ตอนที่20 กลับโลกโบราณ 2
เมื่อหลิวเย่ได้รับสินค้าและจ่ายเหรียญทองเรียบร้อยแล้วเขาให้รถม้าของห้องโถงนิรันดร์ไปส่งสิ่งของที่คฤหาสน์ที่พักจากนั้นเขาทำการเก็บสิ่งของในมิติพื้นที่ และออกสำรวจอีกพิกัดที่สำคัญในการมาโลกโบราณครั้งนี้นั่นคือร้านอัญมณี “ฉวนเฉิง”เขาตั้งใจที่จะสำรวจและซื้ออัญมณีสำคัญเพื่อเติมเต็มร้านฟู่ซิงที่เขามีหุ้นส่วนใหญ่
ภายในร้านฉวนเฉิงบรรยากาศโดยรอบเงียบเหงา เนื่องจากภาวะา คนส่วนใหญ่จะใช้จ่ายสินค้าจำพวกอาหารและเสื้อผ้ามากกว่าเครื่องประดับ
บริกรชายและหญิงต่างพากันนั่งหงอยเหงาไม่กระตือรือร้นที่จะให้บริการ แต่เขาก็ไม่ได้สนใจ เขาเดินดูโดยรอบร้านนี้มีเพียงสองชั้น สินค้าทั้งหมดอยู่ชั้นแรกชั้นสองเป็เหมือนสำนักงานและห้องพักส่วนตัว ขณะที่เขากำลังมองดูหินหยกแก้วสีม่วงริ้วทองขนาดเท่ากำปั้นผู้ใหญ่ก้อนหนึ่ง
“พวกเ้าทำงานเร็ว! ไปเร็ว!”เสียงชายชราที่เป็เหมือนหลงจู๊ของร้านดังตวาดลั่นใส่บริกรชายหญิงที่นั่งก้มหน้าอยู่ภายในร้านจากนั้นชายหนุ่มก็รีบลุกขึ้นมายืนข้างๆ หลิวเย่ พลางถามด้วยความนอบน้อมว่า“นายท่านสนใจอันใดขอรับ”
“หยกที่ดีที่สุดของร้านอยู่ที่ใด?” หลิวเย่ถามถึงหยกชิ้นสำคัญ
“โอ้ ทางด้านนี้ขอรับนายท่าน”บริกรชายผายมือเชิญหลิวเย่อย่างกระฉับกระเฉง เขาภาวนาในใจว่าขอให้ชายหนุ่มหล่อเหลาตรงหน้าซื้อสินค้าจำนวนมากเพื่อเขาจะได้ค่าตอบแทนพิเศษเพิ่มเติมจะได้ทดแทนรายได้ในเดือนนี้ของเขา ที่ร้านฉวนเฉิงวันนี้ชายหนุ่มตรงหน้าเป็ลูกค้ารายแรก
หยกที่บริกรชายพาเขาไปดูปรากฏว่าเป็ก้อนหยกแก้วเจ็ดสีเหมือนสายรุ้งพร่างพราวขนาดเท่าลูกเบสบอลซึ่งใหญ่กว่าหยกสีม่วงทองเล็กน้อย มันสวยงามมากงดงามเหมือนนางฟ้ากำลังเต้นระบำบนสรวง์ เขาตื่นตะลึงในความสวยงามนั้นพลางคิดไปว่า ถ้าราคาไม่แพงมาก เขาจะซื้อไปขายที่โลกของเขา เขาจะรวย! รวย!รวยมหาศาล!
นี่มันดีกว่าเสียเวลาไปพนันหิน!
มันยอดเยี่ยมมาก!
ไม่จำเป็ต้องซื้อหินหยาบ!
