เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 33 การต่อสู้ที่น่าทึ่ง (1)

             “ท่านต้องการอะไร?”ผู้อาวุโสสองกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ขณะที่มองไปยังหลินไห่อย่างระมัดระวัง

            เมื่อครู่ความแข็งแกร่งของหลินเฟิงได้สร้างความประหลาดใจให้แก่ฝูงชนและไม่ทันจะรู้ตัวก็พบว่าหลินไห่ได้เดินขึ้นมาบนลานประลองแล้ว โดยที่เป้าหมายก็คือผู้อาวุโสสอง

             “ข้าต้องการอะไร? นี่เจ้าลืมเรื่องที่เพิ่งพยักหน้าให้เมื่อครู่นี้แล้วหรือ?” หลินไห่ยิ้มเยาะอย่างเย็นชา

             “น้องชายหลินเย่เป็นผู้อาวุโสสองของตระกูลหลิน ท่านทำงานอย่างหนักเพื่อตระกูลหลินมาโดยตลอดเรื่องในครั้งนี้ยกโทษให้เขาเถอะ” หลินป้าต้าวกล่าว

             “ยกโทษให้?หลินป้าต้าว เจ้าไม่รู้สึกว่าคำพูดของเจ้ามันไร้สาระหรอกเหรอเมื่อครู่ตอนที่พวกเจ้ามุ่งเป้ามาที่ข้ากับลูกชายของข้า เคยคิดบ้างไหม? ว่าข้า หลินไห่ผู้นี้ก็ทำเรื่องมากมายเพื่อตระกูลหลินเช่นกัน หรือว่าพวกเจ้าต้องการกลับคำพูดของตัวเองต่อหน้าบรรดาเด็กๆในตระกูลหลิน?”

            หลินไห่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เฉียบขาดสีหน้าของหลินป้าต้าวดูปั้นยากขึ้นมาทันที เรื่องเมื่อครู่ทุกคนต่างก็เห็นและได้ยินมากับตัวเองหากเขากลับคำพูดอย่างไร้เหตุผล เกรงว่าต้องเสียหน้ามากแน่ๆ

             “จากนี้ไปข้าขอประกาศให้หลินเย่ผู้อาวุโสสองพ้นจากตำแหน่ง นอกจากนี้ รับมือข้าหนึ่งกระบวนท่า” หลินไห่กล่าวโดยไม่หันไปมองหลินป้าต้าว

             “ไม่มีทาง”หลินเย่กล่าวขณะตัวสั่นเทา เขาคิดจะหลบหนีไป

             “หึ”สองมือของหลินไห่สั่น บรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างฉับพลันเสียงแตกร้าวดังขึ้นมา ร่างของหลินเย่ที่กำลังจะหลบหนีพลันแข็งทื่อบางส่วนของร่างกายถูกแช่แข็งไว้ หนาว… หนาวไปถึงกระดูกไม่นานร่างของเขาก็ถูกแช่แข็งทั้งตัว นี่เป็นผลลัพธ์จากการกระทำของเขา

             “ตูม!” ทันใดนั้นฝ่ามือน้ำแข็งของหลินไห่ก็ฟาดไปที่ร่างของหลินเย่ทำให้ร่างกายของหลินเย่หยุดอยู่กับที่เพียงพริบตาเดียวทั่วทั้งร่างก็ถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งแม้กระทั่งเลือดที่ไหลอยู่ตรงมุมปากก็กลายเป็นน้ำแข็งไม่นานร่างของหลินเย่ก็ล้มลงไปนอนกับพื้น ก่อนจะขดตัวด้วยความหนาวสั่นนัยน์ตาของเขาจ้องมองไปที่หลินไห่อย่างชั่วร้าย  

            ระดับการบ่มเพาะของหลินเย่ไม่ได้อ่อนแอเลยเขาจะไม่พ่ายแพ้อย่างหมดท่าแบบนี้ ถ้าหากว่าเขาสู้กลับแต่ทว่าเขาไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับหลินไห่ และเลือกที่จะหันหลังหนีไปเพราะไม่อยากรนหาที่ตาย

