จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

เล่มที่ 5 ตอนที่ 147 เพื่อนเก่ามาเยือน

        “อย่าเพิ่งรีบตอบเลย!”

        ไป๋ฉีพูดขึ้นมาเขาก็ตกใจกับอสุนีคำรามที่ฉินอวี่แสดงออกมาและคิดว่าฉินอวี่เป็นคนตระกูลเหลยของตี้หวังเช่นกัน

        พละกำลังของเหล่าเอ้อนั้นไป๋ฉีเองเคยพบเจอมาด้วยตนเองแล้ว หลายปีมานี้เพื่อให้สามารถเข้ามาอยู่ในจวนแห่งนี้ได้ไม่รู้ว่าเหล่าเอ้อสังหารเหล่าอัจฉริยะมาแล้วเป็นจำนวนมากเท่าไรหากคนตระกูลเหลยของตี้หวังถูกสังหาร ย่อมเกิดปัญหาวุ่นวายเป็นเรื่องใหญ่แน่นอน

        ฉินอวี่ส่ายหน้าและกล่าวย้ำอย่างหนักแน่นอีกครั้ง “ข้าไม่อยากตายกว่าพวกเจ้าเสียอีกตัวข้าเองก็มีคุณค่า ตนเองก็ครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา มาสิ” พูดจบฉินอวี่ก็รวบรวมอสุนีคำรามอีกครั้ง จ้องตรงไปทางเหล่าเอ้อ

        แม้ว่าฉินอวี่จะมีความมั่นใจในตนเองแต่เหล่าเอ้อนั้นก็ดูไม่แน่นอน ในขณะที่เขาลังเลอยู่นั้นกลับได้ยินฉินอวี่พูดขึ้นมา“เจ้าก็ไม่ต้องกังวลหรอกว่าหากทำอะไรข้าแล้วจะไปล่วงเกินใครเพราะข้าคือหลี่โหย่วฉาย ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับตระกูลเหลยแต่กลับกันเพราะข้ามีเรื่องไม่ลงรอยกับศิษย์ตระกูลเหลย”

        “เจ้าแน่ใจหรือ?” เหล่าเอ้อเงยหน้าขึ้นมองฉินอวี่และพูดขึ้น

        “เจ้ากล้าจะเอาวงศ์ตระกูลของเจ้ามาล้อเล่นหรือ?” ฉินอวี่ย้อนถาม

        ยังไม่ทันพูดจบเหล่าเอ้อก็ลงมือทันที กระแสวังวนพลังปะทุขึ้นหมัดอันแข็งแกร่งเปล่งแสงสว่างดั่งดวงอาทิตย์ที่แผดเผาก่อนจะกลายเป็นอสูรร้ายที่พุ่งเข้าหาฉินอวี่

        “ตูมตูม ตาม!” เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว

        อสุนีลึกลับที่ปกคลุมร่างของฉินอวี่แตกออกในทันทีเสียงมังกรดังกึกก้อง ในขณะที่อสุนีลึกลับกำลังระเบิดออกงูอสุนีบาตที่อยู่ติดตัวบนอสุนีลึกลับก็ขยับตัวทันที พลันมุ่งหน้าเข้าหาลำแสงหมัด

        ลำแสงหมัดที่ทรงพลังถูกงูอสุนีบาตประจำตัวทะลวงเข้าไปแต่ลำแสงหมัดนั้นยังไม่สลายไปไหน ทว่ากลับกลายเป็นดั่งมวลน้ำที่ไหลเข้าท่วมทับฉินอวี่ในทันที

        ร่างของฉินอวี่ถอยหลังออกไปไม่หยุดทั่วทั้งลานแห่งนี้เต็มไปด้วยการควบคุมต้องห้ามที่ไป๋ฉีวางเอาไว้ขณะที่ฉินอวี่กำลังถอยห่างออกไป ข้อจำกัดเหล่านี้ได้ถูกทำลายจนแตกสลายทันทีและแล้วฉินอวี่ก็หยุดลงหลังจากถอยห่างออกไปเป็นระยะทางหลายจ้าง

