วายุตื่นขึ้นและบิดตัวไปมาพร้อมสูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้า วันนี้อากาศดี รู้สึกมีเรี่ยวแรงต่างจากเมื่อวานที่ดูเหมือนคนป่วยหนัก อาจเป็เพราะได้เจอป้านงเยาว์และเมฆ เขาลุกขึ้นและเดินไปชงกาแฟที่โต๊ะหน้าทีวี เขารู้สึกแปลก ๆ ว่าทำไมวันนี้ถึงเงียบผิดปกติ
"ท่านสุบรรณอยู่รึป่าวครับ" วายุลองเรียกหาสุบรรณ
ไม่มีเสียงตอบกลับแต่อย่างใด วายุพยายามเรียกสุบรรณอีกสองครั้งแต่ก็ยังเหมือนเดิม เขาอมยิ้มและส่ายหัวกับความคิดของตัวเอง อาจเป็เพราะความเหนื่อยล้าจากการเดินทางและอาการาเ็ก็เป็ได้ "มันจะเป็ไปได้ไง คงแค่ฝันร้ายเมื่อคืน สงสัยจะประสาทแล้วเรา" เขาบ่นไปชงกาแฟไปและออกไปที่ระเบียง
"เฮ้ย! อะไรกันนี่" วายุอุทานด้วยความใ เพราะมีนกหลากหลายสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็ นกกระจิบ นกกระจอก นกพิราบ กา เกาะอยู่เต็มราวระเบียง แถมยังไม่มีทีท่าว่าจะกลัวเสียด้วย ไล่ยังงัยก็ไม่ไป สร้างความประหลาดใจให้กับเขายิ่งนัก เขารีบปิดระเบียงและกลับเข้ามาในห้องทันที ตอนนี้เมฆ ป้านงเยาว์และยศมารอรับกลับบ้านเรียบร้อยแล้ว
"มาดูที่ระเบียงสิ นกมาจากไหนก็ไม่รู้เพียบเลย" วายุพาเมฆไปที่ระเบียงและชี้ให้ดู
"ไหนครับพี่นก ไม่เห็นมีอะไรเลย นี่หาเื่อยู่โรงพยาบาลอีกใช่ไหม เดี๋ยวจะฟ้องจูเลียว่าพี่แอบมีกิ๊ก"
"เปล่านะเมฆ พี่เห็นจริง ๆ มันมีนกมาเกาะระเบียงเยอะมาก"
"กลับบ้านดีกว่าครับพี่ พ่อรอพี่อยู่ วันนี้ท่านอารมณ์ดี แต่ถ้าพี่กลับช้าอันนี้ผมไม่รู้" เมฆตบบ่าวายุและพาเดินออกนอกประตูห้องพักผู้ป่วย ระหว่างเดินทางกลับบ้านวายุขอให้ยศจอดรถตรงหน้าบ้านไม้สองชั้นหลังหนึ่ง เขาลงจากรถและเดินไปเกาะที่รั้วประตูบ้าน มองเข้าไปในบ้านด้วยความอาลัย ระหว่างนั้นมีชายชราคนหนึ่งรดน้ำต้นไม้อยู่สวนหน้าบ้านเห็นเข้า
"มีธุระอะไรหรือเปล่าพ่อหนุ่ม"
"ตาเป็เ้าของบ้านนี้หรือครับ"
"ก็ไม่เชิงนะ พอดีมีคนใจดีเขายกบ้านหลังนี้ให้ตาอยู่"
"คนใจดี? ใครหรือครับตา"
"ตาก็ไม่รู้นะ 10 ปีก่อน ตอนนั้นตาก็ไม่มีบ้านเป็หลักแหล่งหรอก พอดีวันนึงตากำลังนอนพักอยู่ใต้ทางด่วน คนใจดีคนนั้นขับรถมาจอด เดินมาหาตาและถามว่า "พี่อยากมีบ้านอยู่ไหม" ตาก็แปลกใจแต่ก็พยักหน้ารับคำ เขาพาตามาที่บ้านหลังนี้ทันที และบอกให้ตาอยู่บ้านหลังนี้ได้ แต่มีข้อแม้ข้อเดียว คือตาต้องดูแลรักษาบ้านหลังนี้ให้อยู่ในสภาพเดิม"