            สายตาของผู้คนจำนวนมากต่างตกตะลึงพวกเขาไม่คิดเลยว่าหลินไห่จะลงมือหนักเช่นนี้ดูเหมือนว่าผู้นำตระกูลของพวกเขาจะโกรธขึ้นมาจริงๆ นี่ถือว่าเป็นคำเตือนของหลินไห่และยังเป็นการกดดันหลินป้าต้าวและคนอื่นๆ ทางอ้อม  

             “ใครก็ได้มายกเขาออกไปงานชุมนุมประจำปีจะได้ดำเนินการต่อ และผู้อาวุโสหกจะเป็นผู้ดำเนินงาน ใครที่ไม่เห็นด้วยจงพูดออกมา” หลินไห่สะบัดแขนเสื้อของตนด้วยท่วงท่าสง่างาม สมกับเป็นผู้นำตระกูลอย่างไม่ต้องสงสัย

            หลินเฟิงเผยรอยยิ้มเมื่อมองไปยังท่านพ่อนี่คือโลกที่ผู้แข็งแกร่งจะได้รับความเคารพ เมื่อก่อนหลินไห่อาจจะไม่โต้แย้งอะไรแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่แข็งแกร่ง เขาเพียงแค่ไม่อยากเปิดเผยเท่านั้นเอง

            ไม่มีใครกล้าสงสัยหลินป้าต้าวและผู้อาวุโสคนอื่นๆ แม้ว่าจะโกรธมากแต่ก็ต้องข่มกลั้นเอาไว้

            การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไปหลินเฟิงอยู่ในกลุ่มที่อ่อนแอที่สุด และดูเหมือนว่าจะมีเพียงแค่หลินยู่คนเดียวที่อยู่ในขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่8 ส่วนที่เหลืออยู่ในขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่ 7 หลังจากผ่านไปได้ 6 รอบหลินเฟิงผู้ซึ่งทุกคนเห็นว่าเป็นเพียงขยะ กลับไม่แพ้เลยแม้แต่ครั้งเดียวในกลุ่มที่สี่มีเพียงแค่เขากับหลินยู่ที่ทำได้ดังนั้นผู้ที่ผ่านเข้ารอบต่อไปในกลุ่มที่สี่นั่นก็คือ หลินเฟิงและหลินยู่

            ส่วนอีกสามกลุ่มกลุ่มที่หนึ่งหลินเชียนยังไม่เคยลงมือเลยสักครั้ง เพราะว่าคู่ต่อสู้ขอยอมแพ้ทุกคนแน่นอนว่าทุกคนในกลุ่มที่หนึ่งอยากจะเก็บแรงไว้แย่งชิงตำแหน่งผู้ที่ผ่านเข้ารอบอีกคนมากกว่าหลินหงในกลุ่มที่สองและหลินอู๋ของกลุ่มที่สามในฐานะที่เป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดีของตระกูลหลิน พวกเขาไม่เคยแพ้แม้แต่ครั้งเดียวนอกจากนี้ยังมีอีกคนหนึ่งที่อยู่ในการคาดการณ์ของทุกคนนั่นก็คือหลินเหินบุตรชายของผู้อาวุโสหก ทุกการต่อสู้ล้วนได้รับชัยชนะมาทั้งหมดแน่นอนว่าเขายังไม่ได้เจอกับหลินอู๋

            ในที่สุดแม้ว่าการต่อสู้จะยังไม่เสร็จสิ้น แต่ผู้ที่ผ่านเข้ารอบก็ได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้วสองกลุ่มแรกได้ทำการประลองเสร็จสิ้นไปแล้วกลุ่มที่สามและกลุ่มที่สี่เหลือแค่การประลองในรอบสุดท้าย  

             “กลุ่มที่สามหลินอู๋คู่กับหลินเหิน กลุ่มที่สี่ หลินเฟิงคู่กับหลินยู่” ผู้อาวุโสหกประกาศฝูงชนล้วนรู้สึกสนใจที่ทั้งสี่คนนี้ต่างก็ได้รับชัยชนะพวกเขาอยากจะเห็นความแข็งแกร่งของหลินเหินว่าจะมากน้อยสักแค่ไหนและหลินเฟิงจะสามารถเอาชนะหลินยู่ที่อยู่ในขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่ 8 ได้หรือไม่?

