“ที่โรงเตี๊ยมนี้คนเงียบที่สุดในตรอกแล้วขอรับ”
บุรุษวัยกลางคนในชุดขุนนางท้องถิ่นส่งเสียงเอ่ยจากด้านหลังของชายหนุ่มอย่างเคารพนบนอบ เขาก็คือเ้าเมืองแห่งเมืองปู้ชวนนี้...ตู้ก่วนเย่
“อืม"
ชายหนุ่มส่งเสียงรับคำสั้นๆ คิ้วพาดเฉียงราวกระบี่เหยียดตรง ปรายตามองบรรยากาศภายในโรงเตี๊ยม ยามนี้มีแขกนั่งอยู่สี่โต๊ะด้วยกัน โดยมีหนุ่มร่างอวบราวพระสังกัจจายน์กำลังนั่งใช้ตะเกียบแทะปลาอย่างมีความสุขอยู่ที่โต๊ะริมระเบียง
“คารวะแขกทุกท่าน มากี่ท่านหรือขอรับ” หวังฉวี่ตงฉีกยิ้มกว้างออกมารับหน้า
เด็กหนุ่มอายุราวสิบแปดปีผู้หนึ่งเดินขึ้นหน้าไป เอ่ย “ขอห้องรับรองพิเศษเงียบๆ สำหรับคนสี่คนให้เราด้วย”
หวังฉวี่ตงตาเป็ประกาย ห้องรับรองพิเศษเท่ากับต้องจ่ายค่าห้องเพิ่ม “ได้เลยขอรับ ตามข้าน้อยมาได้เลย”
บุรุษทั้งสี่เดินตามหลังฉวี่ตงไป เด็กหนุ่มที่เอ่ยเมื่อครู่เดินไปกระซิบด้านหลังเ้าของอาภรณ์ดำลายกิเลนเหิน ยิ้มมองซ้ายขวาท่าทีขี้เล่น
“บ่าวได้ยินว่าโรงเตี๊ยมนี้รสชาติอาหารรั้งท้ายที่สุดในตรอก ไม่รู้จะกินได้หรือไม่”
“มาทำงาน มิใช่มาสำราญอาหาร” ชายหนุ่มเอ่ยดุเสียงเรียบ
เด็กหนุ่มหดคอกลับไปหน้าหงอย ก่อนจะกลับมายิ้มระรื่นเมื่อเดินมาถึงห้องรับรองพิเศษแล้วมีเสี่ยวเอ้อร์ยกจานเกี๊ยวทอดเข้ามา ผู้เป็นายปรายตามอง ส่ายหน้าแ่เบาอย่างระอาใจ
“พวกเ้านำของว่างมาขึ้นโต๊ะสักสองสามอย่างก่อน รออีกสองชั่วยามค่อยเอาอาหารเย็นแปดอย่างมาขึ้นโต๊ะ”
เ้าเมืองตู้ที่นั่งอยู่ด้านขวาของหัวโต๊ะหันไปสั่งกับเสี่ยวเอ้อร์ที่ไม่ใช่ฉวี่ตง
“ขอรับใต้เท้า”
เสี่ยวเอ้อร์รับคำ เขารู้จักชายผู้นี้ว่าเป็เ้าเมืองของเมืองนี้ แต่กลับไม่รู้จักชายอีกสามคนที่มาด้วยกัน แต่ดูจากการแต่งกายแล้วฐานะย่อมไม่ด้อยเป็อันขาด จะต้อนรับขาดตกบกพร่องไม่ได้!
