เหวยเหนียง หมอดูเทวดา

    ตอนที่ 53 ไม่ง่าย

            “เอ่อ คือว่า ผิงหลางถูกองค์หญิงตียาวางยาพิษนั่นจึงทำให้นางไม่เป็นตัวของตัวเองนางยอมทำตามคำสั่งขององค์หญิงทุกอย่างอย่างคนไร้สติ หากปล่อยไว้เช่นนี้นานวันเข้าพิษในตัวนางอาจกำเริบจนถึงขั้นเสียชีวิตได้” ฝ่าบาททรงกังวล

            “ท่านหมอเสี่ยวอี้รักษาไม่ได้งั้นหรือเพคะ”เหวยเหนียงสงสัย

            ฝ่าบาททรงส่ายพระพักตร์ช้าๆ อย่างจนปัญญา

            “แล้วองค์หญิงทรงยอมมอบยาแก้พิษให้หรือเปล่าพะย่ะค่ะ”ซูเยี่ยนสงสัย

            “องค์หญิงจะมอบให้ก็ต่อเมื่อเจ้ายินยอมแต่งงานกับองค์หญิงเท่านั้น เราอยากจะจับนางแล้วเค้นเอายาแก้พิษจากนางแต่ก็ทำไม่ได้ เพราะนางเป็นถึงองค์หญิงแห่งแคว้นเหลียว หากนางเกิดอันตรายท่านอ๋องแห่งแคว้นเหลียวได้ยกทัพมาที่นี่เป็นแน่บ้านเมืองของพวกเราเพิ่งจะบูรณะไปไม่นานประกอบกับพวกเราได้สูญเสียไพร่พลครั้งเมื่อเกิดสงครามภายในแคว้นจึงไม่มีความพร้อมที่จะก่อศึกสงครามในช่วงนี้” ฝ่าบาททรงตรัสความจำเป็น

            “กระหม่อมมีฮูหยินอยู่แล้วนะพะย่ะค่ะและกระหม่อมก็ไม่อยากมีอนุภรรยาด้วย” ซูเยี่ยนไม่ยอม

            “องค์หญิงไม่ได้ต้องการเป็นอนุภรรยานางต้องการเป็นฮูหยินหนึ่งเดียวของเจ้า” ฝ่าบาทตรัส

            “กระหม่อมไม่มีวันเลิกกับเหวยเหนียงแน่นอนพะย่ะค่ะ”ซูเยี่ยนจับมือฮูหยินไว้แน่น

            “ถ้าเราปลดเจ้าออกจากตำแหน่งแม่ทัพล่ะ”ฝ่าบาทตรัสขู่

            “กระหม่อมยินดีเป็นชาวบ้านธรรมดาขอเพียงได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเหวยเหนียงพะย่ะค่ะ” ซูเยี่ยนยอมแลกด้วยตำแหน่งขอเพียงได้อยู่กับคนที่รัก

            “เอาล่ะ เราเองก็ไม่อยากทำแต่เพื่อรักษาชีวิตของผิงหลางแล้ว เราคงจำเป็นต้องบีบบังคับเจ้า” ฝ่าบาททรงใช้วิธีการขั้นเด็ดขาด

            “พระองค์ทรงจะทำอะไรพะย่ะค่ะ”ซูเยี่ยนสงสัย

            “ทหาร! จับกุมเหวยเหนียงเดี๋ยวนี้”ฝ่าบาทตรัสสั่ง

            “ไม่ได้นะพะย่ะค่ะ” ซูเยี่ยนกำลังจะเข้าไปช่วยฮูหยินแต่ทั้งเขาและฮูหยินถูกดาบจ่อไปที่คอทำให้เขาไม่กล้าขยับเพราะกลัวฮูหยินจะได้รับอันตราย

            “ฝ่าบาทเพคะ! ทรงเมตตาต่อครอบครัวของหม่อมฉันด้วยเถิดนะเพคะ” เหวยเหนียงขอร้อง

            “แล้วเจ้าไม่สงสารสหายของเจ้าบ้างเลยงั้นหรือหรือว่าผิงหลางไม่ใช่สหายของเจ้าอีกต่อไปแล้ว” ฝ่าบาทตรัส

            “พวกเราค่อยคิดหาทางอื่นดีมั้ยพะย่ะค่ะ”ซูเยี่ยนขอเวลาคิดไตร่ตรอง

            “เราไม่มีเวลาไตร่ตรองอะไรอีกแล้วกงกงอ่านราชโองการ” ฝ่าบาททรงไม่รับฟัง

            “พะย่ะค่ะ” กงกงรับพระราชโองการมาอ่าน “แม่ทัพซูเยี่ยนได้สร้างความดีความชอบไว้มากมายดังนั้นเราจะประทานสมรสพระราชทานระหว่างซูเยี่ยนและองค์หญิงตียาแห่งแคว้นเหลียวเพื่อเป็นรางวัลแต่เนื่องจากองค์หญิงไม่ปรารถนาที่จะเป็นอนุภรรยาดังนั้นเราขอบังคับให้เหวยเหนียงเขียนใบหย่าในตอนนี้เราจะเป็นผู้เก็บใบหย่านั้นให้เอง และให้เหวยเหนียงไปอยู่ที่วัดจือหมิงตลอดระยะเวลาสิบวันเพื่อป้องกันไม่ให้เหวยเหนียงลอบไปมีความสัมพันธ์กับว่าที่พระราชบุตรเขยแห่งแคว้นเหลียวหากทั้งสองไม่ทำตามจะมีโทษประหารเก้าชั่วโคตร จบราชโองการ”

