เสียงโทรศัพท์สั่นกระทบปกแข็งของหนังสือเล่มใหญ่ที่มีชื่อหนังสือว่า“มานุษยวิทยา”ซึ่งวางอยู่บนกองหนังสือสามสี่เล่มที่เกี่ยวกับประเพณีพื้นเมืองและคติชนวิทยาชายหนุ่มกำลังพิมพ์รายงานในคอมพิวเตอร์ก่อนจะละสายตาไปมองหน้าจอมือถือนิดหนึ่งเห็นชื่อ “นักศึกษา เบลล์” ปรากฏบนหน้าจอเขาลังเลนิดหนึ่งจึงเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์แล้วกดรับสาย
“ครับ ครูกซ์พูดครับ”
“อาจารย์คะ ขอร้องเถอะนะช่วยไปตรวจสอบสถานที่จริงกับเพื่อนฉันทีพวกเขา้าความเห็นนักวิชาการไปประกอบการเขียนคอลัมภ์น่ะ”คู่สนทนาส่งเสียงโอดครวญแต่กลับฟังดูเสแสร้งแปลกๆ
“ผมไม่รู้จักเพื่อนคุณนะครับยังไม่รู้ด้วยว่าเป็คอลัมภ์แบบไหน คุณไม่เคยพูดถึงเพื่อนให้ผมฟังแต่อยู่ๆก็ให้ผมไปกับคุณในฐานะนักวิชาการ คุณว่ามันฟังดูมีเหตุผลมั้ย”
“สารภาพตรงๆก็ได้ค่ะ”อีกฝ่ายเสียงอ่อนอย่างเสียไม่ได้ “เพื่อนฉันเขียนคอลัมภ์เกี่ยวกับความเชื่อเหนือธรรมชาติอาจารย์ที่ปรึกษาประจำของพวกเขาลาป่วยกระทันหันเลยต้องหาคนแทนด่วนเขามีค่าตอบแทนให้นะคะ”
“ผมก็มีงานสอนอยู่นะครับ”
“ฉันสืบมาแล้วว่าอาจารย์ไม่ใช่อาจารย์ประจำแล้ววันศุกร์เสาร์อาทิตย์นี้ก็ไม่มีสอนด้วย”
“ผมรับทราบถึงความตั้งใจของคุณครับแต่ยังไม่สนใจดีกว่าครับ”
“พวกเขาจะไปสะพานแม่น้ำอาถรรพ์เชื่อกันว่ามีทั้งรถทั้งคนตกลงไปตายหลายศพแล้วได้ยินว่าสำรวจเื่อาถรรพ์เป็งานอดิเรกของอาจารย์นี่คะ ไม่สนใจจริงๆหรือ”น้ำเสียงเปลี่ยนเป็ออดอ้อน แต่เธอพูดมีเหตุผล ครูกซ์สำรวจสถานที่แบบนี้เป็งานอดิเรกจริงๆ
“การละเมิดเื่ส่วนตัวแบบนี้ไม่ถูกต้องนะครับ”
“ขอร้องเถอะค่ะพวกเขาออกค่าใช้จ่ายให้หมดเลยด้วย”
ครูกซ์สูดหายใจลึกที่จริงเขาก็สนใจเื่เล่าอาถรรพ์ที่ว่าอยู่เหมือนกันแต่ยังไม่มีโอกาสออกไปสำรวจดูเสียที เขาชั่งใจเล็กน้อยก่อนพยักหน้าพูดผ่านโทรศัพท์“ก็ได้ครับ”
“จริงๆนะคะ”เสียงเธอดังขึ้นจนแสบแก้วหู “วันศุกร์ตอนแปดโมงรถตู้ของสำนักพิมพ์จะมารับที่หน้ามหาวิทยาลัยนะคะ”