        “พรวด!”ฉินอวี่กระอักเลือดออกมาคำโต เสื้อผ้าขาดวิ่น หน้าอกยุบตัวลงเล็กน้อยแต่อาการบาดเจ็บเช่นนี้ไม่ได้มีผลอะไรกับฉินอวี่มากนัก เมื่อจ้องไปบนหน้าอกสีหน้าของฉินอวี่ก็ดูเหมือนเอาแน่นอนไม่ได้ ราวกับว่ากำลังชั่งใจอะไรบางอย่าง

        เมื่อเห็นว่าฉินอวี่ได้แต่ถอยห่างออกไปหลายจ้างทั้งสามคนต่างเบิกตาโพลงจ้องมายังฉินอวี่ และหวังมู่ถึงกับต้องขยี้ตาหลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง ก็พูดขึ้น “เหล่าเอ้อ เจ้าแน่ใจนะว่าไม่ได้อ่อนข้อให้?”

        ไป๋ฉีหันกลับไปมองเหล่าเอ้ออย่างตัวแข็งทื่อ

        เหล่าเอ้อขมวดคิ้วแน่นใบหน้าอันตอบของเขาเผยให้เห็นความประหลาดใจและเคร่งขรึมแม้ว่าเขาจะไม่ได้โจมตีไปด้วยหมัดที่แข็งแกร่งที่สุด แต่ก็ใช้พลังไปถึงเจ็ดส่วนนึกไม่ถึงว่าฉินอวี่จะแก้การโจมตีหมัดของเขาได้ง่ายดายเช่นนี้แม้ว่าฉินอวี่จะได้รับบาดเจ็บ แต่อย่างไรก็ตาม ระดับการฝึกฝนของเขาก็เป็นถึงระดับสูงสุดของขั้นเทพสวรรค์ซึ่งนับว่าสูงกว่าระดับฝึกฝนของฉินอวี่อยู่มากยิ่งนัก

        เหล่าเอ้อจ้องมองฉินอวี่งูอสุนีบาตสองสายก็ปรากฏขึ้นในความคิดของเขาเขาคาดเดาได้ว่าการที่ฉินอวี่สามารถรับมือแก้กับหมัดของเขาได้จะต้องเกี่ยวกับงูอสุนีบาตอย่างแน่นอน

        “หลี่โหย่วฉายเจ้าไม่กลัวบ้างเลยหรือ?” เมื่อหวังมู่เห็นฉินอวี่ยังยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเขาจึงพูดขึ้นทันที

        ฉินอวี่แสร้งทำหูทวนลมในตอนนี้เขากำลังหวนนึกถึงพลังที่แฝงอยู่ในหมัดของเหล่าเอ้อและเป็นอย่างที่เหล่าเอ้อคาดเดาไว้ การที่ฉินอวี่รับมือกับหมัดโจมตีของเหล่าเอ้อได้ง่ายดายเช่นนี้โดยสำคัญแล้วมาจากการอาศัยพลังของงูอสุนีบาตการโต้กลับของงูอสุนีบาตเหมือนจะทำให้พลังของเหล่าเอ้อลดลงเกือบครึ่งและพลังที่เหลืออยู่อีกครึ่งหนึ่งก็ยังแข็งแกร่งเกินความคาดหมายของฉินอวี่อย่างยิ่ง

        ในตอนนี้รู้สึกได้ว่างูอสุนีบาตได้ขดตัวกลับเข้าไปในร่างกายแล้วฉินอวี่แอบถอนหายใจอยู่ภายในพลังในร่างกายของเหล่าเอ้อผู้นี้แข็งแกร่งเกินกว่าที่คิดไว้มาก และเป็นไปได้ว่านี่อาจไม่ใช้พลังการโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดของเขาหากมีการต่อสู้กันโดยลำพังจริงๆ เกรงว่าคงมีพลังที่รุนแรงกว่านี้และหากต้องสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย ก็คงมีหนทางเดียวที่จะสู้กับเขาได้นั่นคือการเข้าสู่สภาวะปีศาจคลั่ง เพื่อใช้พลังว่านจ้ง