“อืมราคาเท่าใดหรือ?”หลิวเย่เก็บอาการตื่นเต้นและถามเสียงเรียบ
“โอ้ก้อนนี้ราคาอยู่ที่ห้าหมื่นเหรียญทองขอรับ ส่วนก้อนอื่นๆก็ขึ้นอยู่กับจำนวนสีไม่มีสีเลยก็อยู่ที่ ห้าพันถึงหนึ่งหมื่นเหรียญทองขึ้นอยู่กับขนาดสีเดียวทั้งก้อนหนึ่งหมื่นเหรียญทอง สองสีสองหมื่นเหรียญทองเป็แบบนี้ขอรับนายท่าน” บริกรชายอธิบายให้หลิวเย่ฟัง
หลิวเย่ระงับอาการดีใจที่พบว่าราคาไม่ได้แพงมากเกินไปเขาทำทีเป็เดินไปอีกฟากที่เป็สร้อยข้อมือที่ร้อยด้วยเพชรเม็ดเขื่องเท่าเล็บนิ้วโป้งและพลอยหลากสีขนาดเท่าเล็บนิ้วก้อย เขาจ้องมองด้วยความสนใจ
บริกรชายเห็นดังนั้นเขาถอนหายใจพลางบอกหลิวเย่ว่า “พวกนี้เป็หินสีที่ราคาไม่แพง สร้อยข้อมือเส้นละ10-50 เหรียญเงินขอรับ”
หลิวเย่เหล่ตามองเด็กหนุ่มจากนั้นเขาหันหลังกลับไปอีกฟากที่เป็หินหยกแก้วเจ็ดสีอีกครั้งเขาพบว่าเด็กหนุ่มมีท่าทางกระตือรือร้นเพิ่มขึ้น เขายิ้มมุมปากพลางส่ายหัวเบาๆ
“อืมข้าสนใจหยกเจ็ดสี และหยกทุกสีทุกก้อน รวมถึงหินสีเ่าั้ด้วย”หลิวเย่กล่าวอย่างลึกลับ
เด็กหนุ่มหน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความเสียใจเขานึกว่าหลิวเย่พูดจากลั่นแกล้งเขาไม่คิดว่าหลิวเย่จะสนใจพวกมันทั้งหมดอย่างจริงจัง
“ว่ามาตกลงราคารวมเท่าใด?”หลิวเย่เอ่ยถามเสียงดังขึ้น ฉุดเด็กหนุ่มออกจากภวังค์ตรงหน้า
“โอ้โอ้ นายท่าน ขอรับ ขอรับ” เด็กหนุ่มตอบอย่างงุ่มง่าม พลางะโโวกเวกไปยังหลงจู๊ในร้านพวกเขาทยอยนำหยกและหินสีมาวางตรงหน้าชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว มีหินหยกแก้วเจ็ดสี 1หินหยกแก้วหกสี 2 หินหยกแก้วห้าสี 2 หินหยกแก้วสี่สี 2 หินหยกแก้วสามสี 2หินหยกแก้วสองสี 5 ซึ่งหนึ่งในนั้นมีหยกม่วงริ้วทองรวมอยู่ด้วย หินหยกแก้วสีเขียวเข้ม10 หินหยกแก้วสีชมพู 15 หินหยกแก้วสีน้ำทะเล 15 หินหยกแก้วสีเทา 10 หินหยกแก้วสีใส(ไม่มีสี)15 หินหยกน้ำแข็งสีเขียว 100 หินหยกน้ำแข็งสีฟ้า 40
หลิวเย่คำนวณเหรียญทองที่มีอยู่และจำนวนอัญมณีที่อยู่ตรงหน้าเขากัดฟันหยิบก้อนที่สนใจมากที่สุดออกไปวางไว้อีกด้านหนึ่ง ซึ่งมีหินหยกแก้วเจ็ดสี1 หินหยกแก้วห้าสี 1 หินหยกแก้วสองสี(ม่วงทอง) 1 หินหยกแก้วสีเดียวอย่างละก้อน 5หินหยกน้ำแข็งอย่างละสองก้อน 4 เพชรพลอยทุกราคาั้แ่ 10, 20, 30, 40 และ 50เหรียญเงินอย่างละหนึ่งร้อยเส้นรวม 150 ดังนั้นเขาต้องจ่ายทั้งหมด 210,150 เหรียญทองเหงื่อไหลซึมแผ่นหลัง แต่เขาก็มั่นใจว่าหากขายบะหมี่ได้มากในอีกสองวันข้างหน้าเขาจะมาเก็บสีที่เหลือให้มากที่สุด
บริกรชายหญิงเห็นจำนวนที่หลิวเย่หยิบวางไว้ซึ่งแสดงว่าเขาเลือกอัญมณีพวกนั้นแล้ว พวกเขาต่างพากันยิ้มแย้มยินดีวันนี้เป็วันที่ดี มีโชคใหญ่หล่นทับ
ตอนนี้เขากลับมาจนอีกครั้ง!
