เกิดใหม่เป็นตัวประกอบนิยายโอโตเมะจีน

    ตอนที่สี่สิบห้า สวัสดิการทหารผ่านศึก

    ตอนที่สี่สิบห้า สวัสดิการทหารผ่านศึก

    พลังคุรุยุทธระดับสองดาวเพิ่มความสามารถและขีดจำกัดในการรับรู้ข้อมูลให้แก่ผม

    ระดับสามดาวก็ยิ่งเพิ่มขีดจำกัดไปอีกขั้นหนึ่ง

    ทำให้ผมคิดว่าที่คนเราเร่งระดับพลังอาจจะเพราะว่าแค่เพิ่มระดับพลังอาจจะแก้ปัญหาวิชาที่ตนเองเผชิญอยู่ได้ บางวิชาในเรื่องก็ต้องมีพลังมากพอถึงจะใช้ได้นั่นเอง

    ผมก็เริ่มทำพิธีพิสดารมากขึ้นเรื่อยๆหากมีคนมาเห็น

    แค่ต้องการใช้เส้นลมปราณใส่สอดเข้าไปร่างกายเพื่อดูการไหลเวียนของเลือดในร่างกายอี้จิงเท่านั้นเอง เพื่อดูว่าเส้นประสาททำงานอย่างไรโดยละเอียดแต่..

    “ไม่เอา ท่านพี่คนบ้า คนบ้า ไม่เอา น่ากลัว”

    อี้จิงโวยวายขึ้นมา แปลกจริงๆแฮะแค่จะใส่สีในเส้นลมปราณและให้นภาไร้ขอบเขตตรวจสอบเท่านั้นเอง

    แค่สีจากปราณธรรมดา คนธรรมดาโดนเข้าไปยังไม่เป็นอะไรเลย

    ผู้ฝึกยุทธไม่น่ามีปัญหา แต่ก็เกิดอาการต่อต้านจากอี้จิง ดีที่ผมไม่ขอทดลองกับคนอื่น คนคงหาว่าผมฝึกวิชามารแน่ๆ

    “ท่านพี่ ชอบแกล้งน่ากลัวน่ะ อืม กอดปลอบหน่อยสิค้า”

    ผมอุ้มอี้จิงมาเพื่อปลอบเธอ

    แผนการทดลองกับเธอเป็นอันพับไปในการจำลองโครงสร้างเส้นประสาทในสมองของเธอ

    ผมไม่ใช่คนของพรรคมาร

    การทดลองวิทยาศาสตร์ไม่จำเป็นต้องผ่าพิสูจน์ เราอยู่ในยุคสมัยที่มีกล้องตรวจภายในอัลตร้าซาวด์เครื่องแสกนต่างๆกันได้แล้ว

    ผมก็แค่พยายามดัดแปลงพวกนั้นด้วยวิชาของโลกนี้เท่านั้นเอง

    ขณะที่ผมกำลังคิดว่าจะล่อหลอกอี้จิงให้เข้าไปในกล่องที่ลงยันต์ที่ทำหน้าที่คล้ายเครื่องแสกนสมองอย่างไร

    อี้จิงก็ซุกไปมาตรงหน้าอกของผม

    โชคดีที่ผมไม่ต้องใช้สายตาก็สามารถอ่านหนังสือได้โดยใช้พลังปราณรับรู้ข้อมูลจากหนังสือมาโดยตรงแม้จะไม่ใช่หนังสือที่สลักด้วยพลังจิตก็ตาม

    ผมเรียกมันว่า scholar’s touch หัตถ์บัณฑิตตามแนวเกมส์กระดานของอสูรผมแดงที่เคยเล่น

    สามารถย่นเวลาการอ่านหนังสือหนึ่งเล่มด้วยวิชานี้ได้

    ไม่อย่างนั้นผมคงไม่สามารถอ่านหนังสือธรรมดานับหมื่นเล่มได้ภายในวันเดียวหรอก

    “อืม อืมท่านพี่ อย่าแกล้งเค้ามากนะ ใจดีกับเค้ามากๆหน่อยสิ อือ”

    อี้จิงบ่นอะไรไปมาตอนที่กำลังอ้อนผมอยู่

    ผมอาจต้องทำเรื่องต้องห้ามของนักวิทยาศาสตร์ คือการทดลองกับตนเองเสียแล้ว

    อ๊ะผมเบรกตนเองไว้ก่อน มันมีอีกวิธีหนึ่งนี่นา

    ลองวิชาที่มีอยู่ในโลกนี้ก่อนทำตัวแบบสำนักมารก็ยังไม่สาย

    ..

