รากไม้ชอนไชเข้ามายึดโครงสร้างเขื่อนให้แข็งแรงที่สุดป้องกันไม่ให้แรงดันน้ำพังเขื่อนของเราได้!"
"กิ๊ว!งานถมดินอุดรอยรั่วคืองานถนัดของบริษัทดัสตี้!" ตุ่นอสูรตะเบ๊ะรับคำสั่ง
"รับทราบเจ้านาย!กองกำลังสีเขียวจะมัดโครงสร้างให้แน่นปึกเลย!" เดซี่หูตั้งชัน
"และเมื่อเรากั้นน้ำสำเร็จดัสตี้ แกต้องรีบขุดร่องน้ำเปิดทางระบายน้ำออกจากพื้นที่ที่คางคกอยู่ ปล่อยให้มันแห้งตายอยู่บนบก!ฟินน์! แกมีหน้าที่ย่างสดอากาศรอบๆ ให้แห้งแล้งที่สุด! ส่วนพวกนายเผ่าเอลฟ์ช่างทอ!" อีไลอัสหันไปหาเอลดริน "เตรียมตาข่ายเวทมนตร์ให้พร้อมเมื่อมันอ่อนแรงเมื่อไหร่ จับมันมัดให้แน่นที่สุด!"
เมื่อแผนการถูกวางไว้อย่างรัดกุมปฏิบัติการทวงคืนแหล่งน้ำก็เปิดฉากขึ้น!
บาร์นีย์และคีแลนนำทัพลุยลึกเข้าไปในโซนที่มืดและชื้นที่สุดของถ้ำเสียงน้ำตกไหลเอื่อยๆ ดังมาจากช่องโพรงขนาดใหญ่ และที่ตรงนั้นเอง ร่างมหึมาของ 'คางคกศิลา' ก็ปรากฏแก่สายตา!
มันมีขนาดใหญ่เท่ากับรถบัสขนาดเล็กผิวหนังของมันขรุขระและเต็มไปด้วยปุ่มปมที่แข็งแกร่งราวกับหินแกรนิตสีของมันกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมจนแทบแยกไม่ออก มันกำลังนอนหลับตาพริ้ม ขวางทางน้ำอุดปากโพรงตาน้ำไว้อย่างสบายอารมณ์
"โฮกกกกก!!"
บาร์นีย์เปิดฉากด้วยการคำรามลั่นถ้ำมันกระโจนลงไปในแอ่งน้ำตื้นๆ สาดน้ำกระจายไปทั่วก่อนจะคว้าก้อนหินขนาดเท่าลูกนิมิต ขว้างอัดเข้าใส่หัวของคางคกศิลาอย่างจัง!พร้อมๆ กับห่าธนูเวทมนตร์จากเอลฟ์นักรบยี่สิบคนที่พุ่งเข้าปักตามรอยต่อเกราะหินของมัน
ปึ่ก! ฉึกๆๆ!
หินแตกกระจายลูกศรกระดอนออก คางคกศิลาลืมตาตื่นขึ้นด้วยความเกรี้ยวกราดดวงตาสีเหลืองขุ่นมัวของมันจ้องมองผู้บุกรุก มันอ้าปากกว้างเผยให้เห็นลิ้นสีม่วงคล้ำหนาเตอะ มันส่งเสียงร้อง "อ๊บ!"ที่ดังกึกก้องจนถ้ำสั่นสะเทือน
สัญชาตญาณสัตว์ป่าบวกกับความรำคาญทำให้มันละทิ้งปากตาน้ำพุ่งตัวกระโดดโหยงเข้าหาบาร์นีย์ด้วยความเร็วที่ขัดกับขนาดตัว!
"มันออกมาแล้ว!ทีมวิศวกรรม ลุย!!" อีไลอัสตะโกนลั่น
ทันทีที่คางคกศิลาพ้นจากช่องตาน้ำแคบๆและถูกหลอกล่อให้เข้ามาในพื้นที่แอ่งน้ำตื้น อีไลอัสก็พุ่งตัวเข้าไปขวางตรงกึ่งกลางระหว่างช่องตาน้ำกับแอ่งน้ำนั้น!