            “ฝ่าบาทพะย่ะค่ะได้โปรดเมตตาพวกเราด้วยเถิด ได้โปรดอย่าทำแบบนี้เลยนะพะย่ะค่ะ” ซูเยี่ยนขอร้อง

            “หรือว่าเจ้าอยากให้ครอบครัวแม่ทัพซูเยี่ยนโดนประหารทั้งหมดล่ะเหวยเหนียง”ฝ่าบาททรงหันไปกล่าวกับเหวยเหนียงเพื่อกดดันนาง

            “ก็ได้เพคะ! หม่อมฉันยอมแล้ว หม่อมฉันยอมเขียนใบหย่าแล้วเพคะ” เหวยเหนียงกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

            “ไม่นะเหวยเหนียง! เจ้าทำแบบนี้ไม่ได้นะ” ซูเยี่ยนไม่ยอม

            “ท่านพี่เจ้าคะ ท่านยังมีท่านแม่ซูหลินและญาติพี่น้องอีกตั้งมากมายนะเจ้าคะ หากพวกเรายังคงขัดขืนต่อไปนอกจากจะสูญเสียผิงหลางไปแล้ว ยังต้องสูญเสียวงศ์ตระกูลทั้งหมดของท่านด้วยชาตินี้พวกเราไร้วาสนาต่อกันไว้ชาติหน้าพวกเราค่อยเคียงคู่โดยไร้ซึ่งอุปสรรคขัดขวางนะเจ้าคะ” เหวยเหนียงกล่าวทั้งน้ำตา

            “ขอบใจมากเหวยเหนียง เอาล่ะพวกเจ้าจงนำเครื่องเขียนมาเดี๋ยวนี้” ฝ่าบาทตรัสสั่ง

            “พะย่ะค่ะ” กงกงรับคำ

            เหวยเหนียงจำต้องเขียนใบหย่าเป็นครั้งที่สองในระหว่างที่เขียนอยู่นั้น น้ำตาก็หยดใส่กระดาษแหมะๆ นางคิดในใจว่า “ข้าขอโทษนะเจ้าคะท่านพี่ข้าไม่อยากเป็นต้นเหตุทำให้หลายคนต้องมาตายเพราะข้าข้าจะเก็บท่านไว้เป็นความทรงจำที่ดีของข้าตลอดไปเจ้าค่ะ”

            หลังจากเหวยเหนียงเขียนเสร็จและถวายให้ฝ่าบาทเรียบร้อยแล้วเหวยเหนียงก็ถูกจับกุมตัวไปที่ไหนสักที่

            “ทรงจะพานางไปที่ไหนพะย่ะค่ะ”ซูเยี่ยนรีบถาม

            “นางต้องอยู่ในวังชั่วคราวและพอถึงวันที่เจ้าได้แต่งงานกับองค์หญิง เราจะส่งนางไปอยู่ที่วัดจือหมิงโดยมีทหารองครักษ์คอยคุ้มครองนางอย่างแน่นหนา” ฝ่าบาทตรัส

            “ทำแบบนั้นนางก็ไม่ต่างอะไรกับนักโทษเลยนะพะย่ะค่ะ” ซูเยี่ยนกล่าว

            “เราขอโทษด้วยเราจำเป็นต้องป้องกันไม่ให้เจ้าและเหวยเหนียงลอบพบกัน ตอนนี้ท่านกลับไปที่บ้านเพื่อเตรียมตัวเถิดวันพรุ่งนี้คือวันแต่งงานของเจ้า” ฝ่าบาทตรัสบังคับ

            ซูเยี่ยนไม่อาจแย้งหรือต่อต้านอะไรได้อีกต่อไปเขามองไปที่เหวยเหนียงที่กำลังถูกทหารคุมตัวโดยมีดาบจ่อไปที่คอเขาก็เลยจำต้องคารวะฝ่าบาทแล้วเดินจากไปทันที

            *****************************

            ณ บ้านของซูเยี่ยน

            “กลับมาแล้วหรือลูกแม่เตรียมอาหารไว้รอแล้ว พวกเจ้ารีบไปอาบน้ำแล้วมาทานด้วยกันนะ” ท่านแม่ของซูเยี่ยนกล่าว

            “เอ่อ ท่านแม่ขอรับพวกเขาคือกงกงและนางกำนัลที่จะมาช่วยจัดงานแต่งงานในวันพรุ่งนี้ขอรับ” ซูเยี่ยนแนะนำ

            “งานแต่งงานอะไรกันเจ้ากับเหวยเหนียงจะแต่งงานกันใหม่อย่างนั้นหรือ” ท่านแม่ไม่เข้าใจ

            “แม่ทัพซูเยี่ยนและเหวยเหนียงหย่าขาดกันแล้วลูกชายท่านจะต้องแต่งงานกับองค์หญิงตียาแห่งแคว้นเหลียวในวันพรุ่งนี้ขอรับ”กงกงอธิบายแทน

            “ไม่ได้นะ! ข้าไม่อนุญาต เอาลูกสะใภ้ของข้าคืนมานะ” ท่านแม่ไม่ยอม

            “ท่านแม่ขอรับ! พวกเราไม่อาจขัดรับสั่งฝ่าบาทได้ไม่เช่นนั้นอาจมีโทษประหารเก้าชั่วโคตรนะขอรับ” ซูเยี่ยนเตือน

            “ทำไมฝ่าบาทถึงทรงโหดร้ายกับพวกเราแบบนี้พวกเราทำผิดอะไรนักหนา” ท่านแม่ตัดพ้อ

            “บังอาจ! ท่านไม่ควรกล่าวโทษฝ่าบาทเช่นนี้ลูกชายท่านโชคดีแค่ไหนที่เป็นที่ต้องตาต้องพระทัยองค์หญิงและจะได้เป็นถึงพระราชบุตรเขยแห่งแคว้นเหลียวเชียวนะ” กงกงกล่าว