            แต่ทุกคนก็ไม่คิดว่าหลินเหินและหลินเฟิงจะสามารถเอาชนะหลินอู๋กับหลินยู่ได้พลังของหลินอู๋นั้นแข็งแกร่งมากเขาเป็นเหมือนผู้นำของคนรุ่นเยาว์ตระกูลหลินก็ว่าได้ ส่วนหลินเฟิงถึงแม้ว่าเขาจะสร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนมาแล้วหลายครั้ง แต่เมื่อสามเดือนก่อนเขาเพิ่งจะทะลวงขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่ 6 ได้และเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ทว่ามันก็ไม่เพียงพอที่จะต่อกรกับหลินยู่ได้อย่างมากในระยะเวลาสามเดือนนี้หลินเฟิงอาจจะโชคดีได้ทะลวงผ่านไปยังขอบเขตนักรบลมปราณขั้น 7 หรือขั้นที่ 8 ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจเอาชนะหลินยู่ที่อยู่ในขอบเขตนักรบลมปราณขั้น8 มานานได้

            ทั้งสี่คนเดินขึ้นไปบนเวทีประลองหลินเหินโค้งให้หลินอู๋ตามมารยาทและกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “เจ้าจะผ่านไปยังรอบต่อไป การประลองในรอบนี้จะไม่มีการต่อสู้”

            “ถึงแม้ว่ามันจะถูกกำหนดมาแบบนั้นแต่ข้าหลินอู๋ก็จะยังยืนยันที่จะสู้ และทำให้ทุกคนเห็นว่าใครเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มที่สาม” หลินอู๋ส่ายหน้าขณะที่กล่าวออกมาเสียงดัง

             “ข้ายอมแพ้”หลินเหินยิ้มและไม่สนใจ เขาหันหลังเดินลงไปด้านล่างเวทีประลองอย่างแน่วแน่

             “หลินอู๋เป็นผู้ชนะ” ผู้อาวุโสหกประกาศออกมาด้วยรอยยิ้มขมขื่น เพราะลูกชายของตนประกาศขอยอมแพ้ 

             “ขี้ขลาด” หลินอู๋สบถออกมาจากนั้นก็หันหลังเดินจากไปเหลือแต่หลินเฟิงและหลินยู่สองคนที่ยืนอยู่บนเวทีประลอง

             “ฮ่าๆในที่สุดก็ถึงตาของหลินยู่กับไอ้ขยะนี่แล้วหวังว่าหลินยู่จะสามารถให้บทเรียนแก่มันหนักๆ” หลินป้าต้าวกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกเดิมทีเขาคิดว่าการประลองในรอบที่สอง หลินเฟิงจะถูกทุบตีเหมือนสุนัขตัวหนึ่งแต่กลับคาดไม่ถึงว่าการบ่มเพาะของไอ้ขยะนี่จะไม่ธรรมดามันสามารถเอาชนะเกือบทุกคนที่อยู่ในกลุ่มสี่ได้

             “วางใจเถอะในใจของยู่เอ๋อร์ได้คำนวณไว้แล้ว เขาจะทำให้ไอ้ขยะนั่นขายหน้าอย่างแน่นอน” ผู้อาวุโสสามกล่าวอย่างมั่นใจเขาเชื่อมั่นในระดับการบ่มเพาะของลูกชายตัวเองมาก ติด 1 ใน 3อาจจะยากไปหน่อย แต่ถ้าเป็น 1 ใน 5 ก็ยังพอมีหวัง

