บทที่ 38 พิษ
“พวกคุณไม่ได้ทำแบบนี้กันเหรอครับ” ฮ่าวจางมีท่าทางฉงนสงสัย
“ไม่เลยครับ พวกเราแม้จะได้รับความสามารถอื่นจากสัตว์ที่มีพิษ แต่เราใช้พิษกันไม่เป็นเลย แม้แต่แม่ของผมที่ได้ความสามารถพิเศษจากนางพญาผึ้ง เวลาต่อสู้ก็ได้แต่ใช้ฟีโรโมนหลอกประสาทศัตรูให้เจ็บปวดเท่านั้น ไม่สามารถใช้พิษจริงๆได้เลย ย่าดอก อาอ้อน ได้ความสามารถของงูแมวเซาและงูกะปะ ก็ไม่มีวิธีใช้พิษได้ อาอ้อนเคยคิดอยากจะทดลองไล่กัดพวกตัวสั่น แต่มันก็ดูไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไร” ไนซ์อธิบาย
“พ่อบอกผมว่า สัญชาตญาณของพ่อบอกว่ามันมีวิธี แต่พ่อไม่ใช่สายพิษ ไม่มีต่อมพิษ เลยอธิบายและสอนคนของเราไม่ได้”
ไนซ์และทุกคนสังเกตว่า ฮ่าวจางที่ได้รับคุณสมบัติของตะขาบยักษ์คาบสมุทรทะเลจีน ยามต่อสู้ดุดันบ้าคลั่ง สามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือนรอบตัว พลิกตัวได้เหมือนไร้กระดูก ปฏิกิริยาตอบสนองดีเยี่ยมเหมือนร่างกายทุกส่วนทำงานเองแบบอัตโนมัติ และที่สำคัญ มีดคู่ที่เขาใช้ฟันแทงพวกตัวสั่น ขอเพียงสร้างบาดแผลได้เพียงเล็กน้อย บาดแผลนั้นจะเน่าเปื่อย พวกตัวสั่นจะร้องทุรนทุรายเหมือนทรมานจากพิษ สุดท้ายก็ตายไป โดยที่เขาไม่ต้องลงมีดซ้ำเลย ฮ่าวจางลงมือสังหารได้จำนวนมากที่สุดในบรรดาพวกเขา นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่เขาสามารถพาคณะกุ้ยโจวเดินทางมาหลายพันกิโลเมตร โดยไม่มีอาวุธปืนแม้แต่กระบอกเดียว
“ผมเข้าใจแล้วครับ สิ่งแวดล้อมและการใช้ชีวิตของเราต่างกัน การปรับตัวของเราและการวิวัฒนาการก็มีความแตกต่างกันบ้าง คนที่นี่เน้นหาอาวุธที่ทันสมัยต่อสู้ เพราะว่ามันมีแหล่งให้เสาะหา จึงถนัดการใช้อาวุธและยุทธวิธีที่เหมาะสม แต่ทางกุ้ยโจวไม่มีแบบนี้ เราเกิดมาโดยไม่เคยเห็นอาวุธปืนจริงๆ เลยด้วยซ้ำ ที่จับต้องได้ก็คือมีดไม้ มันจึงทำให้เราพบวิธีเร็วกว่าคนที่นี่”
“ทำไมคุณไม่พูดตรงๆ ว่าคนที่นี่โง่กว่าล่ะ” นัทถามเรียบๆ