ครูกซ์กดวางโทรศัพท์ก่อนเหลือบมองนาฬิกาดิจิตอลที่วางอยู่บนโต๊ะซึ่งบอกเวลาหกโมงสามสิบนาทีเขากดส่งรายงานทางอีเมล์ก่อนจะปิดคอมพิวเตอร์แล้วเดินออกจากห้องพักอาจารย์เมื่อเดินพ้นอาคารเรียนออกมาท้องฟ้าเป็สีม่วงเข้มเจือแสงสีส้มเป็ริ้วเพราะพระอาทิตย์จมหายไปในขอบฟ้าเกือบหมดทั้งดวงแล้วระหว่างทางเดินกลับหอพักซึ่งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยมีตึกแถวที่เปิดร้านสะดวกซื้อและร้านขายอาหาร เขาพึ่งนึกได้ว่ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยทั้งที่จะเลยเวลามื้อค่ำแล้วจึงเดินเข้าไปสั่งอาหารที่ร้านเขายืนมองเมนูอยู่ครู่หนึ่งจึงชี้ไปที่หมายเลขสองซึ่งเป็เมนูกระเพราไก่กับไข่ดาว
“ทานนี่หรือเอากลับบ้านคะ”พนักงานถามหลังลูกค้าสั่งเมนูอาหารแล้ว
“กลับบ้านครับ” ครูกซ์ตอบซักพักโทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อก็สั่น เขาหยิบมือถือออกมาดูเห็นชื่อ “พยาบาล”ก็รีบกดรับ “ครับ ครูกซ์พูดครับ”
“พ่อคุณอาละวาดอีกแล้วช่วยแวะมาที่บ้านได้มั้ยคะ”
“เกิดอะไรขึ้นครับ”
“เขาแอบดื่มน้ำเข้าไปค่ะตอนดิฉันลงไปเตรียมอาหารแค่แป๊ปเดียวเท่านั้นเองค่ะ”
ครูกซ์เบิกตากว้างด้วยความร้อนใจ “คุณปล่อยให้เขาดื่มน้ำได้ยังไงผมจะรีบกลับไปเดี๋ยวนี้ คุณช่วยหาผ้าขนหนูชุบน้ำเช็ดตัวเขาก่อนนะ”
“ได้แล้วค่ะ”พนักงานยื่นถุงใส่กล่องโฟมให้ครูกซ์หยิบเงินยื่นให้อีกฝ่ายก่อนคว้าถุงข้าวรีบร้อนออกไปโบกรถแท็กซี่
รถขับมาตามถนนใหญ่ซึ่งมีทางเลี้ยวเข้าหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่งบ้านของพ่ออยู่สุดมุมขวาหลังจากเลี้ยวผ่านแยกตรงไปเขาจ่ายเงินให้แท็กซี่ก่อนลงจากรถแล้วเดินไปเปิดประตูรั้วบ้านบ้านของพ่อกว้างราวห้าสิบตารางวา แม้จะไม่ใหญ่โตนักแต่ก็กว้างมากสำหรับผู้อาศัยเพียงคนเดียว ครูกซ์จำได้ตอนที่แม่ขอแยกไปอยู่กับญาติเพราะทนเห็นสภาพของพ่อไม่ไหวพ่อไม่รับรู้ด้วยซ้ำว่าแม่ไม่อยู่แล้ว แม่จะกลับมาเยี่ยมพ่ออาทิตย์ละครั้งครูกซ์จึงจ้างพยาบาลพิเศษคอยดูแลแทน
“ฉันร้อนไปทั้งตัวเลยฉันหิวน้ำด้วย” เสียงโวยวายดังลั่นห้องนอน เมื่อครูกซ์เดินขึ้นบันไดมาที่ชั้นสองเขารีบเดินเข้าไปในห้องก่อนวางกล่องข้าวไว้บนโต๊ะพ่อของเขาดิ้นทุรนทุรายอยู่บนเตียง สภาพเหมือนคนถูกน้ำร้อนลวกไปทั่งร่างกายมีแผลพุพองผุดขึ้นตามตัว เมื่อพยาบาลใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำเช็ดบริเวณไหนจะเกิดควันระเหยขึ้นแล้วตุ่มพุพองก็จะหายไป นั่นคือภาพที่ปรากฏในสายตาของครูกซ์