"ขอบคุณครับตา" วายุหันหลังกลับและแอบเช็ดน้ำตาก่อนเดินขึ้นรถเพื่อเดินทางไปยังบ้านสุบรรณฤทธา
เมื่อมาถึงบ้าน คนใช้และบริวารต่างออกมายืนเรียงแถวให้การต้อนรับคุณหนูใหญ่แห่งสุบรรณฤทธากันอย่างพร้อมหน้า ดูสีหน้าทุกคนนั้นยิ้มแย้ม แต่แฝงไปด้วยความอึมครึมเหมือนปิดบังอะไรบางอย่าง เมื่อวายุออกจากประตูรถ หญิงสาวนางหนึ่งก็กระโจนเข้ากอดและหอมแก้มเขาทันที
"สวัสดีค่ะ ในที่สุดพี่วายุสุดที่รักก็กลับมาอยู่ในอ้อมกอดน้องเสียที"
"น้อย ๆ หน่อยนะแม่การบูร"
"การะเกดค่ะ พี่เมฆ"
การะเกด เป็น้องสาวต่างมารดาของวายุ และเมฆ เธอคนนี้เป็สาวสวยและมั่นใจในตนเองสูง ปลื้มวายุมาั้แ่เด็ก ๆ ทั้งที่รู้ว่ามีบิดาคนเดียวกัน แต่เธอนั้นยังคงแอบหลงรักพี่ชายและไม่เคยล้มเลิกความคิดนี้เรื่อยมา
"คุณพ่ออยู่ไหนล่ะแม่การบูร"
"อีกแล้วนะคะพี่เมฆ คุณพ่ออยู่ห้องพระหลังบ้านเหมือนเดิมค่ะ"
"เดี๋ยวพี่จะไปพบพ่อเอง เมฆกับการะเกดรออยู่ที่นี่ล่ะ" วายุดูสีหน้าเคร่งเครียด เขาเดินไปยังห้องพระทันที เขาเดินผ่านสวนดอกไม้หลังบ้าน ไปหยุดอยู่หน้าอาคารไม้เก่าหลังหนึ่ง อาคารหลังนี้สูงสามชั้น ดูจากสถาปัตยกรรมนั้นราว ๆ 400 ปี เมื่อเขาเปิดประตูเข้าไป กลับพบรูปปั้นไม้แกะสลักองค์พญาครุฑองค์ใหญ่ สูงราว 4 เมตร ด้านข้างมีภาพวาดของชายต่างยุคอยู่ 5 รูปเรียงกัน มีชั้นวางหนังสือและหนังสือเก่าเป็จำนวนมาก ชั้นสองมีรูปปั้นองค์พญาครูฑปางต่าง ๆ ในทุกยุคทุกสมัยวางอยู่ ส่วนชั้นบนสุดจะมีพระพุทธรูปปางต่างๆ และพื้นที่สำหรับไหว้พระ เขาแลเห็นชายใส่เสื้อดำกำลังก้มกราบองค์พญาครุฑ จึงเดินตรงเข้าไปหาทันที
"ไม่อยากเชื่อว่าท่านปรเมศวร์นักธุรกิจพลังงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศ จะงมงายถึงขั้นกราบรูปปั้นนก"
"แกมันจะไปรู้อะไร" ชายคนนั้นลุกขึ้นมาและตบหน้าวายุอย่างแรงหนึ่งที "แกรีบกราบขอขมาองค์ท่านก่อนที่บ้านนี้จะฉิบหายเพราะปากพร่อย ๆ ของแก"
"ผมไม่กราบ พ่อจะทำไม" วายุตอบกลับเสียงแข็งด้วยสีหน้าเมินเฉย
"แกมันไม่น่าเกิดมาเป็ลูกฉันเลยจริง ๆ" ปรเมศวร์พูดทิ้งท้ายก่อนเดินออกจากห้องไป