            “ท่านจะบอกว่าเสน่ห์ของลูกชายข้าเป็นพิษอย่างนั้นหรือ”ท่านแม่คิดว่าภัยครั้งนี้เกิดจากองค์หญิงทรงถูกพระทัยในตัวลูกชาย

            “พวกท่านทำตัวตามสบายเถิดพวกเรากินง่ายนอนง่าย พวกเราไม่รบกวนอะไรมากนักหรอก เตรียมตัวให้ดีก็แล้วกันอย่าคิดหนีเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นเหวยเหนียงอาจได้รับโทษเพิ่ม” กงกงรีบขู่

            “นางไม่ได้ทำผิดอะไรเสียหน่อยท่านทำแบบนั้นกับนางไม่ได้นะ” ซูเยี่ยนแย้ง

            “พวกท่านยอมทำตามรับสั่งของฝ่าบาทเถิดหากไม่อยากสูญเสียเหวยเหนียงไปน่ะ” กงกงขู่อีก

            ซูเยี่ยนอาบน้ำและทานอาหารกับท่านแม่ไปได้หน่อยนึง ก็ขอตัวไปนอนอย่างอิดโรย ตอนนี้เขาเดินราวกับซากศพเดินได้และค่อยๆ ล้มตัวลงนอน เขาคิดในใจว่า “ข้าทำกรรมอะไรนักหนาเหตุใดชีวิตรักของข้าถึงได้มีอุปสรรคมากมายเช่นนี้”

            *****************************

            ณ ที่ประทับของฝ่าบาท

            องค์หญิงตียาเข้าเฝ้าฝ่าบาทกลางดึก

            “ซูเยี่ยนตกลงแต่งงานกับเจ้าแล้วและไหนล่ะยาแก้พิษ” ฝ่าบาททรงทวง

            “ขอบพระทัยเพคะ นี่เพคะ ยาแก้พิษ”องค์หญิงทรงถวายขวดยาที่บรรจุยาแก้พิษไว้หนึ่งเม็ด

            “ยาเป็นของจริงหรือไม่” ฝ่าบาททรงระแวง

            “สุดแต่พระทัยเถิดเพคะหากทรงไม่เชื่อ ก็ไม่ต้องให้ผิงหลางกินยาสิเพคะ” องค์หญิงตรัส

            ฝ่าบาททรงรับมาเก็บไว้แล้วตรัสว่า “เจ้าจงไปเตรียมตัวเถิดเจ้าอยู่แคว้นฉินก็ต้องแต่งงานตามประเพณีแคว้นฉินในตอนเช้าจะมีขบวนเกี้ยวไปรับเจ้า อย่าผิดฤกษ์ยามเด็ดขาด หากเจ้าแต่งตัวช้าเกี้ยวจะไม่มีการรอคอยใดๆ ทั้งสิ้น และเราจะถือว่าการแต่งงานเป็นโมฆะ”

            องค์หญิงทรงดำริในพระทัยว่า “ทรงจะหาทางยกเลิกงานแต่งงานล่ะสิแต่ไม่มีวันซะหรอก เราจะตื่นมาแต่งตัวตอนตะวันยังไม่โผล่เลยล่ะ”

            “จงจำไว้ หากผิงหลางเป็นอะไรไปเราจะสังหารเจ้าทันที เราไม่สนเรื่องศึกสงครามระหว่างแคว้นเราจะถือว่าเป็นไงเป็นกัน และเจ้านั้นเป็นผู้จุดชนวนสงครามครั้งนี้ ไม่ใช่เรา”ฝ่าบาททรงขู่

            “หม่อมฉันไม่หลอกลวงพระองค์แน่เพคะแต่ฤทธิ์ยาแก้จะออกฤทธิ์หลังกินยาหนึ่งวันไปแล้วเพคะ ทรงอดทนรอสักหน่อยนะเพคะ”องค์หญิงตรัสไว้ก่อนเพราะยาออกฤทธิ์ช้า

            “หากหลังจากหนึ่งวันไปแล้วไม่เกิดอะไรขึ้น เจ้าเตรียมตัวรอความตายได้เลย” ฝ่าบาททรงคาดโทษ

            “เพคะ” องค์หญิงทรงรับคำและยิ้มมุมพระโอษฐ์และทรงดำริในพระทัยว่า “ยาแก้มีสองเม็ดอีกเม็ดหม่อมฉันจะมอบให้หลังจากที่หม่อมฉันได้แต่งงานกับซูเยี่ยนแล้วเท่านั้นเพคะ”

            *****************************

            ณ ห้องพักรักษาพยาบาล

            “ยานี้ใช่ของจริงหรือไม่”ฝ่าบาททรงกังวล

            “กระหม่อมไม่แน่ใจพะย่ะค่ะคงต้องให้ผิงหลางลองกินยาเท่านั้น” ท่านหมอเสี่ยวอี้กล่าว

            “เราไม่อยากให้นางเสี่ยงชีวิตแบบนั้นน่ะสิ”ฝ่าบาทตรัส

            “พวกเราไม่มีเวลามากขนาดนั้นเพราะพิษในตัวของผิงหลางอาจกำเริบในไม่ช้านี้พะย่ะค่ะ” ท่านหมอกังวล

            “หากเป็นยาพิษขึ้นมาจะว่ายังไง”ฝ่าบาททรงกลัว

            “กระหม่อมจะเฝ้าดูอาการของผิงหลางอย่างใกล้ชิดหากเกิดอะไรขึ้น กระหม่อมจะรีบรักษาโดยใช้ยาสกัดพิษทันทีพะย่ะค่ะ” ท่านหมอกล่าว