“ฉันห้ามเขาแล้วแต่เขาก็บ่นหิวน้ำแล้วก็ชอบแอบไปดื่มน้ำจากก๊อก สุดท้ายก็บ่นร้อนไปทั้งตัวทั้งที่ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลย” พยาบาลกล่าวพลางใช้ผ้าชุบน้ำถูตามแขนของพ่อแต่ครูกซ์ห้ามไว้
“ผมว่าค่อยๆโปะผ้าเบาๆตามตัวดีกว่าครับ เขาอาจจะทรมานมากถ้าคุณถูรวดเดียวแบบนั้น”พยาบาลมองครูกซ์อย่างแปลกใจแต่ก็ยอมทำตาม สีหน้าของพ่อทรมานน้อยลงไม่นานเขาก็ดิ้นทุรนทุราย
“ได้ผลจริงๆด้วยฉันจะไปเปลี่ยนน้ำนะคะ คุณธนัตต์พึ่งถูกฉีดยาระงับประสาท ซักพักเขาจะง่วงนอนคุณอยู่เป็เพื่อนเขาก่อนนะคะ”
หลังพยาบาลเดินออกจากห้องครูกซ์ลงไปนั่งข้างเตียง เห็นพ่อนอนสะลึมสะลืออยู่ก็เอ่ยถามเบาๆ “พ่อเป็ไงบ้าง”
“ร้อนไปทั้งตัวเลยยิ่งดื่มน้ำก็ยิ่งหิวน้ำ แต่พอดื่มน้ำก็ร้อนเหมือนถูกน้ำร้อนลวก”เขาบ่นพึมพำเบาๆเหมือนคนใกล้หมดแรง
ครูกซ์ขมวดคิ้วสีหน้าเคร่งขรึม “สำหรับคนอื่นมันคือภาพหลอนแต่ผู้รู้ว่าเป็อาถรรพ์จากแหวนของปู่ พ่อเก็บแหวนไว้ที่ไหนหรือครับ”
“ไม่ได้” อีกฝ่ายะโลั่น“จะให้ใครได้แหวนไปไม่ได้ ใครได้ไปจะต้องมีอันเป็ไป”
ครูกซ์นิ่งคิดพลางดึงผ้าห่มขึ้นห่มให้พ่อ “ผมทราบแล้ว พ่อนอนเถอะครับ”
พยาบาลเดินถือกะละมังใส่ผ้าเข้ามาครูกซ์ยืนขึ้นมองดูเธอเดินเข้ามาที่ข้างเตียงแทนที่เขา “อ้าว…หลับแล้วสินะคะ”
“ครับ เมื่อซักครู่นี้เอง”ครูกซ์เดินไปทางประตูห้องโดยไม่ลืมหยิบถุงข้าวกล่องไปด้วย
“จะกลับแล้วหรือคะ”
“ครับ จะสี่ทุ่มแล้วคุณก็ไปพักผ่อนเถอะนะครับ”
ครูกซ์นั่งแท็กซี่กลับมาที่หอพักเมื่อแตะบัตรผ่านประตูเข้ามาก็จะเห็นทางเดินเข้าลิฟท์ เมื่อขึ้นลิฟท์มาถึงชั้นห้าจะต้องผ่านระเบียงทางเดินที่มีห้องพักขนาบสองข้างทางในที่สุดเขาก็มาหยุดยืนอยู่หน้าห้องของตัวเอง นาฬิกาทรงกลมเรือนใหญ่แขวนไว้เหนือโซฟาบอกเวลาห้าทุ่มกว่าห้องของเขาไม่ได้ใหญ่โตจากห้องรับแขกเปิดประตูไปทางขวาจะเป็พื้นที่วางเคาน์เตอร์ครัวเล็กๆแต่ถ้าเดินตรงไปจะเป็ประตูเชื่อมห้องนอนที่มีพื้นที่ขนาดพอวางเตียงไซส์เล็กกับตู้เสื้อผ้าเท่านั้นเขาปลดกระดุมบนของเสื้อเชิ๊ตออกก่อนทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาถ้าไม่ใช่อยู่ๆก็มีกำหนดออกเดินทางกับทีมเขียนคอลัมภ์พรุ่งนี้ เขาคงนอนยาวๆยันสาย
