ซุนเฉิงชะงักเท้าและหันไปมองเฉินอี้นักโทษสามคนนั้นพลอยเงียบเสียงลงไปด้วยและหันมามองเฉินอี้เป็นตาเดียว
จินลี่หยางเดินมาหาเฉินอี้และมองไปที่นักโทษทั้งสามคน
“พี่ลี่หยาง พวกมันหักตะเกียบไว้เตรียมใช้เป็นอาวุธขอรับ” เฉินอี้รู้เพราะวิญญาณหญิงสาวคนนั้นเป็นคนบอกเขา
ถ้าหากมีใครเข้าไปใกล้พอที่พวกมันจะเอื้อมถึงมันก็จะใช้ตะเกียบที่หักไว้เป็นปลายแหลมแทงเข้าที่คอทันทีและจะอาศัยช่วงชุลมุนสะเดาะกุญแจเพื่อพากันหลบหนีออกไป
จินลี่หยางหันมามองหน้าเฉินอี้จากนั้นจึงเดินไปทางซุนเฉิงและบอกสิ่งที่เฉินอี้บอกกับเขาทหารทั้งหมดจึงล้อมกรงนักโทษไว้และบังคับให้พวกมันทิ้งอาวุธออกมา
ตะเกียบที่ถูกหักด้ามจนเป็นปลายแหลมถูกโยนออกมาสองอัน พร้อมกับสายตาเกลียดชังที่มองมาทางเฉินอี้
“พวกเจ้ากล่าวมิผิดหรอกที่บอกว่าข้าเป็นคนตาบอดที่ดวงดี” เฉินอี้ยิ้ม“เช่นนั้นข้าก็อยากบอกกับพวกเจ้าเหมือนกันความโชคร้ายของพวกเจ้าในตอนนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น โชคร้ายของเจ้าจริงๆนั้นอยู่ที่หญิงสาวที่ถูกเจ้าข่มเหงรังแกและใช้มีดแทงนางจนตายต่างหาก รู้หรือไม่ว่าตลอดทางมานี้นางแทบจะรอไม่ไหวที่จะได้แก้แค้นเจ้านางกำลังรอวิญญาณเจ้าอยู่ เพื่อจะทรมานเจ้าเหมือนที่เจ้าทรมานนาง”เฉินอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงเหมือนกำลังเล่าเรื่องสู่กันฟังแต่คนที่ได้ยินนั้นถึงกับหน้าเปลี่ยนสี
นักโทษทั้งสามคนยืนเกาะลูกกรงหน้าซีดกันหมดแต่ก็ยังมิวายปากดี“เฮอะ! พวกข้ามิใช่เด็กสามขวบ จะได้มานั่งกลัวสิ่งที่เจ้าเล่า ผีงั้นรึ! ฮ่าๆข้ามิกลัวหรอก ถ้านังผู้หญิงคนนั้นเป็นผีจริงๆ ข้าจะยอมโดนมันหักคอตรงนี้เลยฮ่าๆๆ!”
เฉินอี้ส่ายหน้าน้อยๆและถอนใจเบาๆ “เจ้ามิน่ากล่าวเช่นนั้นเลย”
จากเสียงหัวเราะที่ดังฮ่าๆอยู่ๆ ก็พลันหยุดลง คนที่กล่าวท้าทายเมื่อครู่ตอนนี้ยกมือขึ้นกุมที่คอของตนเองและส่งเสียงขลุกขลักอยู่ในลำคอราวกับถูกบีบ
นักโทษอีกสองคนเห็นเพื่อนของตนเองเป็นเช่นนั้นก็ตกใจกันจนตัวแข็งหน้าซีดทั้งคู่
เฉินอี้มองวิญญาณหญิงสาวที่กำลังใช้มือบีบคอนักโทษผู้นั้น
วิญญาณนั้นสามารถทำในสิ่งที่ตนต้องการได้ตราบใดที่ได้รับการเชื้อเชิญหรืออนุญาตไม่ว่าคนผู้นั้นจะกล่าววาจาด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม
และการที่นักโทษคนนั้นกล่าวว่าจะยอมถูกหักคอก็คือการกล่าวอนุญาตให้นางทำตามความต้องการแล้วนั่นเอง