"ผมยังพูดไม่จบพ่อจะหนีไปไหน" วายุกำลังเดินตามปรเมศวร์ออกมา ปรากฏว่าประตูทางออกกลับปิดทันที เขาพยายามเปิดประตูด้วยแรงทั้งหมดที่มี แต่ก็ไม่สามารถเปิดได้
""ปากเ้านี่มันร้ายยย"" เสียงที่คุ้นเคยแว่วเข้าหูวายุอีกครั้ง ไม่ใช่เสียงใครที่ไหนนอกจากสุบรรณ เขามองไปที่ต้นเสียงแต่ยังไม่ทันได้เหลือบเห็น ร่างก็กระเด็นติดประตู เพราะโดนปีกตบอย่างไม่ปราณีปราศรัย
"ขออภัยครับท่านสุบรรณ"
"นี่ข้าคิดถูกหรือไม่ที่เลือกเ้าหนุ่มปากปีจอนี่เป็ร่างสถิต"
"ร่างสถิต? คืออะไรครับ" วายุค่อย ๆ ลุกขึ้นมาแล้วฟังคำสุบรรณอย่างตั้งใจ
""หลังจากที่ดวงจิตข้าตกมายังโลกมนุษย์ ข้าก็มีสถานะไม่ต่างอะไรจากอากาศธาตุ หรือที่มนุษย์อย่างพวกเ้าเรียกว่าสะสารนั่นล่ะ หากข้า้าเนรมิตหรือสำแดงฤทธิ์เดชอะไรก็ตาม หากไม่มีกายเนื้อ ข้าก็ไม่สามารถทำสิ่งใดได้ ข้าพยายามหาหนทางไปสู่โลกคู่ขนานเพื่อตามหากายเนื้อของข้า แต่ด้วยมีเพียงดวงจิตจึงไม่อาจข้ามเส้นเวลาไปสู่โลกคู่ขนานได้ ข้าพยายามคิดหาวิธีอยู่นานหลายขวบปี ถือเป็โชคของข้าที่เวลานั้น "ท้าวนาคปรก" ซึ่งเป็สหายของพญาครุฑองค์ก่อนได้ออกจากฌานพอดี ท่านแนะนำให้ข้าผูกดวงจิตกับร่างสถิต ทวยเทพจะมีจริตที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นร่างสถิตจึงไม่เหมือนกัน แต่โดยพื้นฐานของร่างสถิตนั้นต้องถือศีลห้าเป็ที่ตั้ง หลังจากนั้นข้าตามหาร่างสถิตอยู่พักหนึ่ง จึงได้เจอผู้มีคุณสมบัติ ก็อย่างที่เ้าเห็นนี่ล่ะมนุษย์เหล่านี้คือร่างสถิตของข้าทั้งหมด""
"พญาครุฑรู้จักวิทยาศาสตร์ด้ว..ย" ยังไม่ทันขาดคำวายุก็โดนปีกตบติดประตูไปอีกรอบ
""เ้านี่มันเหมือนปู่ของเ้าไม่มีผิด""
"ปู่?" วายุมองไปที่รูปสุดท้ายอย่างตั้งใจ แทบไม่เชื่อสายตาว่าเป็รูปปู่จริง ๆ เท่าที่จำความได้แม่เคยพูดถึงปู่แต่ไม่มากนัก แม่บอกว่าปู่เป็คนอารมณ์ดีต่างจากพ่อมาก หลังย่าสิ้นบุญปู่ตัดสินใจยกกิจการทั้งหมดให้กับพ่อั้แ่พ่อยังอายุไม่ถึง 30 และออกเดินทางแสวงโชค ปู่จากบ้านไปหลายปีและกลับมาเยี่ยมครอบครัวครั้งสุดท้าย ก่อนจะออกเดินทางอีกครั้ง ตอนนั้นวายุอายุได้ 5 ขวบ ปู่อุ้มวายุมานั่งตักแล้วพูดคำนึงว่า "หลานคือคนพิเศษ" หลังจากวันนั้นปู่ก็ไม่เคยได้กลับมาบ้านอีกเลย
"แล้วปู่ผมอยู่ไหนครับตอนนี้!" วายุมองไปที่สุบรรณและถามอย่างจริงจัง
โปรดติดตามตอนต่อไป