รถตู้จอดรอที่หน้าสำนักพิมพ์ั้แ่หกโมงเช้าหญิงสาวสองคนต่างเดินถือสัมภาระของตนเดินออกจากประตูโดยมีชายหนุ่มคนหนึ่งคอยถือของใช้ของสำนักพิมพ์เดินตามและตากล้องหนุ่มอีกคนหนึ่ง พวกเขาใส่เสื้อโปโลสีน้ำตาลอ่อนกับกางเกงยีนส์ทั้งทีมมีชื่อสำนักพิมพ์ปักอยู่บนเสื้อโปโล ทั้งสี่เดินเรียงแถวมาขึ้นรถคนขับชะโงกหน้ามาทางห้องผู้โดยสาร
“สวัสดีครับวันนี้ผมมาเป็คนขับให้”
“อ้าวพี่ฮัควันนี้คิวว่างหรือ” หญิงสาวผมยาวปะบ่าทักทาย เธอเป็คนยิ้มเก่งเข้ากับคนง่าย
“รถเช่าก็เงี้ยครับแล้วแต่บริษัทรถเขาจัดคิวให้”เขาตอบกลับในขณะที่ชายหนุ่มตากล้องเดินขึ้นมานั่งข้างคนขับ
“หวัดดีพี่ฮัค ไม่เจอนานเลย”
“อ้าวคุณเชนพอดีเลยจะได้คุยกันเื่ร้านอาหารคราวก่อน ถ้ามีร้านดีๆแบบนั้นอีกช่วยแนะนำหน่อยสิจะได้แนะนำลูกค้าได้”
“ไว้รู้ที่ใหม่ดีๆจะโทรบอกนะพี่”
“ว่าแต่วันนี้คุณเบลล์ไปด้วยหรือครับ” คนขับกล่าวพลางสตาร์ทรถหลังได้ยินเสียงประตูรถตู้ข้างหลังปิดสนิท
“ค่ะพอดีลีอาขอให้แนะนำคนให้ ถ้าฉันไม่ไปคงจะเสียมารยาท”
“ขอบใจจริงๆนะรอบนี้คิดว่าจะเสียงานแล้ว”หญิงสาวถักเปียเดี่ยวยาวถึงกลางหลังที่นั่งข้างๆเบลล์กล่าวขึ้น
“ให้ฝ่ายบุคคลมาด้วยแบบนี้ระวังโดนจับได้ว่าอู้งานนะครับพี่ลีอา”เด็กหนุ่มเดินไปนั่งเบาะหลังสุดพลางวางสัมภาระทั้งหมดไว้ที่เบาะข้างๆ
“ฉันใกล้จะออกแล้วไม่จับผิดขนาดนั้นหรอก แต่ระหว่างที่ยังทำงานอยู่เนี่ยฉันจะคอยตามประเมินเด็กฝึกงานอย่างเธอนี่แหละ นายแน็ค”
“อ้าวแล้วพี่เบลล์จะไปไหนล่ะ”
“เรียนต่อย่ะ”
“อิจฉาคนรวยเรียนต่อโดยไม่ต้องทำงานก็ได้”
“ฉันมีเงินเก็บไม่ได้ทำงานมาห้าหกปีโดยไม่คิดจะเก็บออมหรอกนะ”
รถตู้แล่นมาตามทางจนมาจอดที่หน้ามหาวิทยาลัยครูกซ์ยืนสะพายกระเป๋าซึ่งเป็สัมภาระอย่างเดียวรออยู่เขาเปิดประตูขึ้นรถเมื่อรถจอดสนิท บรรยากาศในรถตู้อึมครึมขึ้นเมื่อเขาลากประตูปิดบางทีด้วยใบหน้าที่ดูจริงจังของเขาทำให้ทุกคนเกร็งกันไปหมดเบลล์เป็ฝ่ายเริ่มบทสนทนาก่อนในฐานะคนที่ชวนครูกซ์มา