            “เอาล่ะ ให้นางทานยาเถิดองค์หญิงกล่าวว่าต้องรอหนึ่งวันเต็มๆ กว่าพิษจะสลายไป” ฝ่าบาททรงลองเสี่ยง

            “พะย่ะค่ะ” ท่านหมอรับขวดยามาจากฝ่าบาท

            ท่านหมอเสี่ยวอี้ป้อนยาให้ผิงหลางทานและให้ดื่มน้ำตามจากนั้นฝ่าบาทก็ทรงประคองให้ผิงหลางค่อยๆ นอนบนเตียงดีๆ

            “เจ้าจงเฝ้าดูอาการนางตลอดคืนนี้ไปก่อนวันนี้เราต้องอ่านฎีกาทั้งคืนจึงไม่มีเวลาเอาไว้คืนวันพรุ่งนี้เราจะเป็นฝ่ายเฝ้าดูอาการของนางเอง” ฝ่าบาทตรัส

            “พะย่ะค่ะ”

            *****************************

            และแล้วองค์หญิงตียาก็ทรงตื่นจากบรรทมมาอาบน้ำแต่งตัวทันเวลาพอดีพอเกี้ยวเจ้าสาวมาถึง พระองค์ก็ทรงพร้อมขึ้นเกี้ยว โดยไม่ผิดเวลาแม้แต่นิดเดียว

            ซูเยี่ยนที่สวมชุดเจ้าบ่าวตอนนี้รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาได้หายไปตลอดกาลหลังจากได้เลิกรากับเหวยเหนียงไปแล้วเขากลายเป็นเหมือนหุ่นกระบอกที่ทำตามรับสั่งตามหน้าที่ ตอนนี้หน้าที่ของซูเยี่ยนผู้ที่มีสีหน้าเย็นชาก็คือการขี่ม้านำขบวนเจ้าสาวเพื่อมุ่งหน้าไปที่บ้านของเจ้าบ่าว

            ในระหว่างที่ขบวนเจ้าสาวได้เคลื่อนไปที่บ้านของซูเยี่ยนรถม้าของเหวยเหนียงก็ได้สวนทางกับขบวนเจ้าสาว

            เหวยเหนียงแง้มผ้าม่านเพื่อดูบรรยากาศภายนอกนางก็เห็นอดีตสามีกำลังกลายเป็นเจ้าบ่าวของผู้หญิงคนอื่นนางทนดูไม่ได้ก็เลยรีบปิดผ้าม่านและปาดน้ำตาด้วยความอาลัย

            ทางด้านซูเยี่ยนก็มัวแต่มองไปข้างหน้าอย่างเดียวเขาก็เลยไม่เห็นรถม้าของเหวยเหนียงที่เคลื่อนผ่านไปแล้วนับว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองได้ขาดสะบั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

            แต่ทว่าพอรถม้าของเหวยเหนียงออกจากประตูเมืองหลวงไปแล้วขบวนเจ้าสาวที่เกือบจะเคลื่อนไปถึงบ้านเจ้าบ่าวอยู่แล้วเชียว แต่อยู่ดีๆก็มีชายชุดดำทั้งห้าลอบโจมตีขบวนเจ้าสาว

            ซูเยี่ยนไม่รอช้าเขารีบยืมดาบจากทหารที่คุมขบวนและรับมือกับโจรร้ายเพื่อปกป้ององค์หญิงยิ่งชีวิต

            “พวกเจ้าเป็นใครกันกล้าดียังไงถึงลอบสังหารองค์หญิงแห่งแคว้นเหลียว” ซูเยี่ยนกล่าว

            “ใครจะบอกให้โง่เล่า” ชายชุดดำคนหนึ่งตอบ

            ซูเยี่ยนฟาดฟันดาบไม่ยั้ง และเตะถีบจนชายชุดดำทั้งสี่คนพากันล้มไม่เป็นท่าแต่มีหนึ่งคนที่มีฝีมือไม่ธรรมดา พอเขามองเห็นว่าซูเยี่ยนมีฝีมือเก่งกาจเขาก็เลยซัดเข็มพิษใส่ซูเยียนแบบไม่ทันตั้งตัวตอนนี้เข็มสามเล่มได้ปักไปที่แขนซ้ายของซูเยี่ยนเข้าเต็มๆ

            “จับพวกมัน” ซูเยี่ยนคุกเข่าเพราะพิษออกฤทธิ์ทำให้เขาอ่อนกำลังลงเขาก็เลยสั่งทหารคนอื่น

            “555 ไม่มีวันซะหรอก” คนร้ายได้ใช้ระเบิดควันพากันหลบหนีทันทีก่อนที่มือปราบที่ทราบข่าวจากชาวบ้านจะมาถึงที่เกิดเหตุ

            เจ้าสาวรีบเปิดผ้าคลุมหน้าแล้ววิ่งไปดูอาการของซูเยี่ยนที่กำลังนอนหมดสติเพราะได้รับพิษรุนแรงองค์หญิงทรงเขย่าตัวว่าที่เจ้าบ่าว “ซูเยี่ยน! ซูเยี่ยน! เจ้าเป็นอะไรไปน่ะซูเยี่ยน”

            องค์หญิงทรงเห็นว่าว่าที่สามีได้รับพิษจึงสั่งทหารให้แบกซูเยี่ยนกลับเข้าวัง เพื่อให้เขาได้รับการรักษาจากหมอหลวงเก่งๆในวัง