“ใต้เท้าตู้ ยามนี้ข้าวสารในคลังเสบียงมีทั้งหมดเท่าไรรึ” ชายชุดดำเอ่ยเข้าเื่ในทันที
ตู้ก่วนเย่ตอบฉะฉาน “เรียนท่านอ๋อง ยามนี้ข้าวสารในคลังที่เหลือหลังจากแจกชาวบ้านยามฤดูหนาวที่ผ่านมา มีทั้งหมดห้าร้อยกระสอบเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”
คิ้วกระบี่ขมวดมุ่นเข้าหากัน นิ่งขบคิด
เขาก็คือฝานชินอ๋อง อนุชามารดาเดียวกันของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน
เ้าเมืองตู้เคยได้ยินเื่เล่ามาว่า ท่านอ๋องผู้นี้เดิมทีไม่เป็โล้เป็พาย เหลาะแหละไร้ความสามารถเป็ที่สุด ถือเป็โอรสนอกสายตาของฮ่องเต้องค์ก่อน แม้แต่คุณหนูคู่หมั้นคู่หมายยังหาวิธีให้เขายกเลิกสัญญาหมั้นให้ได้แต่ไม่เคยสำเร็จ กระทั่ง่หน้าสิ่วหน้าขวานของการสับเปลี่ยนบัลลังก์เมื่อสามปีก่อน ท่าทีของชายหนุ่มพลันกลับจากหน้ามือเป็หลังมือ ช่วยเหลือพระเชษฐาแท้ๆ ของตนจากการลอบสังหารเอาไว้ได้ ทั้งยังประคับประคองจนขึ้นเป็ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันได้สำเร็จ กลายเป็คนที่อยู่เหนือคนนับหมื่น อยู่ใต้คนเพียงผู้เดียวอย่างแท้จริง และยังยกเลิกสัญญาหมั้นหมายทันทีเมื่อเหตุการณ์สงบ ยินว่าคุณหนูนางนั้นโศกเศร้าเสียใจเป็หนักหนา
ตู้ก่วนเย่อดเลื่อมใสคนผู้นี้ไม่ได้
“เวรจริงๆ ถ้าไม่ใช่เพราะพวกสารเลวนั่นยักยอกเสบียงหลวงไปละก็...แค้นใจนัก!”
น้ำเสียงฉุนเฉียวดังมาจากชายหนุ่มอีกคน เขาเป็บุรุษร่างสูงในอาภรณ์เนื้อดีสีมรกต ผมถูกเกล้ารวบเป็ทรงรีครอบด้วยกวานทรงวิจิตรอย่างคุณชายตระกูลใหญ่ ใบหน้าออกหวานของเขาไม่เข้ากับสิ่งที่ออกมาจากปากเลยสักนิด
“ฟานเฉิง สงบคำ” ฝานชินอ๋องเอ่ยเสียงเรียบ
“อื้อ” โจวฟานเฉิงหน้ายู่ บ่าวชายที่กินเกี๊ยวกร็อบแก็รบอยู่หัวเราะในลำคอ ไม่ใช่เขาคนเดียวที่โดนดุ!
จากนั้นฝานชินอ๋องจึงเปิดปากเอ่ย
“อีกแรมปีกว่าจะถึงฤดูหนาว ยามนี้เมืองของใต้เท้าเองก็เริ่มทำการเพาะปลูกแล้ว แต่สถานการณ์ชายแดนเร่งด่วนกว่ามาก ทหารมากมายอดตายบนสนามรบ ชาวบ้านประสบทั้งภัยแล้งและภัยา...ใต้เท้าคิดว่าสามารถแบ่งให้เราสักสี่ร้อยกระสอบหรือไม่”
การมาของเขาครั้งนี้ปราศจากราชโองการที่ประกาศอย่างเป็ทางการ เพราะการหารือในราชสำนักยังคงยืดเยื้อ ขุนนางสองฝั่งหวังเอาชนะคะคานกันมากกว่าจะหาทางช่วยเหลือเยียวยา ฮ่องเต้ปวดเศียรเวียนเกล้า ได้แต่ออกราชโองการลับ บัญชาให้ผู้เป็อนุชานำมาสั่งการอย่างลับๆ ที่เมืองปู้ชวน เมืองเศรษฐกิจและการค้าสำคัญที่ใกล้กับชายแดนที่สุดในยามนี้ แล้วติดตามนำเสบียงไปส่งให้ถึงชายแดน
แต่เอ่ยว่าลับก็คงไม่ถูกนัก เรียกว่าทำให้เห็นโต้งๆ โดยที่อีกฝ่ายทำอะไรไม่ได้จะดีกว่า หากเ้าเมืองประสงค์ส่งเสบียงของเมืองตนเองเอง ใครมีอำนาจก้าวก่ายเล่า?