“เอ่อ อาจารย์คะจะแนะนำทุกคนให้รู้จักนะ” ครูกซ์หันมองตามมือเบลล์
“ผู้หญิงที่นั่งข้างๆฉันชื่อลีอาเป็นักเขียนคอลัมภ์ความเชื่อเหนือธรรมชาติเธอเป็คนขอให้ช่วยติดต่อคุณมาทริปครั้งนี้”
“สวัสดีค่ะขอบคุณที่มาช่วยนะคะ ฉันชื่อลีอาค่ะ”ครูกซ์เพียงพยักหน้านิดหนึ่งเป็เชิงทักทายตอบ ลีอาจึงกล่าวเสริม“ทำตัวตามสบายนะคะ ขาดเหลืออะไรก็บอกเราได้”
“ขอบคุณครับ”ครูกซ์กล่าวตอบเป็ครั้งแรกั้แ่ขึ้นรถมา
เบลล์ยิ้มแล้วชะโงกไปมองตากล้องที่นั่งข้างคนขับ “พี่เชนแนะนำตัวหน่อยสิคะ”
ตากล้องชะโงกหน้ากลับมามองครูกซ์ก่อนแนะนำตัวอย่างเป็กันเอง “ครับผมชื่อเชน เป็ตากล้องของทีมวันนี้ครับพอดีคอลัมภ์เราทำวีดีโออัพโหลดด้วยเพื่อเพิ่มเรตติ้งผู้ชมน่ะไหนๆไปสำรวจแล้วก็ต้องถ่ายเก็บบรรยากาศมาด้วยจริงมั้ยครับ”
“ครับ”ครูกซ์ตอบสั้นๆทำเอาเชนยิ้มเก้อไปนิดหนึ่ง เบลล์จึงรีบขัดจังหวะกล่าวแนะนำต่อ
“ส่วนคนที่นั่งหลังสุดคือเด็กฝึกงานของสำนักพิมพ์เรา ชื่อแน็คค่ะ”
เด็กหนุ่มผมรองทรงยื่นหน้ามาโบกมือทักทาย “น้องเล็กครับ ชื่อแน็ค”
“ไม่ต้องสนใจมากก็ได้ค่ะ”เบลล์กล่าวทีเล่นทีจริง “แล้วก็คนที่จะพาเราไปกลับยังจุดหมายอย่างปลอดภัยคนขับชื่อพี่ฮัคค่ะ”
คนขับรถมองกระจกหน้ารถพลางตอบพลาง “ครับ ฮัคครับ รถเช่ายินดีให้บริการครับ”
“สวัสดีทุกคนครับ”ครูกซ์กล่าวตอบสั้นๆ แล้วบรรยากาศบนรถก็กลับสู่ความเงียบอีกครั้งซึ่งครูกซ์เองก็พอเดาออกว่าเป็เพราะท่าทีของเขาเอง “ผมเข้าสังคมไม่เก่งเชิญทุกคนตามสบายนะครับ”
ทุกคนพยักหน้ารับรู้ครูกซ์เริ่มเอนตัวผ่อนคลายบนเบาะในขณะที่คนอื่นๆเริ่มพูดคุยกันตามปกติรถตู้วิ่งขึ้นทางด่วนซึ่งรถไม่ติดมากนักใช้เวลาเพียงชั่วโมงเดียวก็มาถึงจังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อลงจากทางด่วนแล้วเลี้ยวผ่านถนนไม่กี่แยกก็มาถึงสะพานสีขาวที่ดูเก่าแก่แต่แข็งแรงสะพานนี้กว้างราวสองเลนพอให้รถวิ่งสวนกันได้แต่มีกั้นทางข้างๆถนนเพื่อให้คนเดินหรือขี่จักรยานไปมาได้สะพานทอดยาวขนานไปกับทางด่วนที่ยกสูงขึ้น ลีอามองออกไปนอกกระจก