สถาปนิกน้อยโยนท่อนไม้โอ๊กเหล็กที่ดัสตี้เตรียมมาให้ลงน้ำเขาเรียกใช้งานสกิล [สถาปนิกแห่งพงไพร] แสงสีทองสว่างวาบปลายนิ้วของเขากรีดผ่านเนื้อไม้ แปรสภาพพวกมันให้กลายเป็น 'แผ่นเสาเข็มพืด' แผ่นเรียบยาวที่มีลิ้นและร่องล็อคเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบเขากระแทกเสาเข็มไม้ลงไปในชั้นหินทรายใต้ผิวน้ำ เรียงต่อกันเป็นแนวกำแพงครึ่งวงกลมปิดล้อมพื้นที่แอ่งน้ำตื้นที่คางคกศิลาอยู่ ตัดขาดมันจากตาน้ำหลักอย่างสิ้นเชิง!
"ดัสตี้!อัดโคลน!"
"กิ๊วววว!"ดัสตี้และลูกน้องดำดิ่งลงไปใต้น้ำ กรงเล็บของตุ่นอสูรทำงานราวกับรถแบ็กโฮพวกมันตะกุยดินเหนียวและโคลนจากก้นแอ่งน้ำดันขึ้นมาอัดอุดรอยต่อของเสาเข็มไม้ทุกจุดป้องกันไม่ให้น้ำจากตาน้ำไหลซึมเข้ามาในเขตแดนของคางคกได้อีก
"เดซี่!ล็อกโครงสร้าง!"
"จัดไปเจ้านาย!"กระต่ายพฤกษากระทืบเท้าลงบนพื้นดิน คลื่นมานาสีเขียวพุ่งทะลวงลงไปใต้ผิวน้ำรากไม้ขนาดใหญ่แทงทะลุชั้นหินขึ้นมาถักทอรัดพันกำแพงเสาเข็มไม้ของอีไลอัสยึดโครงสร้าง 'เขื่อนกั้นน้ำชั่วคราว' ให้แข็งแกร่งจนแทบจะกลายเป็นกำแพงธรรมชาติ!
การก่อสร้างเขื่อนชั่วคราวเสร็จสิ้นภายในเวลาไม่ถึงสามนาที!ความร่วมมือที่สมบูรณ์แบบทำให้แอ่งน้ำตื้นถูกตัดขาดจากแหล่งน้ำหลักโดยสิ้นเชิง!
"ขั้นตอนสุดท้าย!การสูบน้ำ!"
อีไลอัสหันไปพยักหน้าให้ดัสตี้ตุ่นอสูรรับหน้าที่ขุดเจาะช่องระบายน้ำที่ก้นแอ่งปล่อยให้น้ำที่ขังอยู่ในพื้นที่ของคางคกศิลา ไหลระบายออกไปตามร่องน้ำใต้ดินสายอื่นอย่างรวดเร็วระดับน้ำในพื้นที่ปิดล้อมลดลงอย่างฮวบฮาบจนในที่สุดก็เหลือเพียงโคลนเลนและพื้นหินที่เปียกแฉะ!
คางคกศิลาที่กำลังพยายามจะกระโดดทับบาร์นีย์เริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ ร่างกายของมันที่เคยจมอยู่ในน้ำบัดนี้สัมผัสกับอากาศเย็นๆ ของถ้ำ
และเพื่อเป็นการตอกย้ำชัยชนะ...อีไลอัสหันไปสั่งจิ้งจอกอสูร
"ฟินน์!เผาบรรยากาศในนั้นให้แห้งที่สุด! ย่างมันด้วยความร้อนแผ่รังสี!"
"โฮ่ง!!"