    วิชาแพทย์ของโลกนี้นั้นต่างจากโลกปัจจุบัน แต่ผมคิดว่ารวบรวมความรู้พื้นฐานของโลกนี้ไว้ก่อนแล้วค่อยทำการทดลองหลังจากที่มีความรู้พื้นฐานของโลกนี้ก็ยังไม่สาย

    แนวทางวิถีเม่ยกั๋ว ยิ่งมีข้อมูลมากก็ยิ่งดีต่อผมเท่านั้น

    ตำราการแพทย์ ชำระบาดแผล เย็บแผล ตัดแต่งกระดูกต่างๆก็ไหลเข้ามาในสมองของผม

    ต่างจากตำราปัจจุบันที่ที่โลกนี้ไม่วิเคราะห์เจาะลึกเท่าโลกปัจจุบันแต่ประกอบไปด้วยลมปราณที่เกี่ยวข้องกับร่างกาย ซึ่งถ่วงเวลาผมได้เพียงแค่วันเดียวเท่านั้นเองในการหาวิธีอื่นในการฝึก

    ผมรู้สึกว่าตามสายตาคนทั่วไปคงมองว่าผมเป็นอัจฉริยะล่ะนะ

    ในโลกนี้มองการจดจำและท่องออกมาได้อย่างรวดเร็วคือความสำเร็จ

    ต่างกับผมที่ยึดถือวิถีเม่ยกั๋วว่า การคิดค้นสร้างสรรค์สิ่งที่ไม่เคยมีขึ้นมาก่อนต่างหาก ถึงเรียกได้ว่าความสำเร็จ

    “นายน้อยท่านช่างอ่านผ่านตาไม่ลืมเลือน ความอัจฉริยะของท่านอดีตกาลไม่มีมา อนาคตก็หาใครทัดเทียม”

    หวังม่อพูดอวยผมอีกครั้งจากการที่เขาไปรวบรวมตำราต่างๆมาให้กับผม

    นี่คือข้อดีของการมีลูกน้องและการมีทรัพยากรบุคคล

    “เวลา” คือสิ่งที่มีค่ามากที่สุด

    เมื่อมี”แรงงาน”ก็ต้องใช้ให้เต็มที่ประสิทธิภาพสูงสุด

    นี่อาจจะเป็นจุดอ่อนของวิถีเม่ยกั๋วก็ได้ ที่พยายามรีดร้นแรงงานและประสิทธิภาพของทรัพยากรต่างๆออกมาจนถึงที่สุด

    อี้จิงนอนกลิ้งไปมาโยนลูกบอลไหมเล่นอยู่ด้านข้างราวกับลุกแมว

    เธอชอบของที่เคลื่อนไหวล่ะนะ

    ผมพยายามให้เธอพักผ่อนตามสมควรในการฝึกวิชา ผมเป็นคนที่มองว่าการอ่านหนังสือด้วยหัตถ์บัณฑิตนี้คือการพักผ่อนจากการฝึกบ่มเพาะพลัง

    ส่วนอี้จิง อ่านหนังสือแล้วเบื่อ ผมเลยพยายามหาของเล่นต่างๆให้กับเธอ

    “ไม่หรอกหวังม่อ อย่างที่ข้าบอกเจ้า คนคนเดียวไม่อาจช่วยอาณาประชาราษฎร์ได้หรอก ที่ข้าคิดคือพยายามจะช่วยผู้คนจากความสามารถทางการแพทย์นี้และรวบรวมคนที่มีจิตใจและอุดมการณ์เดียวกันต่างหาก”

    หวังม่อผงกศีรษะรับอย่างเข้าใจ

    “ข้าเข้าใจแล้วนายน้อย จิตใจที่ท่านมีให้แก่แผ่นดิน สักวันชาวประชาต้องแซ่ซ้องสรรเสริญท่านยิ่งไปกว่าที่ข้าสรรเสริญแน่นอน”