แต่ไม่เป็ไรเพราะพรุ่งนี้เขาจะรวยมากยิ่งขึ้นไปอีก
เมื่อหลิวเย่จ่ายเหรียญทองและพวกเขาบรรจุลงในหีบห่อเรียบร้อยแล้วเขาก็ถือออกไปโดยตรงโดยอ้างว่ารถม้าของเขาอยู่ด้านหน้าร้านหลิวเย่ถือเข้าไปในตรอกที่ไม่มีคน เขาสำรวจไม่พบคนโดยรอบจากนั้นก็เก็บหีบอัญมณีเข้าไปมิติพื้นที่
หลิวเย่กลับไปยังคฤหาสน์เพื่อเอาบะหมี่ออกมาจากมิติพื้นที่จากนั้นเขานั่งไขว้ขาฝึกฝนต่อในห้องนอน
ถึงเวลาอาหารเย็นหลิวเย่ได้ยินเสียงหลินซ่งมารายงานผลงาน เขาเปิดประตูและแจ้งถึงที่จัดเก็บบะหมี่เขาทำการสาธิตการปรุงบะหมี่ให้สองสามีภรรยาลองชิม ปรากฏว่าเพียงแค่เขาเติมน้ำร้อนลงไปหลังจากใส่บะหมี่และเครื่องปรุงในชามแล้วกลิ่นหอมยั่วน้ำลอยโชยออกมา พวกเขาจ้องมองบะหมี่ถ้วยนั้นด้วยสายตาเคลิบเคลิ้มหลงใหล
“นายท่านขอรับมันหอม! หอมมาก!น่ากินมาก!” หลินซ่งกล่าวด้วยสายตาเป็ประกาย
“อยากกิน! อยากกิน!หอม! หอม!”ทางด้านเด็กน้อยหลินเฉินเองก็ส่งเสียงดัง ส่วนผิงเหม่ยเองก็พยักหน้ารัวๆ
หลิวเย่ให้พวกเขาลองทำหลังจากที่เขาสาธิตให้ดูแล้วพวกเขาพบว่ามันทำได้ง่ายดาย สะดวกรวดเร็ว
ดังนั้นพรุ่งนี้พวกเขาจะจัดหาเพิ่มเติมเฉพาะผักและเนื้อสัตว์เท่าที่พอจะมีขายในภาวะาเช่นนี้
“นายท่านขอรับมีบะหมี่กี่ชุดที่จะขาย?”หลินซ่งถามด้วยความสงสัย
“อืมคราวนี้ข้าเอามาเพียงสี่พันห่อ ขายห่อละ 1 เหรียญทองได้ไหม?” หลิวเย่ตอบพลางสงสัยกับการตั้งราคาขาย
“ชุดละ1 เหรียญทองได้ขอรับ เพราะข้าน้อยเห็นทุกร้านต่างก็ขึ้นราคาเป็ 1เหรียญทองกันหมดแล้ว และไม่อร่อยเท่ากับบะหมี่ของนายท่าน” หลินซ่งยืนยันคำตอบของหลิวเย่
“ใช่ใช่” ผิงเหม่ยพยักหน้าสนับสนุน
“ตกลงงั้นขาย 1 เหรียญทอง คราวหน้าข้าจะเอามามากกว่านี้”หลิวเย่พยักหน้าเห็นชอบกับการตอบรับของทั้งคู่
“พรุ่งนี้ข้าจะไปดูความเรียบร้อยด้วย”หลิวเย่ยืนยันที่จะเข้าร่วมการเปิดร้านบะหมี่วันแรก
หลินซ่งยิ้มกว้างตอบรับด้วยความพอใจ
หลิวเย่กำลังจิบน้ำชาในขณะที่มีคนสามคนยืนก้มหน้าอย่างสงบตรงหน้าเขา มีชายชราหนึ่งคนชายหญิงวัยกลางคนสองคน พวกเขากำลังรับการอบรมกลยุทธ์การทำและขายบะหมี่จากหลิวเย่เมื่อหลิวเย่กล่าวจบเขาให้ทุกคนเงยหน้าจ้องมองเขาและทำการใช้ศิลปะจิติญญาชูราเพื่อสะกดิญญาเขา้าความจงรักภักดีที่แท้จริง ไม่ใช่จงรักภักดีแบบตอบแทนหรือเกรงกลัวจากนั้นเขาปล่อยให้พวกเขาไปดำเนินการขายบะหมี่ต่อไป
ในตอนนี้ หลิวเย่ยกยิ้มมุมปากจากัั์ที่เขาเปิดใช้งานเขาได้ยินเสียงพูดคุยของชายสองคนที่อยู่ห่างออกไปไกลราวครึ่งไมล์
“ข้ามั่นใจขอรับ นายท่านเป็ชายผู้นั้นแน่นอนที่หายตัวไป” ชายหนุ่มโค้งคำนับรายงานข้อมูลแก่ฟางกงที่ยืนหันหลังให้เขา
“เ้าไปแจ้งทางเ้าเมืองซู ให้ไปสร้างความลำบากให้เขาสักอย่างเถอะ”มีประกายเ็าวาบผ่านดวงตาเขา