“ได้โปรดอย่าเข้าใจผิดครับ ผมพูดอย่างที่คิดจริงๆ แล้วมันก็พิสูจน์แล้วด้วยนะครับ ว่าแนวทางของพวกคุณยอดเยี่ยมแค่ไหน ผมใช้พิษได้แล้วอย่างไร พวกคุณใช้คนเพียงไม่กี่คนก็กำราบพวกเราร้อยกว่าคนได้แล้ว นี่คือความจริงใจจากผมจริงๆครับ เพียงแต่หากว่า พวกคุณใช้พิษได้ มันจะยิ่งยอดเยี่ยมขึ้นไปอีกเท่านั้น เหมือนผมที่ใช้พิษได้ แต่เมื่อคุณมอบอาวุธให้ ผมก็มีความสามารถเพิ่มขึ้นเช่นกัน”
นัทมองหน้าฮ่าวจางนิ่ง เมื่อเห็นใบหน้ายิ้มแย้มไม่มีวี่แววเยาะเย้ยหรือขึ้งโกรธ ก็พยักหน้ารับรู้แล้วหลบตานั่งเงียบไป ไข่หัวเราะคิกคักพูดเป็นภาษาไทย
“เจ้านี่ปากหวานนา เข้าใจพูดซะด้วย” ฮ่าวจางพูดต่อ
“เราใช้วิธี เปลี่ยนเส้นทางเดินพิษครับ” ทุกคนฟังอย่างตั้งใจ
“ไนซ์น่าจะรู้ว่า ขั้นตอนที่เราจะวิวัฒนาการจากคนธรรมดา มาเป็นเรา ที่ไนซ์เรียกว่าพวกรอด หากเป็นตามธรรมชาติ มันควรใช้เวลาไม่น้อยกว่าหมื่นปี แต่โลกมันบังคับให้เราวิวัฒนาการชั่วข้ามวัน มันจึงมีบางเรื่องที่ไม่เหมาะกับสถานการณ์ของเราตอนนี้ เราก็ต้องปรับตัวเพิ่มเติม ให้เข้ากับโลกที่บังคับเรา” ฮ่าวจางอธิบายต่อ ในขณะที่ตาของไนซ์มีประกายแวบหนึ่ง เหมือนเขาจับทางอะไรได้บางอย่าง
“พิษของสัตว์ มักจะอยู่ที่เขี้ยว แต่มันก็อย่างที่เราเห็น จะให้เราไปไล่กัดพวกตัวสั่น มันก็ดู…ไม่ไหวนั่นแหละครับ กรณีของผม ผมต้องหลอกตัวเองก่อน ว่าสามารถปล่อยพิษออกทางซอกเล็บได้ จินตนาการว่าผมสามารถฆ่าคู่ต่อสู้ได้ด้วยการหยิกหรือข่วนเพียงครั้งเดียว โดยปล่อยพิษเข้าบาดแผลนั้นได้”
“หยิก ข่วน” นัทพึมพำ นึกถึงผู้ชายตัวโตๆ ยืนฟ้อนเล็บต่อสู้ กรีดนิ้ว ทำเสียงวี้ดว้าย ทุกคนในที่นั้นก็พากันมองฮ่าวจางแปลกๆ ขณะที่เขาเองก็หน้าแดง
“ไม่ใช่แบบนั้นครับ ผมหมายถึงเราต้องใช้จินตนาการให้พิษของเราเปลี่ยนไปในทางที่เราต้องการ”
“เอ..” ไข่ทำหน้าสงสัย
“ถ้าฉันจินตนาการว่าปล่อยพิษที่ทำให้ผู้หญิงตั้งท้องจากปลายนิ้วฉันได้ สาวๆ พวกนั้นจะตั้งท้องด้วยนิ้วฉันใช่ไหม พิษของฉันมันจะออกผิดที่ผิดทางไปมั้ยอ่ะ” เหล่าผู้ชายฮากันครืน ขณะสาวๆเบ้หน้าทำตาเขียวใส่ ไข่
“ไอ้ทะลึ่ง”ดอกขว้างหัวเขาด้วยขันน้ำ
“ผมใช้เวลาเป็นเดือน กว่าจะเริ่มเห็นผลเล็กน้อย”ฮ่าวจางกล่าว
“เข้าใจแล้วครับ มันคือการสะกดจิตตัวเอง ต้องใช้ความพยายามมากเลย”
“หนูช่วยน้าดอกกับน้องอ้อนได้นะ” ฝนพูดเบาๆ
“แค่ใช้ฟีโรโมนล่อลวงประสาท น่าจะใช้เวลาไม่นาน” ดอกและอ้อนตาเป็นประกาย