            *****************************

            ณ ห้องพักรักษาพยาบาลที่อยู่คนละห้องกับผิงหลาง

            “เขาเป็นอย่างไรบ้างท่านหมอ”องค์หญิงตรัสอย่างร้อนรน

            “เขาได้รับพิษรุนแรงพะย่ะค่ะ”ท่านหมอเสี่ยวอี้รายงาน

            “และพิษนั้นคือพิษอะไรมียาแก้หรือไม่” องค์หญิงทรงรีบตรัส

            “เขาได้รับพิษลืมตนของมารจันทน์ผาและไม่มียาแก้พิษพะย่ะค่ะ” ท่านหมอจนปัญญา

            “แล้วพิษนั่นออกฤทธิ์ยังไง”องค์หญิงทรงสงสัยเพราะทรงไม่รู้จักพิษชนิดนี้

            “เขาจะกลายเป็นเด็กสิบขวบไปตลอดชีวิตพะย่ะค่ะ”ท่านหมอกล่าว

            “อะไรนะ! เขาจะไม่ใช่แม่ทัพซูเยี่ยนคนเดิมอีกต่อไปแล้วงั้นหรือ”องค์หญิงทรงตกพระทัย

            “ใช่แล้วพะย่ะค่ะ” ท่านหมอพยักหน้า

            “เราไม่แต่งกับเขาแล้ว” องค์หญิงตรัสอย่างเอาแต่พระทัย

            “ไม่ได้เด็ดขาด! ในเมื่อเจ้าอยากแต่งกับเขานักหนา เจ้าก็ต้องดูแลเขาไปตลอดชีวิต” ฝ่าบาทเสด็จมาและได้ยินที่องค์หญิงตรัสพอดี

            “ฝ่าบาท! แต่เขากลายเป็นเด็กปัญญาอ่อนไปแล้วแล้วจะให้หม่อมฉันอยู่กับเขาได้อย่างไรเพคะ” องค์หญิงทรงแย้ง

            “ทหาร! พาพระราชบุตรเขยแห่งแคว้นเหลียวไปที่ตำหนักขององค์หญิงตียาเดี๋ยวนี้”ฝ่าบาทตรัสสั่ง

            “หม่อมฉันยังไม่ได้แต่งงานกับเขาเลยนะเพคะ”องค์หญิงทรงรีบแย้ง

            “ก็ในเมื่อเจ้าใช้ผิงหลางเป็นเครื่องต่อรองให้เราไปบีบบังคับให้สองสามีภรรยาเลิกกันแล้วเจ้าก็ต้องรับผิดชอบชีวิตซูเยี่ยนสิ” ฝ่าบาทตรัส

            “แต่ว่า….” องค์หญิงทรงเถียงไม่ได้เพราะฝ่าบาทตรัสแทรก

            “ไปได้แล้ว! เราไม่อยากให้เจ้ารบกวนผิงหลางที่กำลังนอนอยู่ห้องข้างๆ ” ฝ่าบาทตรัส

            “เพคะ” องค์หญิงเสด็จกลับตำหนักด้วยความไม่พอพระทัย

            *****************************

            ในเวลาเที่ยงตรง ณ ที่ประทับของฝ่าบาท

            องค์หญิงตียาทรงร้องห่มร้องไห้ไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทในสภาพยับเยิน

            “มันเกิดอะไรขึ้น! เหตุใดเจ้าถึงมีสภาพเช่นนี้” ฝ่าบาททรงทอดพระเนตรเห็นองค์หญิงนั้นมีผมเผ้ายุ่งเหยิงใบหน้าเต็มไปด้วยหมึกป้าย ทำให้หน้าดำจนไม่เหลือเค้าโครงว่าเป็นองค์หญิงเนื้อตัวขององค์หญิงเปียกโชก แต่พระนางทรงใช้เสื้อคลุมคลุมตัวเอาไว้

            “ฮือฮือหม่อมฉันไม่ไหวแล้วนะเพคะ พอซูเยี่ยนกลายเป็นเด็ก เขาก็ซนมากตอนกลางคืนเขาแอบใช้หมึกเขียนใบหน้าของหม่อมฉันไม่เพียงเท่านั้นยังฉีกเสื้อผ้าของหม่อมฉันเล่นจนขาดไปหมดพอหม่อมฉันจะเข้าไปเอาเรื่อง เขาก็วิ่งหนีล่อให้หม่อมฉันเดินเข้าไปตรงกับดักทำให้ถังน้ำที่อยู่บนคานเทน้ำใส่หัวของหม่อมฉันจนเปียกโชกอย่างที่เห็นพอหม่อมฉันจะสั่งทหารให้วิ่งไปจับตัวเขา เขาก็หนีเร็วมาก แถมซ่อนตัวเก่งมากป่านนี้ยังหาตัวเขาไม่เจอเลยเพคะ” องค์หญิงทรงฟ้องทั้งน้ำตา

            “เจ้ากลับไปอาบน้ำแต่งตัวดีๆก่อนดีมั้ย เราจะส่งเสื้อผ้าชุดใหม่ไปให้” ฝ่าบาทตรัส

            “หม่อมฉันทนไม่ไหวแล้วจริงๆอย่าให้หม่อมฉันอยู่กับซูเยี่ยนอีกเลยนะเพคะ” องค์หญิงทรงขอร้อง

            “หากเจ้าอยากเลิกรากับซูเยี่ยนเจ้าก็ต้องเป็นคนไปขอร้องให้ภรรยาเก่าของซูเยี่ยนมารับตัวซูเยี่ยนกลับคืนไปสิ”ฝ่าบาทตรัส