ในราชโองการลับนั้นโอรส์มีบัญชา ให้เ้าเมืองปู้ชวนออกหน้าส่งเสบียงที่อยู่ใต้อาณัติของตนไปยังชายแดน ใช้น้ำใกล้ดับไฟใกล้ก่อน
เ้าเมืองตู้เหงื่อตกในใจ เขาปฏิเสธได้ด้วยรึ
ท่ามกลางอากาศเย็นสบายที่พัดเอื่อยรอบเหลาชิงฝู ดวงตะวันคล้อยต่ำลับขอบฟ้า
อาหารแปดอย่างถูกนำมาขึ้นโต๊ะ ทั้งของผัด ของทอด ของต้ม และของนึ่ง กลิ่นอาหารโชยฟุ้งทั่วห้องรับรองพิเศษ บ่าวรับใช้ข้างกายฝานชินอ๋องกลืนน้ำลายดังอึก ท้องร้องโครกครากจนได้ยินไปกันหมด
“แฮะๆ แฮะๆ” เ้าของเสียงท้องร้องหัวเราะแก้เขิน
บุรุษทั้งหมดหยุดการหารือเื่งานราชการชั่วคราว หันมาจัดการกับอาหารตรงหน้าพร้อมกัน รสชาติของหลายๆ จานที่อร่อยเหนือความคาดหมายทำให้เหล่าบุรุษต่างพากันพริ้มตาลิ้มรสชาติอย่างเปี่ยมสุข
แต่กลับกัน ฝานชินอ๋องผู้เยือกเย็นมาตลอดวันมิได้นั่งเสพสุขกับรสอาหาร ในจานตรงหน้าของเขายามนี้คือเต้าหู้ทรงเครื่องฉ่ำน้ำสีแดงชาด เขาเสียกิริยาอย่างผิดวิสัย มือหนาทิ้งตะเกียบลงกับจานอย่างร้อนเร่ง โผตัววิ่งออกไปทันที คนทั้งห้องรับรองพิเศษตื่นตระหนกใ มองตามเงาหลังอาภรณ์ดำที่ลับหายไปด้วยใบหน้าปากอ้าตาค้าง
ทิ้งไว้เพียงเสียงอันตื่นตระหนกระคนคาดหวังของชายหนุ่ม…
“จื่อลั่ว!!!”
*************************
[่พิเศษ : ก่อนข้ามมิติเวลา]
เซี่ยงไฮ้ ปี 2012 ถนนอู๋ิ
รถพอร์ชสีดำสนิทคันหนึ่งเลี้ยวจากถนนใหญ่เข้าสู่ถนนสายเล็ก พื้นผิวสีดำมะเมื่อมแทบจะกลืนหายไปในบรรยากาศยามราตรีหากไม่มีไฟหน้ารถส่องทางเอาไว้ ภายในนั้นมีชายหนุ่มคนหนึ่งจับพวงมาลัยขับรถอยู่ เขามีผมสีดำยาวระต้นคอ ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย ทว่ากลับไม่มีความอบอุ่นแทรกแซมอยู่เลย
...ราวกับรูปปั้น
“คุณชายอินครับ เราส่งคนไปตรวจสอบซ้ำแล้ว คนตรวจงานชุดก่อนมีปัญหาจริงๆ ด้วยครับ” เสียงบุรุษดังออกมาจากลำโพงในตัวรถ “ที่สายเบรกของรถมีร่องรอยถูกตัดขาด คุณท่านอินไม่ได้เมาแล้วขับจนเกิดอุบัติเหตุรถชนครับ”
มือหนาที่จับอยู่บนพวงมาลัยรถบีบแน่นขึ้น เส้นเืปูดนูนขึ้นเป็สาย เป็อย่างที่เขาคิดจริงๆ
“อืม ตอนนี้คุณยังอยู่ที่นั่นไหม ผมอยากไปดูด้วยตาตัวเอง” อินเฝิงเอ่ยเสียงเรียบ
“ครับ คุณชายอินมาได้เลยครับ”