“แล้วแม่ล่ะ แม่ก็ควรที่จะใช้พิษของผึ้งได้นะ”ไนซ์ถาม
“ไม่เป็นไร แม่ค่อยพยายามเอาเองทีหลังก็ได้”ฝนตอบยิ้มๆ
“แม่ลืมไปแล้วเหรอ ว่าผมก็ใช้ฟีโรโมนได้ อาสองก็ใช้สารระเหยที่คล้ายฟีโรโมนได้ แล้วเรื่องการหลอกลวงแบบนี้อาสองถนัดที่สุด”
สองซึ่งนอนรักษาแผลลุกพรวดขึ้นมาทันที “อะไรนะไอ้โยมหลานทรพี หลวงอาอุตส่าห์หาของขลังมาให้เอ็งจนมีสภาพแบบนี้ เอ็งยังมีหน้ามาค่อนแคะเรอะ ธุค้าบยัง” ไนซ์ยกมือไหว
“ธุค้าบ อาสองต้องช่วยแม่ ช่วยย่าดอกกับพี่อ้อนด้วยนะ”
สองนอนลงเหมือนเดิม พร้อมกวักมือให้ ฝน ดอก และอ้อนเข้าไปใกล้
“นั่งๆ โยมไอ้หนูห้าวจังมันบอกว่าให้จินตนาการว่ายังไงนะ ให้โยมซ้อคิดว่าสามารถหยิกให้โยมเฮียหนึ่งตายในครั้งเดียวด้วยพิษใช่มั้ย”
ก๊อง!
หนึ่งที่นอนเจ็บอยู่ ใช้ขันน้ำที่ ดอก ขว้าง ไข่ มาขว้างใส่หัวสอง
“ก็ประมาณนั้นแหละครับ คือให้คิดว่าเรามีพิษที่ปลายนิ้ว มันจะสะดวกกับเราที่สุดในการต่อสู้และเอาชีวิตรอด”
“เอาๆ จะให้มันออกตรงไหนก็คิดกันเอาเองละกัน จะเริ่มแล้วนะ นะโม...”
สองปล่อยสารระเหยชนิดหนึ่งออกมาทันที ปากก็สวดมนต์ไปตามเรื่อง คนที่ไม่เกี่ยวข้องเผ่นหนีกันกระเจิงเพราะรู้พิษสงของมันดี แม้แต่ออดยังเคยนั่งพนมมือไหว้สอง แล้วหัวเราะคิกคักเหมือนคนเมากัญชา ไนซ์ลากหนึ่งที่นอนอยู่ให้ถอยห่างออกมา
“หนูอิจฉาสายพิษอ่ะพ่อ ทำไมพ่อไม่เลือกให้หนูเป็นสายพิษ” นัทถามหนึ่งที่นอนอยู่
“ร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถ้าเลือกไม่เหมาะสม ลูกจะไม่ได้อะไรเลย นอกจากกลายพันธุ์เหมือนคนทั่วไป แต่ถ้าเลือกที่เหมาะสมเกินไป ลูกก็จะเป็นสิ่งนั้นโดยสมบูรณ์ เช่นถ้าพ่อให้ลูกกินปลาตอนนั้น ลูกก็อาจจะหายใจด้วยปอดไม่ได้ ไม่สามารถอยู่บนบกได้อีกเลย” หนึ่งอธิบายผ่านจิตสำนึกร่วม ทุกคนทำหน้าสยดสยอง
เฉินกวางหมิงตาเป็นประกาย “แบบนี้นี่เอง ที่กุ้ยโจวมีคนมากมายที่ผ่านวิวัฒนาการได้แล้ว อยู่ๆก็ตัวระเบิดตาย บางคนก็เหี่ยวแห้งตาย กลายเป็นตัวประหลาดคลุ้มคลั่งไปเลยก็มาก คนเหล่านี้มีจำนวนมากกว่าพวกรอดที่เป็นแบบเราเสียอีก”
“แล้วคุณอาศัยอะไรทำให้คนมีคุณสมบัติต่างๆ ได้ตามที่คุณต้องการ” เฉินกวางหมิงถาม
“สัญชาต…ญาณ”หนึ่งตอบด้วยเสียงขาดๆ หายๆ แล้วจึงส่งจิตสำนึกร่วมอธิบายต่อ
“หนทางที่มีโอกาสรอดมากที่สุดคือ ให้อาหารพวกปลวกแมลงเป็นพื้นฐานเหมือนที่ไนซ์ช่วยคนอื่นให้รอดมาได้ พวกนี้ปรับตัวได้ง่าย ผลกระทบไม่รุนแรง ส่วนความสามารถอื่นเป็นเรื่องที่ต้องเสริมเข้าไป”
“ที่เราเคยฟังจากชาวบ้านมา ลุงหนึ่งคือคนแรกของที่นี่ ที่ผ่านวิวัฒนาการ และผ่านด้วยตัวเองคนเดียว ลุงเก่งจังเลยค่ะ” ฮ่าวจิงจิงเอ่ยอย่างชื่นชม
“ถ้าชอบลุง มาเป็นลูกสะใภ้ลุงมั้ยล่ะ” เสียงโห่ฮาฮิ้ว ตบมือตีขากันลั่นห้อง ฮ่าวจิงจิงหน้าแดงก่ำถึงหู ไนซ์ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แต่หูเขาก็แดงเหมือนกัน
ฮ่าวเหม่ยจิงยิ้มน้อยๆ มองดูทั้งคู่ไปมา พูดเบาๆ กับฮ่าวจาง “ก็ดูเหมาะสมกันดีนะคะ”
“คิดจับคู่ให้คนอื่น แล้วเหม่ยจิงชอบใครล่ะ” ฮ่าวเหม่ยจิงสั่นหัวแล้วเบือนหน้าหนีไป
“เหม่ยจิง” หนึ่งเรียกผ่านจิตสำนึกร่วม
“แพนด้าแดงชอบกินไผ่มากสินะ ที่สวนของลุงมีไผ่เลี้ยงหวาน เป็นสวนไผ่ที่สมบูรณ์ที่สุดในหมู่บ้าน ถ้าเหม่ยจิงอยากกิน เจ้ากานต์หลานชายของลุงมันดูแลอยู่ บอกมันได้เลยนะ” กานต์สะดุ้ง เขาไปดูแลไผ่เลี้ยงหวานให้ลุงหนึ่งตั้งแต่ตอนไหน
“อ้อ เจ้ากานต์มันก็ปีนต้นไม้เก่งเหมือนเหม่ยจิงนั่นแหละ ลุงว่าคล้ายๆ เคยเห็นเธอทั้งคู่อยู่บนยอดไม้ต้นเดียวกันด้วยนะ” เสียงฮือฮาแปลกใจดังลั่น เหมือนมีหนึ่งคนเดียวที่รู้เรื่องนี้
เด่นตบเข่าฉาด หัวเราะฮาอย่างชอบใจ
“ลูกพ่อมันต้องงี้ดิวะ!” นุชเองก็นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
ฮ่าวเหม่ยจิงนั่งซบหน้าลงฝ่ามือหลับตาปี๋ มีความรู้สึกว่าถ้าตนเองไม่เห็นคนอื่น คนอื่นก็จะมองไม่เห็นตนเช่นกัน ขณะที่กานต์หัวเราะแหะๆ ยิ้มเรี่ยราดไปทั่ว ฮ่าวจิงจิง ชายตามองคู่แฝดด้วยของเธอด้วยสายตาคาดคั้น
ฮ่าวจาง เห็นหนึ่งจับคู่ให้น้องสาวตัวเองตามใจชอบ ไม่ถามพี่ชายอย่างเขาสักคำ ก็เลยคิดจะออกความเห็นบ้าง
“เอ่อ..คือผม”
“เหอะ! คิดให้ดีก่อนจะพูดอะไร อีกเดี๋ยวป้าฝนก็สามารถเคลือบพิษผึ้งไว้บนเข็มนิตติ้งได้แล้ว ตามที่นายสอนไง นายค่อยพูดตอนนั้นก็ได้” หนึ่งบอกกับเขาอย่างเย็นชา ฮ่าวจางได้แต่ยิ้มแหยๆ