ทหารที่ยืนอยู่รอบๆต่างตกใจ แต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้กรงขัง นักโทษคนนั้นใบหน้าแดงก่ำตาเหลือกขึ้นจนเห็นตาขาว และดูราวกับกำลังจะขาดใจตายนักโทษอีกสองคนก็ถอยห่างออกไปจนติดลูกกรงที่มุมหนึ่งโดยมิได้คิดที่จะเข้ามาช่วยเหลือเพื่อนของตนเอง
“ไอ้สารเลว! แกตายซะ! ข้าจะยอมลงนรกไปกับแกเอง!”วิญญาณหญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงเคียดแค้นเดือดดาล ใบหน้าของนางถมึงทึงแลดูน่ากลัวมือซีดสีเทาทั้งสองข้างกำรอบคอนักโทษผู้นั้นไว้แน่น
เฉินอี้มองตงเปียนเขาพยักหน้าและสร้างเกราะคุ้มภัยครอบนักโทษคนนั้นเอาไว้วิญญาณหญิงสาวคนนั้นจึงถูกกันให้ถอยห่างออกไป
“ข้าจะฆ่ามัน! มาห้ามข้าทำไม! มันฆ่าข้า มันหยามเกียรติข้าข้าจะลากมันลงนรก!” วิญญาณหญิงสาวกรีดร้องร่ำไห้มองนักโทษที่หายใจรวยรินน้ำมูกน้ำลายไหลเลอะเทอะเต็มหน้าฟุบอยู่กับพื้นกรงด้วยดวงตาแดงก่ำ
“อดทนรอหน่อยเถิด อีกไม่กี่วันเจ้าก็จะได้ลากวิญญาณมันไปตามที่เจ้าต้องการแล้วเจ้าจะฆ่ามันทำไมให้แปดเปื้อนดวงจิตอย่าได้สละกรรมดีของเจ้าเพราะคนชั่วอย่างมันเลย” ตงเปียนกล่าวกับนาง
วิญญาณหญิงสาวทิ้งตัวลงนั่งพลางร้องไห้คร่ำครวญเฉินอี้รู้สึกเวทนาจึงให้ตงเปียนช่วยถามชื่อแซ่ของนางและกล่าวบทสวด [1]เหรินสือให้นางในใจ
เมื่อเฉินอี้สวดจบวิญญาณของนางก็ดูสว่างไสวขึ้นราวกับต้องแสงเทียนและรู้สึกอบอุ่นสบายตัวจนทำให้โทสะของนางบรรเทาเบาบางลงนางหยุดคร่ำครวญและมองดูผิวกายของตนเองที่ดูมีสีสันขึ้นมิได้เป็นสีซีดเทาเหมือนก่อนหน้านี้
นางหันไปมองทางเฉินอี้แต่ทว่าตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว
เฉินอี้ขอให้จางฝูลู่พาเขาไปที่ธารน้ำเขาบอกกับจางฝูลู่ว่าอยากล้างมือล้างหน้าเสียหน่อยแต่ความจริงแล้วเขาต้องการถอยห่างจากวิญญาณสองดวงนั้น
วิญญาณทั้งสองดวงเป็นวิญญาณอาฆาตดวงจิตของพวกเขาผูกติดอยู่กับคนที่ตนเคียดแค้นจึงมิได้คิดสนใจเฉินอี้แต่ในเมื่อเฉินอี้ได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือแล้วก็เลี่ยงไม่ได้เลยที่จะไม่ถูกดูดพลังชีวิตออกไป
เขาจึงขอให้จางฝูลู่พาเขาออกมาเพื่อมิให้วิญญาณสองดวงนั้นอยู่ในอาณาเขตพลังชีวิตของเขาและหลิวซูเจี๋ยก็ช่วยสร้างเกราะคุ้มภัยให้เขาด้วย
เฉินอี้มิได้รู้สึกอ่อนแรงมากนักเพราะรีบตีตัวถอยห่างออกมาได้ค่อนข้างเร็วและก่อนหน้านี้เหม่ยลี่ได้ถ่ายทอดพลังของนางให้เขาบางส่วน
เฉินอี้นั้นมิใช่ไม่รู้ว่าเหม่ยลี่สัมผัสตัวเขาด้วยเหตุผลอันใดเขาจึงไม่อยากให้นางทำเช่นนั้นกับเขานัก เพราะพลังเซียนของนางมิใช่ได้มาโดยง่ายเขาไม่อยากให้นางต้องเสียพลังที่อุตส่าห์บำเพ็ญตบะเพื่อเป็นเซียนมาให้กับเขา