    ผมพยายามไม่คิดถึงสถานการณ์พรรค์นั้น

    “ข้าคิดสังเกตได้ว่าพวกเราไม่ค่อยจะเจ็บป่วยหลังจากฝึกยุทธ”

    “ใช่แล้วนายน้อย ฝึกยุทธร่างกายแข็งแรง โรคภัยไม่เบียดเบียน มีแต่ราษฎรระดับล่างเท่านั้นที่จะต้องพึ่งพาหมอ ส่วนหมอที่มีวรยุทธระดับสูงจะสามารถรักษาโรคภัยที่เกี่ยวพันกับวรยุทธ คุณไสยต่างๆได้”

    ผมผงกศีรษะรับ

    นี่คือแนวทางของโลกใบนี้ การแพทย์ตกอยู่ในกลุ่มคนที่มีเงินและเวลาเพียงพอเท่านั้น

    “ดังนั้นข้าคิดว่าเราจะเปลี่ยนแนวคิด ให้ราษฎรรู้จักดูแลตนเอง เราจัดพิมพ์การแพทย์เบื้องต้นพื้นาฐานและเฝ้าอบรมราษฎรให้ดูแลรักษาร่างกายให้ดีก็น่าจะช่วยแก้ปัญหาไปในระดับหนึ่งได้ เริ่มจากเราอาจจะต้องไปร่วมมือกับหมอยา แม่หมอประจำหมู่บ้านชนบทต่างๆให้ผลิตยาที่ใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น”

    ผมนึกถึงกล่องยาสามัญประจำบ้านและการแพทย์พื้นฐาน เล่มเล็กๆใช้เวลาพิมพ์ไม่มาก

    ประกอบกับภาพวาด ต่อให้อ่านหนังสือไม่ออกก็เข้าใจได้

    “นายน้อยช่างเมตตา เห็นแก่ประชาที่โฉดเขลาด้อยปัญญากว่า”

    ผมรู้สึกปวดใจแปล็บหนึ่ง ประชากรในโลกนี้รู้หนังสือน้อยอย่างน่าใจหาย

    แม้เทคโนโลยีการพิมพ์จะดูเหมือนว่าก้าวหน้ามากก็ตาม

    แต่ตามอัตราส่วน เมืองหลวงของเราประชากรที่รู้หนังสือต้องมากที่สุดในอาณาจักรอยู่แล้ว

    แต่คนที่ได้อ่านหนังสือ คือคนที่มีฐานะดีระดับหนึ่ง

     

    มันเป็นเรื่องต้องห้ามอย่างมากสำหรับวิถีเม่ยกั๋ว

    อสูรผมแดงไม่เคยกลัวคนเก่ง กลัวแต่จะไม่มีคนเก่งเข้ามาสู่ระบบเท่านั้นเอง

    “นั่นก็ใช่แล้ว อย่างน้อยพวกเราต้องรู้จักอบบรมกล่อมเกลาราษฎร ให้สามารถรู้กฎหมายหรือมีศีลธรรมประจำใจ เมื่อเจ้าเอาคนของเราไปเผยแพร่แนวความคิดหรือชื่อเสียงของขบวนการบุตรพยัคฆ์ของเรา ก็ให้เผยแพร่คุณธรรมของเราไปด้วยพร้อมกับรักษาชาวบ้านไปด้วย”

    แนวทางของมิชชั่นนารีถ่ายทอดศาสนานั่นเอง

    “พวกเราเริ่มจากไปหาทหารผ่านศึกที่ร่างกายบาดเจ็บ ข้าจะช่วยรักษาให้พวกเขา พวกเขาเป็นผู้รับใช้ชาติ ไม่ควรจะลำบากหลังจากพ้นจากหน้าที่รับใช้ชาติแล้วอีก

    เรียกทหารผ่านศึกพวกนั้นมาช่วยงานด้วย ประสบการณ์ของพวกเขาจะทำให้พวกเราที่ยังหนุ่มด้อยประสบการณ์เก่งกาจมากยิ่งขึ้น และยังช่วยทำให้พวกเขารู้สึกว่าตนเองมีคุณค่ามากด้วยไม่ใช่แค่ร้องขอจากเราฝ่ายเดียว