ฟินน์ยืนสง่าอยู่บนขอบเขื่อนมันพ่นลมหายใจแห่งไฟ เป็นวงกว้าง ไม่ได้เล็งไปที่ตัวคางคกโดยตรง แต่เล็งไปที่พื้นที่รอบๆ!เปลวไฟเวทมนตร์แผดเผาพื้นหินจนร้อนระอุความชื้นที่หลงเหลืออยู่ระเหยกลายเป็นไออย่างรวดเร็ว บรรยากาศภายในเขตแดน Cofferdam กลายเป็นเหมือนเตาอบแห้งๆ!
ปฏิกิริยาทางชีววิทยาแสดงผลทันตาเห็น!
ผิวหนังของคางคกศิลาที่ขาดความชื้นเริ่มแห้งผากและแตกระแหงระบบหายใจทางผิวหนัง ของมันล้มเหลว หอบหายใจถี่รัวและติดขัดกล้ามเนื้อที่เคยทรงพลังบัดนี้อ่อนเปลี้ยเพลียแรงเกราะหินแกรนิตบนหลังที่เคยเป็นข้อได้เปรียบ กลับกลายเป็น 'น้ำหนักถ่วง' ที่มันไม่สามารถแบกรับได้อีกต่อไปเมื่อปราศจากแรงพยุงของน้ำ!
"อ๊บ...อ๊บ..." เสียงร้องของมันแผ่วเบาลง มันพยายามจะตะเกียกตะกายหนีแต่ขาทั้งสี่ข้างกลับไม่มีแรงแม้แต่จะยกตัวขึ้นพ้นพื้นโคลนมันทรุดตัวลงนอนหมอบกับพื้นอย่างหมดสภาพ
"เอลดริน!จัดการ!" อีไลอัสให้สัญญาณ
"รับคำสั่งขอรับ!"
เอลดรินและเอลฟ์สายช่างทอเหวี่ยง'ตาข่ายไหมเวทมนตร์'ที่ทอจากใยแมงมุมสปินเนอร์ผสมฝ้ายเวทมนตร์ลงไปครอบคลุมร่างของคางคกศิลาอย่างแม่นยำตาข่ายที่เหนียวรั้งยิ่งกว่าสลิงเหล็กรัดพันร่างอันอ่อนปวกเปียกของมอนสเตอร์ยักษ์จนแน่นหนาขยับเขยื้อนไม่ได้อีกต่อไป!
"ชัยชนะด้วยสถาปัตยกรรมเชิงกลยุทธ์!สมบูรณ์แบบ!" อีไลอัสตบมือฉาดใหญ่
ไลราและเผ่าเงือกน้ำจืดทั้งสามสิบชีวิตที่เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆถึงกับอ้าปากค้าง พวกเขาไม่เคยเห็นการต่อสู้ที่ใช้การ 'ดัดแปลงสภาพแวดล้อม' เอาชนะศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าได้อย่างง่ายดายและเด็ดขาดขนาดนี้มาก่อน!