“อาอี้ เมื่อครู่ที่เจ้ากล่าวเรื่องหญิงสาวที่ถูกพวกมันฆ่าเอ่อ…เจ้ากล่าวจริงหรือ” จางฝูลู่ถามเฉินอี้พลางกลืนน้ำลายด้วยความฝืดคอเฉินอี้ยิ้ม
“ข้าก็แค่เดาเอาเท่านั้น เพียงแต่คิดว่าคนร้ายอย่างพวกมันจะต้องเคยทำร้ายคนมาไม่น้อยจึงกล่าวขึ้นเพื่อหลอกให้พวกมันกลัว”
“อ้อ เช่นนั้นเอง ข้าใจหายหมด” จางฝูลู่มีสีหน้าโล่งใจพลางยกมือลูบอกตัวเอง“อาอี้ เจ้ารออยู่ตรงนี้สักครู่นะข้าจะไปดูเสียหน่อยว่าเมื่อครู่เกิดอันใดขึ้นกับนักโทษคนนั้นและข้าจะถามทหารจากฉางผิงด้วยว่ารู้จักโรงน้ำชาของฟางเหนียงหรือไม่”
เฉินอี้พยักหน้า
เขานั่งลงบนพื้นหญ้าข้างธารน้ำเสียงน้ำไหลกับเสียงลมพัดใบไม้ไหวทำให้เขาเริ่มคิดถึงอาหลิ่งและบ้านริมคลองของเขาแล้ว
เฉินอี้หันหน้าไปยังบริเวณที่เขาคิดว่าน่าจะเป็นฝั่งตรงข้ามของธารน้ำเขาเห็นดวงวิญญาณน้อยใหญ่ส่องแสงเรืองรองอยู่ในความมืดของเขาฝั่งนั้นคงจะเป็นป่าที่สมบูรณ์จึงได้มีวิญญาณสัตว์ทั้งเล็กและใหญ่ให้เห็นค่อนข้างมาก
วิญญาณสัตว์ก็คล้ายกับวิญญาณมนุษย์ที่ยังคงปฏิบัติกิจวัตรของตนเองอย่างสม่ำเสมอเหมือนกับตอนที่ยังมีชีวิตอยู่เพื่อรอเวลาไปสู่ภพภูมิของตนเอง
เฉินอี้ค่อยๆหย่อนมือลงไปในน้ำเพื่อสัมผัสและพบว่ามันเย็นมากจนเขารู้สึกสดชื่นจึงยื่นลงไปทั้งสองมือเพื่อสัมผัสความเย็น เฉินอี้มองลงไปในน้ำแล้วเขาก็ชะงัก
วิญญาณปลาหรือ
เขาไม่เคยเห็นวิญญาณปลามาก่อนแม้แต่คลองที่บ้านก็ไม่มีให้เห็นความทรงจำของเขามีเพียงตอนที่เขาเคยเห็นปลาเมื่อสมัยเด็กก่อนที่เขาจะตาบอดเท่านั้น
ขณะที่เฉินอี้กำลังจ้องมองวิญญาณปลาอย่างตั้งใจอยู่ๆ แขนของเขาก็ถูกดึงจากด้านหลังจนเขาสะดุ้ง
“เจ้าทำอันใด!”
“พี่ลี่หยาง?”
เฉินอี้ไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของจินลี่หยางเพราะมัวแต่ตั้งใจดูวิญญาณปลาแต่เฉินอี้จำเสียงของเขาได้
เฉินอี้เพียงเรียกชื่อเขาแต่ยังมิทันได้เอ่ยอันใดต่อจินลี่หยางก็อุ้มเฉินอี้ขึ้นมาจนตัวลอย เฉินอี้ผวากอดคอเขาด้วยความตกใจ“พี่ลี่หยาง ทำอันใดขอรับ?”
จินลี่หยางมิได้กล่าวอันใดตอบเพียงแต่อุ้มเฉินอี้เดินขึ้นมาและวางเขาลงบนเกวียน
จางฝูลู่ที่กำลังเดินมาหาเฉินอี้กลับถูกจินลี่หยางเสียงดังใส่แทน
“เจ้าไปไหนมา!”
“ข้าไปคุย…..”
“อย่าได้ทิ้งเฉินอี้ไว้ริมน้ำคนเดียวอีก!”จินลี่หยางเอ่ยขึ้นมาทั้งที่จางฝูลู่ยังกล่าวไม่ทันจบและเดินไปขึ้นม้า
จางฝูลู่ขมวดคิ้วพลางมองตามจินลี่หยางและเกาหัวตัวเองยิกๆ“อันใดของเค้ากันล่ะเนี่ย”
[1] เหรินสือ -คล้ายกับบทสวดแผ่เมตตา