หลังตัดสายไป ราวกับมีไอเย็นสายหนึ่งแผ่ออกมาจากตัวชายหนุ่ม เป็ความเย็นเสียดกระดูกชวนใจสะท้าน
พลันนั้น สายตาเขาก็เหลือบไปเห็นเด็กสาวคนหนึ่งกำลังถูกชายฉกรรจ์สี่คนห้อมล้อมเอาไว้บริเวณซอยตันซอยหนึ่ง อย่างไรอินเฝิงเองก็เคยเป็ทหารมาก่อน แม้จะปลดประจำการออกมาแล้ว แต่การช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนถือเป็สิ่งที่ถูกปลูกฝังมาั้แ่เขาเริ่มเข้าฝึกในกองทัพ
ด้วยความเร็วที่เขาเหยียบเร่งมาตลอดทาง กว่าเขาจะหยุดรถก็เลยมาไกลแล้ว จึงรีบเหยียบคันเร่งรถขับถอยหลังกลับไปทางเดิมในทันที ทว่าเมื่อไปถึง ภาพที่เห็นกลับทำให้รูปปั้นอย่างเขาเผยสีหน้าประหลาดใจออกมา
มองจากกระจกข้างของอินเฝิงไปยังซอยร้าง ภาพของเด็กสาวคนหนึ่งเตะกลางเป้าชายที่เธอคว้าคอไว้ปรากฏอยู่ในครรลองสายตา เหงื่อผุดซึมออกทางสองขมับของชายหนุ่มผู้เฝ้ามองอย่างไม่อาจควบคุมได้ ภาพที่เห็นไม่ว่าเป็ชายคนไหนก็ะเืใจราวกับตนโดนเองกันทั้งนั้น
ส่วนชายทางขวาอีกคนที่พุ่งเข้ามา ก็ถูกร่างเล็กคว้าแขนดึงเข้าหาตัวแล้วจับทุ่มด้วยวิชายูโดอย่างรวดเร็ว มือเรียวหยิบขวดเบียร์ที่ถูกขี้เมาบางคนวางทิ้งเอาไว้ตีใส่หัวจนชายคนนั้นสลบสิ้นสติ มองไปด้านข้าง ยังมีชายอีกสองคนที่นอนกองกันสลบไม่ได้สติอยู่ก่อนแล้ว
หางม้ายาวไหวตามแรงขยับ ปลายผมดำเลื่อนผ่านใบหน้าเรียวไปแล้วตกกลับลงไปที่กลางหลัง เธอยืนมองชายสี่คนบนพื้นด้วยท่าทีสงบนิ่ง แต่ชายหนุ่มในรถคงจะไม่ได้ยินเสียงหัวใจของเด็กสาวที่เต้นแรงถี่รัว ซึ่งเธอเองก็ไม่รู้ว่าเพราะใหรือเพราะออกแรงเยอะกันแน่
เด็กสาวปรับลมหายใจจนเป็ปกติ แล้วจึงกดโทรศัพท์โทร. เรียกตำรวจ
เมื่อชายหนุ่มประเมินในใจว่าไม่มีที่ให้เขาต้องออกโรงแล้ว จึงเหยียบคันเร่งขับไปทางเดิมที่กำลังเดินทางไปก่อนหน้า ภาพตึกรามบ้านช่องในความมืดเคลื่อนผ่านสายตา ริมฝีปากบางเฉียบยกมุมปากขึ้นน้อยๆ จนแทบไม่สังเกตเห็น
ขออภัยที่วันนี้มาช้าค้าบ พอดีพาคุณพ่อไปโรงพยาบาลค่ะ
แจ้ง : เนื่องจากว่ายอดติดตามน้อย ไรท์เลยไม่สะดวกติดเหรียญขายในนี้นะคะ หากท่านใดสนใจอ่านต่อ สามารถซื้อแบบ Ebook ได้ที่ Meb และสามารถติดตามแบบรายตอนต่อได้ที่ Dek-D หรือ ReadAWrite ค่า