อีไลอัสก้าวเดินลงไปในพื้นที่ที่แห้งขอดเขาเดินเข้าไปยืนอยู่เบื้องหน้าคางคกศิลาที่ถูกมัดเป็นแหนมดวงตาสีเหลืองของมันมองเด็กชายมนุษย์ด้วยความตื่นตระหนกและรอคอยความตาย
แต่สถาปนิกน้อยไม่ได้ชักดาบหรือสั่งให้บาร์นีย์ปิดบัญชี
"แกนี่มันมีเกราะที่แข็งแกร่งระดับสุดยอดเลยนะแถมยังมีสัญชาตญาณในการหาแหล่งน้ำและกักเก็บน้ำ ที่ดีเยี่ยมอีกด้วย..."อีไลอัสลูบคาง พิจารณามอนสเตอร์ตรงหน้าด้วยสายตาของฝ่ายทรัพยากรบุคคล
"นี่ไอ้คางคก..." อีไลอัสย่อตัวลง คุยกับมันด้วยน้ำเสียงจริงจัง"เกราะและคุณสมบัติของแก มันมีประโยชน์ต่องานวิศวกรรมชลประทานของฉันมากถ้านำไปประยุกต์ใช้ดีๆ แกจะเป็น 'วาล์วน้ำมีชีวิต' และ 'แทงก์เก็บน้ำ' ชั้นยอดของเฮเซลบรุคเลยทีเดียว"
คางคกศิลาทำตาปริบๆไม่เข้าใจคำศัพท์วิศวกรรม แต่มันเข้าใจออร่าความเป็นผู้นำที่แผ่ออกมา
"ฉันจะยื่นข้อเสนอให้..."อีไลอัสกางฝ่ามือออก "ฉันจะไม่ฆ่าแกและจะมอบแหล่งน้ำในสระที่สร้างขึ้นเฉพาะให้แกอยู่อย่างสุขสบายมีอาหารกินอิ่มทุกมื้อ ไม่ต้องมาแย่งรังของเงือกแบบนี้อีก... แต่ข้อแลกเปลี่ยนคือแกต้องยอมเป็นประชากรของเฮเซลบรุค ทำประโยชน์ให้เมือง และ 'เอื้อเฟื้อ'ต่อเผ่าพันธุ์อื่นๆ... ห้ามเบียดเบียนกันเด็ดขาด ตกลงไหม?"
สัตว์อสูรหุ้มเกราะที่กำลังจะตายเพราะความแห้งแล้งเมื่อได้ยินคำว่าจะมีแหล่งน้ำและอาหารให้ มันไม่ลังเลเลยแม้แต่วินาทีเดียว!มันพยักหน้าหงึกๆ อย่างรวดเร็วจนตาข่ายสั่น
"ดีมาก!ยินดีต้อนรับสู่ทะเบียนราษฎร์!"
แสงสีทองแห่ง[พันธสัญญาผู้อยู่อาศัย] สว่างวาบขึ้นจากฝ่ามือของอีไลอัสประทับลงบนหน้าผากหินของมัน!
[ เงื่อนไขบรรลุผล:เป้าหมายยอมรับข้อเสนอการพึ่งพาอาศัยและสวัสดิการแหล่งน้ำ ]
[ ยืนยันนามแห่งพันธสัญญา:ร็อกกี้ ]
เมื่อพันธสัญญาเสร็จสิ้นอีไลอัสก็สั่งให้เอลฟ์ปลดตาข่าย และให้ดัสตี้พังเขื่อน Cofferdam ออกบางส่วน เพื่อให้น้ำไหลเข้ามาหล่อเลี้ยงผิวหนังของ'ร็อกกี้' อีกครั้งสัตว์อสูรที่เคยเป็นผู้บุกรุกบัดนี้ได้กลายเป็นฟันเฟืองชิ้นใหม่ของการบริหารจัดการน้ำไปเสียแล้ว!
อีไลอัสหันกลับไปหาไลราและเผ่าเงือกทั้งสามสิบชีวิตที่กำลังมองดูเขาประหนึ่งเทพเจ้าลงมาโปรดสถาปนิกน้อยฉีกยิ้มกว้าง
"เอาล่ะปัญหาอุดตันเคลียร์เรียบร้อย! ทีนี้... เรามาคุยเรื่องสวัสดิการของเผ่าเงือกและการปรับปรุงโครงสร้างถ้ำแห่งนี้ให้เป็นห้องควบคุมน้ำตกม่านไพลินอย่างเป็นทางการกันเถอะ!"
กงล้อแห่งเฮเซลบรุคไม่เคยหยุดหมุนและประชากรใหม่ก็ถูกคว้าตัวเข้าสังกัดได้อีกครั้งด้วยฝีมือของสถาปนิกผู้ไม่เคยใช้กำลังแก้ปัญหา!