            “นางจะรับคืนหรือเพคะซูเยี่ยนกลายเป็นเด็กซนแบบนี้ไปแล้ว” องค์หญิงทรงกังวล

            “หากเหวยเหนียงไม่ยอมรับเจ้าก็ต้องรับผิดชอบอยู่ดูแลซูเยี่ยนไปตลอดชีวิต” ฝ่าบาททรงยิ้มมุมพระโอษฐ์

            “ก็ได้เพคะ! หม่อมฉันจะไปเกลี้ยกล่อมเหวยเหนียงเอง” องค์หญิงทรงดำริในพระทัยว่า“คงต้องใช้กำลังบีบบังคับนางสินะ”

            “เรามีข้อสงสัยเราให้ยาผิงหลางกินแล้ว เหตุใดป่านนี้นางยังคงเหม่อลอยไร้สติเช่นเดิมล่ะ” ฝ่าบาททรงรีบตรัส

            “เอ่อ คือว่านางต้องกินยาแก้พิษให้ครบสองเม็ดถึงจะหายเพคะอีกเม็ดหม่อมฉันอยากรอให้หม่อมฉันได้แต่งงานกับซูเยี่ยนเสียก่อนค่อยมอบให้นางกิน”องค์หญิงทรงอธิบาย

            “เราจะจัดงานแต่งงานให้เจ้าใหม่ตอนนี้เพื่อแลกกับยาดีมั้ย” ฝ่าบาททรงเสนอ

            “ไม่เป็นไรเพคะ! หม่อมฉันไม่อยากแต่งงานกับซูเยี่ยนในสภาพนี้แล้วหม่อมฉันจะมอบยาแก้พิษอีกเม็ดให้พระองค์เดี๋ยวนี้เพคะ” องค์หญิงทรงส่งขวดยาที่บรรจุยาแก้พิษอีกเม็ดให้ฝ่าบาทและตรัสอีกว่า “ต้องรอยาสลายพิษอีกหนึ่งวันนางถึงจะหายดีเพคะ”

            “เจ้ารีบกลับไปที่ตำหนักเถิดเจ้าไม่ควรให้ใครเห็นเจ้าในสภาพนี้ มันดูไม่งาม” ฝ่าบาทตรัส

            “เพคะ” องค์หญิงทรงพยายามจัดสภาพเผ้าผมให้เรียบร้อยก่อนเสด็จออกไป

            พอองค์หญิงเสด็จจากไป ฝ่าบาทก็ทรงระเบิดหัวเราะออกมา “555 เรานึกแล้วเชียวว่านางไม่อาจทนรับสภาพซูเยี่ยนที่กลายเป็นเด็กได้”

            สักพักท่านหมอเสี่ยวอี้ก็ปรากฏตัว “ทุกอย่างเป็นไปตามแผนการพะย่ะค่ะ”

            “ท่านปรุงยาเลียนแบบยาลืมตนของมารจันทน์ผาได้เหมือนจริงๆ” ฝ่าบาทตรัสชม

            “ต้องรอสิบวัน ฤทธิ์ยาถึงสลายไปเองพะย่ะค่ะ”ท่านหมอเสี่ยวอี้กล่าว

            “แล้วเหวยเหนียงจะยอมรับสามีในสภาพนี้ได้อย่างนั้นหรือ”ฝ่าบาททรงกังวลแทน

            “ก็ถือว่านี่คือบทพิสูจน์รักแท้ของนางสิพะย่ะค่ะ”ท่านหมอเชื่อมั่นว่าเหวยเหนียงต้องกลับมาดูแลซูเยี่ยนเหมือนเดิมเพราะนางไม่ทอดทิ้งสามี แม้ว่าเขาจะอยู่ในสภาพไหนก็ตาม

            “ดีที่เราจ้างจอมยุทธ์ฝีมือดีให้ปลอมเป็นคนร้ายลอบซัดเข็มพิษใส่ซูเยี่ยนไม่เช่นนั้นคงไม่มีใครต่อกรซูเยี่ยนได้” ฝ่าบาทตรัส

            “แล้วทรงจะทำอย่างไรต่อไปพะย่ะค่ะ”ท่านหมอสงสัย

            “เราได้ส่งพระราชสาส์นถึงท่านอ๋องแห่งแคว้นเหลียวแล้วว่าให้รีบมารับตัวองค์หญิงตียากลับไปโดยด่วนไม่เช่นนั้นทางเราจะไม่ยอมเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีใดๆ ทั้งสิ้น และหากทางนั้นไม่พอใจเราก็พร้อมที่จะเปิดศึกสงครามทุกรูปแบบ” ฝ่าบาทตรัส

            “ทำไมพระองค์ถึงทรงไม่ยอมส่งองค์หญิงกลับไปเองล่ะพะย่ะค่ะ”ท่านหมอสงสัย

            “นางเป็นคนชอบเอาชนะ นางไม่หยุดอยู่แค่นี้แน่ตอนนี้แค่รอว่านางจะแผลงฤทธิ์อะไรออกมาอีกเท่านั้น” ฝ่าบาททรงคาดการณ์

            “แล้วเหตุใดถึงไม่ยอมบอกความจริงให้ซูเยี่ยนและเหวยเหนียงรับรู้ล่ะพะย่ะค่ะ”ท่านหมอสงสัย

            “พวกเขาแสดงละครไม่เก่งหรอกองค์หญิงองค์นี้เป็นคนฉลาด นางต้องดูออกแน่ว่าทั้งสองแกล้งแสดงละคร” ฝ่าบาทตรัส