            “จะรอดู” หลินป้าต้าวกล่าวขณะพยักหน้า

            ตอนนี้รอยฝ่ามือบนใบหน้าของหลินยู่ได้หายไปแล้วแต่ทว่าความเจ็บปวดในครั้งนั้นยังคงตราตรึงอยู่ในใจ เขาจะลืมฝ่ามือของหลินเฟิงไปได้อย่างไร?เขาเกลียดหลินเฟิงมาก แต่ในขณะเดียวกันก็หวาดกลัวอีกฝ่ายเช่นกัน

            นายน้อยขยะในวันวานตอนนี้กลับดูลึกลับและน่าเกรงขาม ความแข็งแกร่งของกู่ซงยังเทียบกับหลินเฟิงไม่ได้เลยมิหนำซ้ำยังถูกหลินเฟิงโยนทิ้งจากภัตตาคารเหมือนขยะชิ้นหนึ่งอย่างง่ายดายขนาดหลินเหยี้ยนที่ใช้ดาบ เมื่อเผชิญหน้ากับหลินเฟิงดาบของเขาก็กลายเป็นของเล่นไปทันที นี่ทำให้หลินยู่ไม่มีความมั่นใจเลยว่าจะสามารถเอาชนะหลินเฟิงได้

            หลินยู่รู้สึกได้ถึงสายตาของผู้ชมที่อยู่รอบๆเวทีประลองกำลังจ้องมาที่เขาอยู่ ริ้วรอยบนใบหน้าของหลินยู่กระตุกขึ้นมาเขารู้ว่าเวลานี้มีคนไม่น้อยเลยที่รอชมเขาสั่งสอนหลินเฟิงอยู่รวมไปถึงพ่อของเขาด้วย แต่ว่าเขาจะสามารถสั่งสอนหลินเฟิงได้จริงๆ หรือ?

             “ในเมื่อสามารถผ่านเข้ารอบได้ก็ไม่เห็นต้องสู้กันเลย เจ้าว่าไง?” หลินยู่กล่าวด้วยน้ำเสียงเหลาะแหละ

            หลินเฟิงมองไปที่หลินยู่ด้วยรอยยิ้มแต่ไม่พูดอะไร

             “ไอ้สารเลว” หลินยู่ด่าในใจ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และกล่าวอย่างจำใจว่า “ข้ายอมแพ้”

             “หืม?”ผู้อาวุโสสามและคนอื่นๆ ต่างตะลึงและมึนงงเมื่อได้ยินที่หลินยู่พูดฝูงชนเองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน หลินยู่ เขายอมแพ้?

            ในขณะที่ทุกคนกำลังรอชมความแข็งแกร่งที่แท้จริงของหลินเฟิงอยู่นั้นหลินยู่กลับเลือกที่จะยอมแพ้และจากไปโดยไม่ต่อสู้

            “เกิดอะไรขึ้น?”หลินป้าต้าวกล่าวด้วยสีหน้าที่ดูแย่

             “บางทีเสี่ยวยู่คงอยากให้เขาได้รับความอัปยศในการแข่งขันรอบสุดท้าย” ผู้อาวุโสสามอธิบาย แต่ตัวเขาเองกลับไม่เชื่อแบบนั้น

            ในการประลองรอบที่สองผู้ที่ผ่านเข้ารอบได้แก่ หลินเชียน หลินหง หลินเฟิง หลินยู่ หลินอู๋ หลินเหินหลินอิ่งและหลินลี่

            รอบที่สามเป็นการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศและเป็นการต่อสู้แบบตัวต่อตัว ซึ่งต้องคัดออก 4 คน

            นัยน์ตาของหลินอิ่งและหลินลี่ล้วนมองไปที่หลินเฟิงพวกเขาภาวนาในใจ ขอให้ได้คู่กับหลินเฟิง ถ้าหากได้ประลองกับหลินเฟิงพวกเขาจะได้ผ่านเข้ารอบต่อไปเพื่อก้าวไปยังรอบสี่คนสุดท้าย