ฟางกงไม่เชื่อว่าหลิวเย่จะหายตัวไปโดยไม่มีคนอื่นคอยช่วยเหลือเหตุการณ์คราวนั้นทำให้เขาต้องเพิ่มความระมัดระวังตัวมากขึ้นเพราะอาจมีคนล่วงรู้ข้อมูลว่าเขาเป็สายลับของอาณาจักรเล่ย
อย่างไรก็ตามเขาต้องกำจัดหลิวเย่ตามคำสั่งของนายท่านให้จงได้มิฉะนั้นเขาอาจถูกลงโทษสถานหนัก
“เฮ้อ......มาเลย ข้ารออยู่นะ”หลิวเย่อมยิ้มและเอ่ยด้วยความสนุกสนาน
ที่หน้าร้านบะหมี่ในตอนนี้มีความโกลาหลเกิดขึ้นเกิดจากกลิ่นหอมของน้ำซุปหลายคนจมูกบานเพื่อสูดกลิ่นอันหอมหวนชวนหลงใหล บางคนมีน้ำลายไหลย้อยบางคนกลืนน้ำลาย หลินซ่งและผิงเหม่ยทำหน้าที่ในการจัดคิวเข้านั่งทานบะหมี่และเก็บเหรียญทองภายในร้านส่วนลูกจ้างอีกสามคนทำหน้าที่ปรุงบะหมี่และบริการลูกค้า
ท่ามกลางคิวยาวเหยียดที่ทยอยเข้ามาชิมบะหมี่เ้าใหม่การประชาสัมพันธ์ของหลินซ่งทำได้ดี หลายคน้าแซงคิวเพื่อให้ได้ทานอย่างรวดเร็ว
หนึ่งก้านธูปต่อมามีชายหนุ่มแต่งกายดีคนหนึ่งที่เพิ่งทานบะหมี่เสร็จและกำลังก้าวออกจากร้านก็พลันล้มลงกับพื้นมือกุมท้องร้องโอดโอยด้วยความเ็ป กลุ่มคนที่เฝ้ารอทานบะหมี่ต่างตื่นใกับเหตุการณ์นี้
“โอ้ย!.....บะหมี่มียาพิษ! คนชั่วทำผิด!ทำผิด!” เขากุมท้องพลางะโเสียงดัง
ฝูงชนต่างพากันตื่นตระหนกมากขึ้นและชี้นิ้วะโด่าทอร้านบะหมี่หลินซ่งและผิงเหม่ยต่างพากันหน้าซีดใ พวกเขาทำอะไรไม่ถูกกับเหตุการณ์นี้
หลิวเย่ส่ายหัวเล็กน้อยจากนั้นเขาลุกเดินออกจากทางหลังร้านอ้อมไปหน้าร้านบะหมี่ตรงไปยังชายหนุ่มที่นอนร้องครวญครางกับพื้น เขาจับไหล่ให้ชายหนุ่มหันหน้ามาเผชิญกันแล้วทำการสะกดจิต
“ข้าข้ารับเงินมาแล้ว มีคนให้มาก่อกวนร้านบะหมี่”ชายหนุ่มที่ก่อเหตุตอบด้วยสายตาว่างเปล่า ฝูงชนที่กำลังไม่พอใจต่างเงียบเสียงลงเมื่อได้ยินคำพูดจากชายหนุ่ม
“ใครจ้างเ้ามา?” หลิวเย่ถามย้ำเพื่อให้ฝูงชนได้ยินคำตอบไปพร้อมกัน
“ข้าข้าไม่รู้ ข้าไม่เห็น” เขาตอบเสียงสั่นพลางก้มหน้าลง ไม่มีอาการปวดท้องอีกต่อไป
เมื่อหลิวเย่ลุกขึ้นยืนทันใดนั้นมีมีดพุ่งเข้าหาชายหนุ่มก่อเหตุหลิวเย่รับรู้แต่เขาไม่ได้ช่วยชายหนุ่มแต่อย่างใด มันเป็เพราะเื่เล็กน้อยแค่นี้แต่อีกฝ่ายกลับลงมือฆ่าปิดปาก เขาไม่จำเป็ต้องช่วยเหลือคนพาล
ฝูงชนยิ่งตื่นใมากขึ้นเมื่อมีคนถูกฆ่าต่อหน้าพวกเขาในตอนนี้ทหารตรวจการณ์จำนวน 6 คนได้เดินทางมาถึงที่เกิดเหตุแล้วพวกเขาทำการสอบถามหลินซ่งและฝูงชนรอบๆ หลังจากรู้ถึงสาเหตุและเื่ราวแล้วพวกเขานำศพออกไป
หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายผ่านไปความอลหม่านจากความ้าชิมบะหมี่ก็กลับมาอีกครั้ง
ในเวลานี้รถม้าของจูผิงอัน ได้มาจอดบริเวณใกล้เคียงหน้าร้าน จูผิงอันเดินลงจากรถม้าตามด้วยสาวงามผมยาวหน้าสวยหวาน ดวงตาโต ปากอิ่มสีชมพู สวมชุดสีฟ้าอ่อนก้าวลงจากรถม้าอย่างชดช้อย
หลิวเย่จ้องมองสาวงามอย่างสนใจ สวยเทียบเท่ากับเจียงผิงผิง
สวย.....น่าสนใจ!