            “แม้ว่าเหวยเหนียงจะเลิกเป็นหมอดูแต่ความสามารถในการทำนายของนางก็ยังคงอยู่ ถ้าหากเหวยเหนียงพบซูเยี่ยนนางต้องทำนายได้แน่ว่าเขาจะอยู่ในสภาพนี้เพียงสิบวันเท่านั้นหลังจากนั้นซูเยี่ยนก็จะหายดี แบบนี้ฝ่าบาททรงไม่กลัวว่าความจะแตกเพราะนางอย่างนั้นหรือพะย่ะค่ะ”ท่านหมอกังวล

            “เราได้สั่งให้กงกงแอบใส่ผ้ายันต์บดบังไว้ในถุงผ้ายันต์ที่เหวยเหนียงมอบให้ซูเยี่ยนพกติดตัวตลอดแล้วตอนนี้นางทำนายเรื่องราวเกี่ยวกับสามีตัวเองไม่ได้หรอก ท่านอย่ากังวลเลย” ฝ่าบาทตรัส

            “เอ่อแล้วคืนนี้พระองค์ทรงจะบรรทมที่นี่หรือพะย่ะค่ะ” ท่านหมอสงสัย

            “วันนี้เรายังอ่านฎีกาไม่เสร็จดังนั้นเราจะอ่านที่นี่พร้อมกับเฝ้าผิงหลางไปด้วยวันพรุ่งนี้เราค่อยอุ้มนางไปไว้ที่ห้องบรรทมของเรา” ฝ่าบาทตรัสแผน

            “ทรงอย่าหักโหมมากนะพะย่ะค่ะ”ท่านหมอเป็นห่วง

            “เรานอนไม่หลับหรอกหากผิงหลางยังไม่กลับมาเป็นปกติน่ะ” ฝ่าบาททรงห่วงคนรัก

            “หากมีอะไรสามารถเรียกกระหม่อมได้ทุกเมื่อพะย่ะค่ะ ตอนนี้กระหม่อมขอตัวก่อน” ท่านหมอขอตัว

            ฝ่าบาททรงพยักพระพักตร์แล้วเสด็จไปประทับนั่งจับมือของหญิงสาว และตรัสพึมพำว่า “ตอนนี้เจ้ากลายเป็นฮองเฮาเต็มตัวแล้วนะผิงหลางพวกเราผ่านพิธีไหว้ฟ้าดินกันแล้วนะ”

            *****************************

            ณ วัดจือหมิง

            เหวยเหนียงกำลังกวาดลานวัดซึ่งเป็นการหาอะไรทำเพื่อลืมความเศร้าสักพักนางก็มองเห็นหญิงสูงศักดิ์พร้อมกับทหารองครักษ์เดินมุ่งหน้ามาหานาง

            “บังอาจ! เหตุใดเจ้าถึงไม่ยอมคุกเข่าเมื่อพบองค์หญิงตียา”ทหารตวาด

            “ถวายบังคมเพคะ” เหวยเหนียงงงที่องค์หญิงแห่งแคว้นเหลียวเสด็จมาที่นี่แต่ก็รีบแสดงความเคารพ

            “ลุกขึ้นเถิด” องค์หญิงตียาตรัส

            “ทรงมีธุระอะไรกับหม่อมฉันงั้นหรือเพคะ”เหวยเหนียงสงสัย

            “เราจะคืนสามีให้เจ้า” องค์หญิงตรัสสั้นๆ

            “ซูเยี่ยนไม่ใช่สิ่งของนะเพคะทรงนึกอยากแย่งก็แย่ง ทรงนึกอยากคืนก็คืน” เหวยเหนียงไม่พอใจ

            “เรากับเขาเข้ากันไม่ได้จริงๆเจ้ากลับไปรับสามีเถิดนะ” องค์หญิงทรงพยายามเกลี้ยกล่อม

            “ฟังจากน้ำเสียงของพระองค์แบบนี้เกิดอะไรขึ้นกับซูเยี่ยนใช่มั้ยเพคะ” เหวยเหนียงเดาออก

            “เปล่านี่” องค์หญิงทรงแสดงทีท่ามีพิรุธอย่างเห็นได้ชัด

            “ทรงบอกมาเถิดเพคะเขาได้รับบาดเจ็บหรือป่วยเป็นอะไรหรือเปล่า” เหวยเหนียงเค้นถาม

            “เราบอกเจ้าก็ได้! เขาได้รับพิษลืมตนของมารอะไรนะ อ้อใช่ มารจันทน์ผาตอนนี้เขากลายเป็นเด็กปัญญาอ่อนไปแล้ว” องค์หญิงยอมตรัสความจริง

            “เป็นไปไม่ได้! มารจันทน์ผายังป่วยอยู่ เขาจะใช้พิษนั่นได้อย่างไร” เหวยเหนียงไม่เชื่อ

            “เรื่องนั้นเราไม่รู้รายละเอียดมากนักหรอกงั้นเอาอย่างนี้ เราจะมอบอัฐให้เจ้าไปรับตัวสามีกลับคืนดีมั้ย” องค์หญิงทรงเสนอ เพราะทรงอยากใช้ไม้อ่อนกับเหวยเหนียงก่อน

            “หม่อมฉันจะกลับไปดูแลเขาให้เองเพคะทรงไม่จำเป็นต้องมอบอัฐให้หม่อมฉันหรอก” เหวยเหนียงยอมกลับไปรับตัวซูเยี่ยนกลับคืน

            “น่าขำ! เจ้ายินดีที่จะอยู่กับเด็กซนคนนั้นอย่างนั้นหรือ”องค์หญิงทรงไม่เชื่อหู

            “หม่อมฉันพร้อมที่จะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับซูเยี่ยนเพคะไม่ว่าเขาจะเป็นอย่างไรก็ตาม” เหวยเหนียงกล่าวคำมั่น