“นี่แหละสะพานที่เราจะมาสำรวจแต่ดูตอนกลางวันก็ไม่น่ากลัวเท่าไรเลย”
“เขาว่าคนที่ขับรถมาตอนกลางคืนจะเห็นทางไม่ชัดแล้วอยู่ๆก็มีมือปริศนากวักมือโบกให้วิ่งไปทางนั้นถ้าวิ่งตามไปก็จะเบรกไม่ทันแล้วพุ่งตกสะพานไปบางคนก็ว่าเห็นเป็มือจับอยู่ที่ขอบสะพานแล้วก็มีเสียงร้องขอให้ช่วย ถ้าเข้าไปช่วยก็จะถูกฉุดลงสะพานไป”เบลล์เล่าตามที่ได้ยินมาพลางสอดส่ายสายตาเพื่อสังเกตหาสิ่งผิดปกติบนรั้วสะพานแต่ไม่มีอะไรปรากฏขึ้นเลย
ครูกซ์ลืมตามองกระจกเมื่อได้ยินเื่เล่าเขากวาดสายตาสำรวจสะพานแต่ก็ไม่พบอะไรน่าสงสัยไม่นานเขาก็หลับตาพักสายตาเหมือนหมดความสนใจในขณะที่ตากล้องเชนคอยจับภาพบรรยากาศของสะพานใน่กลางวันเอาไว้
“เหมือนกลางวันจะไม่มีอะไร…”เชนหยุดพูดกะทันหันเมื่อสายตาสะดุดเข้ากับร่างของหญิงสาวในชุดขาวแต่รถแล่นผ่านไปเร็วมาก เมื่อหันกลับไปมองก็ไม่เห็นมีใครยืนอยู่ “สงสัยตาฝาด”
“เราเข้าที่พักก่อนเถอะไว้มืดแล้วค่อยมาถ่ายทำกันอีกที” เบลล์ขยับมานั่งในท่าเดิม
“ฉันว่าเรามาซักบ่ายสี่โมงเถอะฉันอยากเปรียบเทียบบรรยากาศระหว่างกลางวันกับกลางคืน” ลีอาหันมาคุยกับเบลล์
“งั้นระหว่างนี้เราไปเที่ยวที่อื่นกันได้ใช่มั้ย”แน็คแทรกขึ้นพร้อมยิ้มทะเล้น ลีอาจึงขู่กลับ
“อยากผ่านประเมินมั้ยเนี่ยเราน่ะ” เธอหันไปคุยกับตากล้องเชน“เราต้องไปสัมภาษณ์ชาวบ้านแถวนี้ก่อน ดูว่ามีความเชื่อหรือความเห็นยังไงกันบ้างแล้วถึงค่อยไปหาความจริงมาเปรียบเทียบสาเหตุที่เกิดความเชื่อแบบนั้นกัน พี่เชนจะถ่ายสัมภาษณ์มั้ย”
“ถ่ายๆไปก่อน เดี๋ยวค่อยไปตัดต่อทีหลังเผื่อได้บรรยากาศขลังๆ”
“พวกพี่นี่น่าจะผ่อนคลายซะบ้าง” แน็คสีหน้าผิดหวังทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้
รถตู้เลี้ยวเข้ามายังรีสอร์ทแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กับแม่น้ำบางปะกงบ้านพักที่นี่เป็เรือนไม้ริมน้ำให้เช่าทั้งหลัง มีลมพัดผิวน้ำทำให้เกิดคลื่นบางเป็ระลอกใบไม้พลิ้วไหวแรงบ้างเบาบ้างสลับกัน บรรยากาศร่มรื่นเงียบสงบ ทำให้ได้ยินเสียงรถตู้ที่แล่นเข้ามาจอดใกล้กับเรือนธุรการที่เป็เคาน์เตอร์ติดต่อเข้าพักชัดเจนเบลล์เปิดประตูรถก่อนหันบอกทุกคน