    เราอยากช่วยคนแต่คนอาจไม่อยากรับไว้ก็ได้ ขอให้เจ้าระวังในจุดนี้ด้วยว่าอย่าให้ใครรู้สึกต้องเสียหน้า เจ้าจงไปรวบรวมคนที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆไม่มีที่ไปก่อน และพวกเราเริ่มจากจุดนั้น เช่นในเขตยากจนในเมืองหลวงนี้”

    ผมนึกถึงโครงการทหารผ่านศึก ลอตเตอรี่ ต่างๆที่ช่วยให้พวกเขามีรายได้

    แต่น่าเสียดายที่การออกสลาก ติ้วไม้เสี่ยงโชคนั้นผิดกฎหมาย

     หากไม่ได้เปิดในบ่อนที่จ่ายภาษีให้กับรัฐ

    ผมจึงไม่สามารถทำได้ และผมรู้สึกว่าไม่เหมาะสมหากจะไปทำเรื่องบ่อนพนันงัดข้อกับผู้มีอิทธิพลในตอนนี้

    “นายน้อยช่างปราดเปรื่องและเปี่ยมด้วยเมตตานัก ข้าจะไปจัดการทันที”

    “เราทำแต่น้อยแก่คนที่เขาต้องการจริงๆเสียก่อนและเพื่อไม่ให้เขารู้สึกว่าเราทำให้เขาฟรีๆ ลองหาทางให้เขาทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ไม่ใช่ต่อเราแต่ต่อผู้คนทั่วไป

    เรากำลังเขียนมหาสารานุกรมใช่หรือไม่?”

    “ใช่แล้วนายน้อย ทางบ้านใหญ่ของเราได้มีคนนับพันทำงานร่วมกันอย่างไม่หยุดหย่อน”

    เป็นพันคนเลยหรือ ? ผมมาอยู่ตรงนี้เลยไม่ได้ตามข่าว นี่คือสาเหตุที่ฮ่องเต้โดนปิดหูปิดตาดดยขุนนางคนสนิทสินะ

    ระบอบของอสูรผมแดงที่เน้นการตรวจสอบจึงแก้ปัญหาตรงจุดนี้ได้

    “ให้พวกทหารผ่านศึก ลองเล่าประสบการณ์ที่พวกเขารบ ชัยชนะ พ่ายแพ้ ความผิดพลาด ความสำเร็จ ทุกอย่างที่เขามีความทรงจำไว้

    หากพวกเขาเขียนหนังสือไม่ได้ก็ให้อาลักษณ์ช่วยจดถ้อยคำของเขาและช่วยกันเขียนออกมา

    เราจะดูความสำเร็จไว้เป็นแบบอย่างให้ทำตาม ดูความล้มเหลวไว้เป็นบทเรียนหลีกเลี่ยงความผิดพลาด

    ให้พวกเราได้ประโยชน์จากเขาและให้เขาได้ทำประโยชน์แก่ปวงชนเช่นกัน”

    หรือแนวทางบำเพ็ญประโยชน์กับหนังสือของทหารผ่านศึกนี่เอง

    เดี๋ยวผมจะค่อยๆทำสินค้าที่ระลึก ตั๋วงานเลี้ยงและอะไรอื่นๆในภายหลัง

    เริ่มจากเล็กๆก่อนนั่นล่ะนะ

    แต่ในโลกนี้เมืองหลวงก็มีคนมากกว่าเมืองหลวงใหญ่ๆของโลกปัจจุบันแล้ว

    แหงล่ะ ในเมืองหลวงมีค่ายพรรคสำนักใหญ่อยู่มากมายนี่นา คือเมืองที่เจริญที่สุดในดินแดนนี้

    ด้วยวิธีหน่วยแพทย์เคลื่อนที่นี้ ผมสามารถเพิ่มประสบการณ์ภาคปฏิบัตินอกเหนือจากภาคทฤษฎีที่รู้มาจากตำราอย่างเดียวได้

    และยังสามารถรับรู้เรื่องร่างกายมนุษย์ได้มากขึ้นโดยคนพวกนั้นยอมให้สำรวจร่างกายโดยไม่บอกว่าจั๊กจี๊อย่างอี้จิงด้วย

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่เป็นตัวประกอบนิยายโอโตเมะจีน ที่คุณอ่าน