        ฉินอวี่ไม่เพียงแต่ถอนหายใจเท่านั้นหลังจากเข้าถึงระดับเทพสวรรค์ พลังในร่างกายไม่ว่าเป็นการป้องกันหรือพละกำลัง ก็จะมีความก้าวหน้าขึ้นอีกและเหล่าเอ้อก็อยู่ในระดับสูงสุดของขั้นเทพสวรรค์ร่างกายของเขาจึงยิ่งมีความแข็งแกร่งเกินกว่าจะจินตนาการได้

        หากคิดจะเอาชนะในการท้าประลองเจ็ดสิบสองอสูรธรณีคงไม่ใช่เรื่องง่าย!

        เพียงแต่ความแข็งแกร่งของอสุนีคำรามประจำตัวนั้นก็เกินกว่าความคาดหมายของฉินอวี่หากยกระดับอสุนีคำรามประจำตัวขึ้นเป็นอสุนีสวรรค์ประจำตัวพลังที่ใช้ได้ก็จะเกินกว่าจะจินตนาการได้เลยทีเดียว

        “จะชนะได้หรือไม่ก็ต้องมารอดูอสุนีสวรรค์ประจำตัวแล้ว” ดวงตาของฉินอวี่เปล่งประกายหากเรียกอสุนีสวรรค์ประจำตัวได้ อย่างน้อยเขาก็มีความมั่นใจมากกว่าครึ่งหนึ่งแล้ว

        หลังจากหยิบโอสถออกมากลืนเข้าปากไปเม็ดหนึ่งฉินอวี่ก็เงยหน้าขึ้นมองไปทางเหล่าเอ้อ และพูดว่า “นี่เป็นพลังกี่ส่วนของเจ้า?”

        “เจ็ดส่วน!”เหล่าเอ้อตอบอย่างหนักแน่น

        ฉินอวี่พยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะสงบพลังปราณของตนเอง และพูดอย่างเฉยเมย“ในตอนนี้ข้ามีคุณสมบัติพอจะอยู่ที่นี่แล้วหรือไม่?”

        “แน่นอน!”เหล่าเอ้อมองฉินอวี่อย่างจริงจัง และพูดอย่างเรียบเฉย

        ฉินอวี่พยักหน้าเล็กน้อยและไม่พูดอะไรต่อก่อนจะหันกลับเข้าห้องพัก เวลาใกล้เข้ามาแล้วฉินอวี่จำเป็นต้องใช้เวลาครึ่งปีนี้ยกระดับอสุนีคำรามประจำตัวให้กลายเป็นอสุนีสวรรค์ประจำตัวเช่นนี้ เขาจึงจะมีสิทธิ์ได้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิบสองอสูรธรณี

        หวังมู่ไป๋ฉี และหยางซานต่างมองดูฉินอวี่ที่กำลังเดินเข้าห้อง หวังมู่ขมวดคิ้วขึ้นมาสายตาเต็มไปด้วยความอิจฉา “หนาววาบดูเหมือนว่ารู้สึกได้ว่าพลังหมัดของเหล่าเอ้อที่ตนรับนั้นมีพลังมากกว่า ใช่แล้วเมื่อครู่นี้ทำไมเหล่าเอ้อใช้พลังไปเพียงเจ็ดส่วน? เขาก็ไม่ใช่คนในตระกูลเหลยของตี้หวังฆ่าเขาด้วยพลังสิบส่วนก็ไม่เห็นเป็นไร ต่อให้ไม่ฆ่าเสียตอนนี้เมื่อถึงการท้าประลองเจ็ดสิบสองอสูรธรณี เขาก็ต้องถูกสังหารอยู่ดีมิใช่หรือ?”