“ฉันจะไปเอากุญแจบ้านพักก่อนรอแป๊ปนะ” ลีอาทำมือโอเคตอบรับ เมื่อเบลล์ลงจากรถ ลีอาก็หันไปพูดกับครูกซ์
“เบลล์จองบ้านพักหลังใหญ่สำหรับสี่คนกับสองคนอย่างละหลังพี่เชนน่าจะพักกับพี่ฮัค คุณอาจต้องมาพักรวมกับพวกเรา ไม่แน่ใจว่าคุณสะดวกมั้ย”
“ผมยังไงก็ได้ครับ”
เบลล์เปิดประตูขัดจังหวะพร้อมกุญแจดอกเดียวในมือ “เห็นว่ามีบ้านพักหลังใหญ่ว่างเพราะแขกยกเลิกห้องพอดีเลยขอเปลี่ยนบ้านพักได้” กล่าวจบเธอก็หันไปบอกคนขับรถ“เดี๋ยวขับตามรถกอล์ฟข้างหน้าไปนะคะ เขาจะพาไปที่พัก”
“ได้ครับ” ฮัคตอบพลางขับรถตามรถของพนักงานรีสอร์ทไป
หลังจากมาส่งที่บ้านพักแล้วพนักงานก็ขับรถกอล์ฟกลับไปยังเรือนธุรการ เมื่อรถตู้วิ่งเข้ามาจอดในที่จอดรถทุกคนต่างก็เตรียมถือสัมภาระของตนเองลงจากรถลมแม่น้ำปะทะใบหน้าแทบจะในทันทันทีที่เปลี่ยนจากบรรยากาศอุดอู้ในรถมาัักับธรรมชาติความรู้สึกกังวลเื่งานเลือนหายไปชั่วขณะที่พักเป็เรือนไม้ริมน้ำที่มีระเบียงเปิดโล่ง แม้ท้องฟ้าจะอึมครึมไปหน่อยแต่ก็ไม่ทำให้อารมณ์เพลิดเพลินในยามนี้มัวหมอง
ลีอากับเบลล์หิ้วกระเป๋าตัวเองเข้าไปเก็บในห้องฮัคกับเชนเลือกพักห้องเดียวกัน น้องเล็กของทีมเลยได้พักห้องเดียวกับครูกซ์ ภายในห้องพักเป็กำแพงไม้เข้ากับชุดเฟอร์นิเจอร์มีเตียงเดี่ยวสองเตียงถูกคั่นไว้ด้วยตู้ไม้เตี้ยๆที่วางโคมไฟแน็คเลือกนอนใกล้หน้าต่างในขณะที่ครูกซ์วางกระเป๋าไว้ข้างเตียงแล้วดึงเสื้อผ้าที่ต้องใช้ออกมาวางไว้ที่ปลายเตียงก่อนจะหยิบโน้ตแพตออกมาวางไว้บนโต๊ะเล็กข้างเตียงอีกข้างหนึ่งแน็คทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอย่างสบายใจเขาเหลือบเห็นครูกซ์นั่งอ่านอะไรในโน้ตแพตก็ถามอย่างสงสัย
“ทำอะไรอยู่หรือครับ”
“ผมลองอ่านข่าวที่เกี่ยวกับสะพานดู เผื่อใช้สอบถามชาวบ้านแถวนี้ได้”
แน็คสะอึกพลันนึกได้ว่าเขายังไม่ได้เตรียมอะไรเลย “งั้นแชร์ข้อมูลให้ผมบ้างได้มั้ย”
“สำหรับผมนี่เป็งานอดิเรกแต่ผมว่าคุณควรจะจริงจังกว่านี้นะ คุณอยู่ระหว่างประเมินไม่ใช่หรือ”
แน็คเม้มปากทำตาปริบๆ“งั้นครั้งนี้ถือว่าช่วยผมเถอะนะ”