             “รอบแรกหลินเชียนสู้กับหลินอิ่ง” เมื่อผู้อาวุโสหกกล่าวจบสีหน้าของหลินอิ่งก็ดูซีดขาวทันที เพราะนี่เป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด

             “หลินเชียนแม้ว่าข้าจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้า แต่ ณ จุดนี้ ข้าต้องการที่จะต่อสู้หวังว่าเจ้าจะทำให้ข้าเห็นความแข็งแกร่งของเจ้าสักหน่อย” ในเมื่อไม่มีทางเลือกหลินอิ่งมีเพียงแต่ต้องต่อสู้เท่านั้น ผู้คนแอบพยักหน้ายกย่องอย่างลับๆ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าต้องพ่ายแพ้แต่ก็ไม่ลังเลที่จะต่อสู้

            “ก็ได้” หลินเชียนกล่าวอย่างเย็นชา นัยน์ตาที่ดูหยิ่งยโสเหลือบมองไปยังหลินอิ่ง

             “ข้าจะลงมือแล้วนะ” หลินอิ่งตะโกนและพุ่งเข้าไปโจมตีหลินเชียนกระทั่งจิตวิญญาณแห่งนักรบก็ไม่ใช้ ถึงอย่างไรก็ต้องแพ้แน่นอนนางแค่อยากเห็นความแข็งแกร่งของขอบเขตแห่งจิตวิญญาณว่าจะแข็งแรงสักแค่ไหน

             “น้ำแข็ง” หลินเชียนตะโกน แม้ว่ามือของหลินอิ่งจะยังไม่ได้สัมผัสกับหลินเชียนแต่พริบตาเดียวการเคลื่อนไหวของหลินอิ่งก็เชื่องช้าลง และรู้สึกว่าร่างหนักขึ้นเป็นพันจิน

            เมื่อมือเรียวสวยของหลินเชียนได้สัมผัสบนร่างกายของหลินอิ่งทำให้หลินอิ่งกลายเป็นก้อนน้ำแข็งสีขาวราวกับหิมะและแพร่กระจายไปทั่วร่างของนางในชั่วพริบตาเดียว  

             “แพ้” ฝ่ามือของหลินเชียนแตะไปบนร่างของหลินอิ่ง ร่างกายของหลินอิ่งได้ทรุดลงไปนอนกับพื้นและหนาวสั่นอย่างต่อเนื่องอยู่ตรงนั้นคล้ายกับผู้อาวุโสสองเมื่อครู่ไม่มีผิด

             “แข็งแกร่งยิ่งนักนี่หรือคือพลังอำนาจของขอบเขตแห่งจิตวิญญาณ ดีนะที่ข้าไม่ต้องเจอกับหลินเชียน”คนอื่นๆ ต่างรู้สึกโชคดี บางส่วนก็เห็นอกเห็นใจหลินอิ่ง

             “การประลองรอบแรกหลินเชียนเป็นผู้ชนะ รอบที่สอง หลินหงปะทะหลินยู่” ผู้อาวุโสหกประกาศ

             “ข้ายอมแพ้” หลินยู่ยิ้มอย่างขมขื่น เป็นธรรมดาที่เขาไม่สามารถต่อกรกับหลินหงได้คาดไม่ถึงเลยว่าตัวเองจะต้องพ่ายแพ้ถึงสองครั้ง และถูกคัดออกได้เร็วขนาดนี้

             “การประลองในรอบที่สองหลินหงเป็นผู้ชนะ รอบที่สาม หลินเฟิงต่อสู้กับหลินลี่”

             “เยี่ยม!” รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของหลินลี่ หลินลี่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ในระดับขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่8 นอกจากนี้เขายังคิดว่าตัวเองไม่สามารถเอาชนะคนอื่นๆ อีก 7คนได้ ยกเว้นแค่หลินเฟิงเท่านั้น แน่นอนว่าเขาสามารถคิดเช่นนี้ได้...แค่ตอนนี้เท่านั้นแหละ

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน