“ศิลาเขตแดน? มันคืออะไร?”
เย่เทียนมองไปที่หลิวชิงอี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็นและรอคำตอบของเธอ
หลิวชิงอี้จึงกล่าวอธิบายว่า“เดิมทีศิลาเขตแดนนั้นไม่ใช่สมบัติล้ำค่าอะไร แต่เมื่อหลายปีก่อนมีคนนำศิลาเขตแดนเข้าสู่โลกของสิ่งมหัศจรรย์และพบว่ามันสามารถผนึกสิ่งมหัศจรรย์เอาไว้ได้เพื่อจะนำสิ่งมหัศจรรย์เหล่านั้นออกไปสู่โลกภายนอก แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อออกสู่โลกภายนอกแล้วมันก็ไม่สามารถอยู่ได้นานนักดังนั้นศิลาเขตแดนจึงมีมูลค่าขึ้นทันที โชคร้ายที่ศิลาเขตแดนสามารถใช้ได้เพียงครั้งเดียวและสามารถปิดผนึกสมบัติได้เพียงชิ้นเดียวเท่านั้น”
“ศิลาเขตแดนสามารถผนึกสิ่งมหัศจรรย์แล้วนำออกไปโลกภายนอกได้!”
เย่เทียนทั้งตกใจและประหลาดใจ
เขายังมีหญ้าดาราวิญญาณทมิฬอยู่อีกสามต้นเขาสามารถดูดซับมันได้หนึ่งต้น ส่วนอีกสองต้น เดิมทีเขาคิดว่าเขาคงจะไม่สามารถนำมันออกสู่โลกภายนอกได้จึงจำเป็นต้องแลกเปลี่ยนมันกับสมบัติอื่นๆ แต่ตอนนี้เขาไม่จำเป็นต้องกังวลถึงเรื่องนี้แล้ว
เขาสามารถใช้ศิลาเขตแดนผนึกหญ้าดาราวิญญาณทมิฬสองต้นออกจากโลกของสิ่งมหัศจรรย์เพื่อที่จะมอบมันให้แก่ภรรยาและน้องสาวของเขาได้
“มีศิลาเขตแดนเพียงสามก้อนเท่านั้นหรือ?”
เย่เทียนจ้องมองจักรพรรดิอาทิตย์ทองและถาม
“จักรพรรดิหมื่นสวรรค์ ฉันมีศิลาเขตแดนเพียง3 ก้อนเท่านั้น ฉันได้รับมันมาโดยบังเอิญ แต่ก็ได้มาแค่เพียง 3 ก้อน!” จักรพรรดิอาทิตย์ทองตอบอย่างตรงไปตรงมา
เย่เทียนเก็บศิลาเขตแดนและแบ่งสมบัติอื่นๆให้แก่หลิวชิงอี้และฉินจือซวนก่อนจะบอกให้จักรพรรดิอาทิตย์ทองให้รีบไสหัวไป
หลังจากที่จักรพรรดิอาทิตย์ทองจากไปแล้วหลิวชิงอี้ก็พูดขึ้นว่า “จักรพรรดิหมื่นสวรรค์ คุณวางใจได้ จักรพรรดิอาทิตย์ทองไม่กล้าที่จะแก้แค้นคุณในภายหลังอย่างแน่นอนฉันจะใช้ความสัมพันธ์ของตระกูลเพื่อกดดันตระกูลของจักรพรรดิอาทิตย์ทอง คราวนี้จักรพรรดิอาทิตย์ทองกล้าที่จะร่วมมือกับคนอื่นเพื่อปล้นฉันและจือซวนตระกูลของเขาคงจะไม่ปล่อยให้เขาก่อเรื่องขึ้นได้อีก”
“ผมไม่ได้กังวล!”
เย่เทียนโบกมืออย่างไม่แยแส
เขาไม่จำเป็นต้องกังวล หากมีคนที่ต้องการจะจัดการเขาขึ้นมาจริงๆเขาก็สามารถที่จะปลอมตัวและหนีออกจากเมืองฉินเฟิงได้อย่างง่ายดาย
ดาวสีเงินนั้นมีขนาดใหญ่มากเขาไม่จำเป็นต้องอยู่แค่ในเมืองฉินเฟิงเท่านั้น
และถ้ามีคนกล้าลอบทำร้ายเขาเขาจะต้องทำให้คนผู้นั้นได้รู้ว่าอะไรคือความน่ากลัวที่แท้จริง!
ณ จุดนี้เอง
จักรพรรดิบางคนที่ตอนนี้กำลังแอบสังเกตสถานการณ์อยู่ในระยะไกลครั้นพวกเขาได้เห็นพลังของเย่เทียน พวกเขาจึงล้มเลิกความคิดที่จะแย่งชิงสมบัติจากเย่เทียนในทันที
เย่เทียนนั้นแข็งแกร่งมากเขาเป็นจักรพรรดิ 9 ดาราระดับ 2 เป็นรองแค่จักรพรรดิ 9 ดาราระดับ 1 เท่านั้น
คนเหล่านี้ต่างรู้ตัวดีว่าพวกเขาไม่ใช่คู่มือของเย่เทียนดังนั้นพวกเขาจึงล้มเลิกความคิดที่จะแย่งหญ้าดาราวิญญาณทมิฬจากเย่เทียน
แม้ว่าหญ้าดาราวิญญาณทมิฬจะเป็นสมบัติที่ล้ำค่าแต่มันก็ไม่ใช่สมบัติล้ำค่าที่พวกเขาจะต้องสู้จนสุดชีวิตเพื่อแย่งชิงมันมา
“ไปกันเถอะ!”
เย่เทียนพาหลิวชิงอี้และฉินจือซวนออกจากพื้นที่นี้
หลังจากบินต่อไปได้ไม่นานเขาก็หยุดลงในสถานที่หนึ่ง
จากนั้นเขาก็ส่งหญ้าดาราวิญญาณทมิฬให้กับฉินจือซวน“จือซวน นี่คือหญ้าดาราวิญญาณทมิฬของคุณ!”
“คุณมอบมันให้ฉัน แล้วคุณล่ะ…”
ฉินจือซวนรู้สึกกระดากอายเล็กน้อยแม้ว่าเธอจะต้องการหญ้าดาราวิญญาณทมิฬเป็นอย่างมาก แต่หญ้าดาราวิญญาณทมิฬต้นนี้เย่เทียนเป็นคนได้มันมาด้วยตนเอง
หากเธอรับมันมาง่ายๆ เช่นนี้ภายในใจของเธอย่อมรู้สึกผิดเป็นแน่
“รับมันไปเถอะ พวกเราตกลงกันไว้แล้วว่าถ้ามีหญ้าดาราวิญญาณทมิฬส่วนเกินอยู่ละก็มันถึงจะเป็นของผม นอกจากนี้ผมก็ไม่ค่อยสนใจหญ้าดาราวิญญาณทมิฬมากนัก ถ้าคุณรู้สึกไม่ดีคุณใช้สมบัติอื่นๆ มาแลกเปลี่ยนกับมันก็ได้!” เย่เทียนกล่าว
ฉินจือซวนรู้สึกตื้นตันใจเล็กน้อยเธอคิดว่าเย่เทียนจงใจพูดแบบนี้ แต่ในความเป็นจริงใครกันที่จะไม่สนใจหญ้าดาราวิญญาณทมิฬ?
แต่เธอก็ไม่อยากละทิ้งหญ้าดาราวิญญาณทมิฬไปดังนั้นเธอจึงหยิบสมบัติอื่นๆ ที่เธอได้รับออกมาและมอบมันให้แก่เย่เทียน
“นี่มันมากเกินไปแล้ว!”
เย่เทียนยิ้มอย่างขมขื่น ฉินจือซวนมอบสมบัติมากมายให้แก่เขา
เขาใช้พรสวรรค์ล่าสมบัติตรวจสอบสมบัติทั้งหมดมีสมบัติหลายชิ้นที่เปล่งแสงสีทองออกมา
“ถ้าคุณไม่รับมันไป ฉันก็จะไม่เอาหญ้าดาราวิญญาณทมิฬเหมือนกัน!”ฉินจือซวนกล่าวอย่างหนักแน่น
“ก็ได้!”
เย่เทียนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมรับสมบัติเหล่านี้จากนั้นฉินจือซวนก็รับหญ้าดาราวิญญาณทมิฬจากเขาไป
“พวกเราแยกกันสำรวจดีหรือไม่? เพราะถ้าพวกเรายังคงออกตามหาสมบัติด้วยกันแบบนี้โอกาสที่จะได้รับสมบัติก็จะน้อยลง!”
เย่เทียนเสนอ
“ตกลง!”
หลิวชิงอี้พยักหน้าเห็นด้วย
แผนการเดิมของพวกเขาคือการร่วมมือกันเพื่อช่วยกันแย่งชิงหญ้าดาราวิญญาณทมิฬในทะเลสาบซิงไห่
แต่ตอนนี้พวกเขาออกจากทะเลสาบซิงไห่แล้วถ้าพวกเขายังคงร่วมมือกัน พวกเขาจะไม่สามารถแบ่งสมบัติกันได้ลงตัว
นอกจากนี้ภายในหนึ่งปีนี้พวกเขายังต้องฝึกฝนตนอีกดังนั้นจึงไม่สะดวกนักที่จะอยู่ร่วมกันเช่นนี้
หลังจากสนทนากันอีกชั่วครู่เย่เทียนก็เป็นคนแรกที่หันหลังจากไป
อีก 10 นาทีต่อมา
เขาก็มาถึงภูเขาแห่งหนึ่งและเปิดถ้ำชั่วคราวไว้จากนั้นก็จัดวางค่ายกลและตรวจสอบสมบัติต่างๆ ที่เขาได้รับมา
อย่างแรกคือหญ้าดาราวิญญาณทมิฬ
“ใช้ศิลาเขตแดนลองผนึกหญ้าดาราวิญญาณทมิฬก่อน!”
เย่เทียนหยิบศิลาเขตแดนสีเทาออกมาและถ่ายเทพลังปราณลงไปเพื่อกระตุ้นพลังของศิลาเขตแดน
ทันใดนั้นศิลาเขตแดนก็กลายเป็นโล่แสงสีเทาปกคลุมหญ้าดาราวิญญาณทมิฬไว้
วินาทีถัดมา
ศิลาเขตแดนก็กลับคืนสู่สภาพเดิมแต่ด้านในกลับปรากฏภาพของหญ้าดาราวิญญาณทมิฬอยู่
ในตอนนี้ หญ้าดาราวิญญาณทมิฬถูกผนึกโดยศิลาเขตแดนเรียบร้อยแล้วแม้ว่าจะกลับสู่โลกภายนอก หญ้าดาราวิญญาณทมิฬก็จะไม่กลายเป็นหญ้าธรรมดา
หลังจากนั้นเย่เทียนก็ผนึกหญ้าดาราวิญญาณทมิฬอีกต้นด้วยศิลาเขตแดน
ณ ตอนนี้เขาก็ได้ผนึกหญ้าดาราวิญญาณทมิฬทั้งสองต้นเรียบร้อยแล้ว
จากนั้นเขาก็เริ่มดูดซับหญ้าดาราวิญญาณทมิฬต้นที่สามอย่างช้าๆ
ฟูม!