        หยางซานไม่ได้ตอบอะไรเขารู้สึกได้อย่างคลุมเครือว่าต่อให้ตนเองใช้พลังถึงสิบส่วนก็คงไม่สามารถสังหารฉินอวี่ได้อยู่ดี!

        “หลี่โหย่วฉายคนนี้แปลกนักมีร่างอสุนีลึกลับอยู่ในแดนต้าโหมวเทียนแต่เขากลับไม่ใช่คนในตระกูลเหลยของตี้หวัง... ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ”

        “ไม่ธรรมดา? เหอๆ ต่อให้รับหมัดที่มีพลังสิบส่วนของเหล่าเอ้อได้แล้วจะทำไม? หรือหากเขาสามารถกลายเป็นลูกพี่ขึ้นมาได้แล้วจะเป็นคนของเจ็ดสิบสองอสูรธรณีได้ทั้งที่อยู่ขั้นกุมารทิพย์น่ะหรือ? จะว่าไป เขายังคิดจะเป็นสามสิบหกขุนพลสวรรค์เรื่องนี้แม้แต่เหล่าต้าเองก็ยังไม่มีความมั่นใจเลย นับประสาอะไรกับเขา?” หวังมู่เยาะเย้ย

        “คนธรรมดาจะไปรู้ความปรารถนาของวีรบุรุษได้อย่างไรเขามีเป้าหมายเช่นนี้ มันก็เป็นเป้าหมายให้เขาขยัน แต่ดูเจ้า เรื่อยเปื่อยไปวันๆไม่มีความก้าวหน้าอะไรเลยและยังจะไปคิดวิจารณ์ความทะเยอทะยานที่มุ่งมั่นของผู้อื่นอีก?” ไป๋ฉีหรี่ตามองหวังมู่ ก่อนพูดอย่างเย็นชานี่นับเป็นการพิสูจน์ตนเองของเขาเช่นกัน ซึ่งหวังมู่ก็เยาะเย้ยเขาไว้ไม่น้อย

        “ไป๋ฉีดูเหมือนเจ้าจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับความเห็นข้า? เช่นนั้นพวกเรามาเดิมพันกัน ไม่เดิมพันสามสิบหกขุนพลสวรรค์เดิมพันเรื่องเจ็ดสิบสองอสูรธรณีก็พอ หากเขาได้เป็นเจ็ดสิบสองอสูรธรณีข้าหวังมู่จะยอมปรนนิบัติเจ้า หากไม่ได้เป็นในอนาคตเจ้าจะต้องหยุดจู้จี้กับข้าได้แล้ว” หวังมู่พูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

        ในเวลาเดียวกัน

        นอกแดนแสนภูผาสำนักยุทธ์ว่านจ้ง

        กระบี่บินขนาดยาวสิบจ้างกำลังปรากฏขึ้นเหนือผืนฟ้าและทันใดนั้นก็มาถึงภายนอกสำนักยุทธ์ว่านจ้งอย่างรวดเร็ว คนที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดเป็นหญิงชราคนหนึ่งที่กำลังมองภูเขาอันกว้างใหญ่และพูดขึ้น “หลี่เฟิ่งฉือแห่งสำนักเหยาฉือมาเยี่ยมคารวะ!”

        เสียงนี้ก่อตัวขึ้นก่อนจะดังกึกก้องไปยังส่วนลึกของภูเขา

        ด้านหลังของหญิงชรามีศิษย์หนุ่มสาวหลายสิบคนกำลังยืนอยู่อย่างภาคภูมิใจ ในคนกลุ่มนั้นมีหญิงสาวผู้งดงามคนหนึ่งยืนอยู่ข้างกายหญิงชรา กำลังทอดสายตามองไปยังภูเขาลูกใหญ่ริมฝีปากของนางเผยให้เห็นรอยยิ้มที่ไม่สามารถควบคุมได้

        “ฉินอวี่คิดว่าหนีมาถึงสำนักยุทธ์ว่านจ้งแล้วข้าจะทำอะไรเจ้าไม่ได้หรือ?”