            “แหม! ช่างรักกันดีจริงๆเลยนะ ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้ไม่ต้องออกแรงใช้กำลังบีบบังคับเจ้างั้นเจ้าก็กลับวังพร้อมกับเราสิ” องค์หญิงทรงรู้สึกหมั่นไส้

            “เพคะ” เหวยเหนียงรีบเก็บของในห้องพักที่ทางวัดจัดให้นางอยู่จากนั้นก็รีบติดตามองค์หญิงกลับวังแต่โดยดี เพราะนางรู้สึกเป็นห่วงอาการของซูเยี่ยนมาก

            *****************************

            ณ ตำหนักขององค์หญิงตียา

            “แล้วไหนล่ะเพคะซูเยี่ยนอยู่ที่ไหนแล้ว” เหวยเหนียงมองหาไม่เจอ

            “ก็เขาแกล้งเราเสร็จก็รีบซ่อนตัวป่านนี้ยังไม่มีใครพบตัวเขาเลย” องค์หญิงทรงเจ็บพระทัยที่ถูกแกล้ง

            “ฮือฮือ พี่เหวยเหนียง ข้าโดนกลั่นแกล้ง”ซูเยี่ยนเดินร้องไห้เข้าไปกอดเหวยเหนียงอย่างกับเด็กๆ และรีบฟ้องนาง

            “เราไปแกล้งเจ้าตอนไหนไม่ทราบ”องค์หญิงทรงรีบแย้ง

            “พี่สาวคนนี้สั่งให้ทหารวิ่งไล่จับข้าจนข้าเหนื่อยล้า ป่านนี้ข้ายังไม่ได้กินอะไรเลย ข้าหิวมากจริงๆ ” ซูเยี่ยนฟ้อง

            “ซูเยี่ยนเด็กดี ไม่มีอะไรแล้วนะวันนี้ข้าจะพาเจ้ากลับบ้านเอง” เหวยเหนียงพยายามกล่อม

            “พาข้ากลับบ้านเร็วๆ นะข้าไม่อยากอยู่ที่นี่” ซูเยี่ยนกอดเหวยเหนียงและพูดด้วยน้ำเสียงน่าสงสารแต่เขาแอบหันไปหาองค์หญิงพร้อมกับแลบลิ้นใส่พระนาง

            องค์หญิงทรงอยากจะเข้าไปตีเด็กดื้อ แต่ก็ทรงพยายามข่มพระทัยไว้และตรัสว่า “นึกว่าข้าอยากอยู่กับเจ้ามากนักหรือ”

            “ไปกันเถอะนะซูเยี่ยน” เหวยเหนียงกลัวว่าองค์หญิงทรงจะเอาเรื่องเด็กน้อยนางก็เลยจะรีบพาซูเยี่ยนกลับบ้าน

            “ช้าก่อน! แม่นางเหวยเหนียงฝ่าบาททรงเรียกเจ้าให้เข้าเฝ้า” กงกงข้างกายฝ่าบาทรีบวิ่งมาเรียกเหวยเหนียงให้ไปเข้าเฝ้า

            “แล้วซูเยี่ยนล่ะ” เหวยเหนียงเป็นห่วง

            “ท่านหมอจะตรวจอาการให้เขาก่อนกลับบ้านให้เอง”กงกงกล่าวพร้อมกับหันไปบอกนางกำนัลให้พาตัวซูเยี่ยนไปที่ห้องรักษาพยาบาล

            “ก็ได้! รบกวนพวกท่านหาอาหารให้เขาทานด้วยนะ”เหวยเหนียงกล่าวไหว้วาน

            “อย่าห่วงเลย! ฝ่าบาททรงสั่งให้เตรียมอาหารให้เขาแล้ว” กงกงกล่าว

            “พวกเจ้าอย่าปล่อยเขากลับมาที่นี่ล่ะ”องค์หญิงทรงรีบตรัส

            “พะย่ะค่ะ” กงกงรับคำ

            *****************************

            ณ ที่ประทับของฝ่าบาท

            “เราได้ฉีกหนังสือหย่าให้เจ้าแล้วตอนนี้เจ้ากับซูเยี่ยนยังคงเป็นสามีภรรยากันเช่นเดิม” ฝ่าบาทตรัส

            “ขอบพระทัยเพคะ” เหวยเหนียงกล่าว

            “เจ้ายินดีที่จะอยู่กับซูเยี่ยนในสภาพที่กลายเป็นเด็กสิบขวบอย่างนั้นหรือ”ฝ่าบาททรงสงสัย

            “ความผูกพันที่ผ่านมาทำให้หม่อมฉันไม่อาจทอดทิ้งสามีได้เพคะ”เหวยเหนียงกล่าว

            “เราชื่นชมที่เจ้ามีความรักที่มั่นคงต่อซูเยี่ยนอ่ะ นี่คือคำสั่งของเรา จงรอให้ครบกำหนดสิบวันค่อยเปิดอ่านเถิดนะห้ามเจ้าเปิดอ่านก่อนเด็ดขาด รู้มั้ย” ฝ่าบาททรงกำชับ

            “เพคะ” เหวยเหนียงรับจดหมายลับมาเก็บไว้ด้วยความสงสัยแต่นางก็ยอมทำตามรับสั่ง คือยังไม่เปิดอ่านจนกว่าจะครบกำหนดสิบวัน

            ฝ่าบาททรงทอดพระเนตรดูอดีตหมอดูสาวเดินจากไปทรงดำริว่า “หลังจากนี้จะไม่มีใครทำลายความรักระหว่างเจ้ากับซูเยี่ยนได้อีก เราสัญญา”