พลังงานสายหนึ่งพุ่งเข้าสู่จิตวิญญาณของเย่เทียนและเริ่มปรับแต่งจิตวิญญาณของเขาเพื่อเพิ่มระดับความเข้าใจ
ไม่นานหลังจากนั้นเย่เทียนก็เปิดตาขึ้นเขาสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของจิตวิญญาณ
“ระดับความเข้าใจเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจริงๆด้วย ถ้าสมบัติเช่นนี้สามารถนำออกไปยังโลกภายนอกได้ มันจะต้องสร้างความโกลาหลครั้งใหญ่อย่างแน่นอน!”เย่เทียนพึมพำ
จากนั้นเขาก็เริ่มตรวจสอบสมบัติอื่นๆที่ได้มา
สมบัติส่วนใหญ่ที่เขาได้รับมานั้นมีคุณสมบัติธาตุน้ำมันสามารถช่วยในการขัดเกลาร่างกาย ซึ่งมีผลลัพธ์ใกล้เคียงกับหยดวารีระดับห้า
แต่สมบัติธาตุน้ำมากมายขนาดนี้หากเย่เทียนค่อยๆ ดูดซับและสกัดกลั่นมันอย่างช้าๆ เวลา 1 ปีคงไม่เพียงพอ
“เราคงต้องกินมันก่อนแล้วค่อยดูดซับ!”เย่เทียนตัดสินใจ
การกินสมบัติเข้าไปเป็นกระบวนการการฝึกฝนที่หยาบกระด้างที่สุดยกตัวอย่างเช่นหยดวารีระดับห้า หากเขาเลือกที่จะกินมันลงไปโดยตรง พลังปราณส่วนใหญ่จะสลายหายไปมันจะไม่ได้ถูกนำมาขัดเกลาร่างกายทั้งหมด
หลังจากนั้นเขาก็หยิบหยดวารีระดับห้าออกมาวางไว้ข้างๆและใช้พรสวรรค์เบญจธาตุผันแปรดูดซับพลังปราณจากหยดวารีระดับห้าเพื่อขัดเกลาร่างกายนี่เป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดในการดูดซับ
แต่เย่เทียนได้รับสมบัติธาตุน้ำมาจำนวนมากเกินไปและเขาก็ไม่สามารถนำมันออกไปสู่โลกภายนอกได้
ตอนนี้เขากำลังมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มระดับการบ่มเพาะโดยเร็วที่สุดเขาจึงไม่สนใจว่าจะต้องสูญเสียพลังปราณจากสมบัติเหล่าไปมากแค่ไหน
หากเขากินสมบัติธาตุน้ำเข้าไปและชักนำพลังปราณธาตุน้ำมาขัดเกลาร่างกายอย่างบ้าคลั่งแม้ว่าจะสูญเสียพลังปราณส่วนใหญ่ไป แต่ความเร็วของมันย่อมดีกว่าการค่อยๆ ดูดซับอย่างช้าๆหลายเท่าตัว
“มาเริ่มกันเลย!”
เย่เทียนกลืนสมบัติธาตุน้ำที่เรียกว่าหญ้าวารีเข้าไป
ฟูม!!!
พลังจากหญ้าวารีระเบิดออกมาเย่เทียนชักนำปราณเหล่านั้นหล่อหลอมร่างกายอย่างบ้าคลั่ง แต่พลังปราณธาตุน้ำส่วนใหญ่ยังคงกระจายออกไป
วันแล้ววันเล่าผ่านไป
เย่เทียนกินสมบัติธาตุน้ำไปเป็นจำนวนมากทำให้ร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้น ตอนนี้เขาอยู่ไม่ไกลจากขีดจำกัดของร่างกายครั้งที่14 แล้ว
พริบตาเดียวหนึ่งเดือนก็ผ่านไป!
ด้วยการเร่งเวลาขึ้น 10 เท่ามันเท่ากับว่าเย่เทียนได้ฝึกฝนมาแล้วกว่า 10 เดือน หลังจากกินสมบัติธาตุน้ำเข้าไปจำนวนมากในที่สุดเขาก็ได้สัมผัสถึงขีดจำกัดของร่างกายครั้งที่ 14
ตูม!!!
เขารวบรวมพลังปราณภายในร่างพุ่งออกไปชนเข้ากับคอขวดและทันใดนั้นขีดจำกัดของร่างกายครั้งที่ 14 ก็ถูกทำลายลง!
ในอดีตเย่เทียนเคยกังวลว่าเขาจะไม่มีสมบัติเพียงพอที่จะทำลายขีดจำกัดของร่างกายต่อไปแต่ตอนนี้เขาไม่จำเป็นต้องกังวลถึงเรื่องนี้แล้ว เย่เทียนกินสมบัติธาตุน้ำลงไปอีกเพื่อเติมเต็มพลังงานของร่างกายที่สูญเสียไป
ไม่นานพลังงานในร่างกายของเขาก็ถูกเติมเต็ม
ถึงตอนนี้ เย่เทียนก็ได้บรรลุถึงขั้นที่14 อย่างสมบูรณ์
เป้าหมายต่อไปของเขาคือการทำลายขีดจำกัดของร่างกายครั้งที่15!