จูผิงอันมองเห็นหลิวเย่และท่าทางของเขาเขายิ้มอย่างพึงพอใจ เขามั่นใจในความงดงามและอ่อนหวานของบุตรสาวตนเองชายหนุ่มตรงหน้ามีบุคลิกที่ดีน่าสนใจเขาเป็เพียงคหบดีที่รักบุตรชายและบุตรสาวมากที่สุด ั้แ่ภรรยาจากเขาไปหลายปีเขาไม่เคยคิดที่จะหาภรรยาใหม่หรืออนุภรรยาแต่อย่างใดและเขาไม่เคยที่จะบังคับให้บุตรทั้งสองต้องแต่งงานเพื่อการเมืองหากบุตรสาวของตนสนใจหลิวเย่จริง เขาจะลองเปิดโอกาสให้คนทั้งคู่
มีคนรับใช้ชายสองคนถือห่อผ้าขนาดกว้างยาว1 เมตร และห่อผ้าอีกหนึ่งอัน มายืนอยู่เื้ัจูผิงอันเขาหันกลับมาหยิบและมอบให้กับหลิวเย่ “เสี่ยวซ่ง ยินดีด้วย!”
“โอ้ ท่านลุงอัน แค่ท่านให้เกียรติมาก็เพียงพอแล้ว”หลิวเย่ตอบอย่างเกรงใจกับของกำนัลที่ลุงอันนำมา
“ไม่เป็ไรไม่เป็ไร” จูผิงอันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นเขาหันไปแนะนำบุตรสาว “เสี่ยวซ่ง นี่คือบุตรสาวของข้าจูผิงเอ๋อ” จูผิงเอ๋อก้มหน้ายิ้มเขินอาย นางรู้สึกใจเต้นแรงหลายครั้งที่พบชายหนุ่มรูปงาม แต่ยังไม่พบใครที่ทำให้ใจเต้นแรงได้เลย
“ยินดีที่ได้รู้จักแม่นางเชิญพวกท่านทานบะหมี่เลิศรสก่อนเถิด” หลิวเย่เห็นท่าทางเขินอายของหญิงสาวเขาเปลี่ยนเื่ทันที
เขาคิดในใจว่าเื่แบบนี้ต้องค่อยเป็ค่อยไป รีบร้อนไม่ดีนัก
ปรากฏว่าของกำนัลที่จูผิงอันนำมาให้เป็ภาพวาดทิวทัศน์สองภาพภาพหนึ่งใส่กรอบเรียบร้อยแล้ว เขาจึงนำไปติดประดับไว้ที่ฝาผนังร้านบะหมี่ ส่วนอีกภาพเขาเก็บในมิติพื้นที่
“ผิงเอ๋อ วันนี้เ้าหายไปไหนมา?” หลี่อันอัน เพื่อนสาวคนสนิทถามจูผิงเอ๋อขณะที่พวกเธอกำลังช่วยกันจัดเตรียมโจ๊กสำหรับบริจาคให้ผู้อพยพและขอทานในเมืองซู
จูผิงเอ๋อ หน้าแดงเมื่อนึกถึงหลิวเย่ที่พบเมื่อวานนี้ทำให้หลี่อันอันที่สังเกตใบหน้าของเธอ เกิดความสงสัยและล้อเลียนว่า “อะแฮ่มผิงเอ๋อ ทำไมเ้าต้องก้มหน้า?ตอบคำถามข้ามาตอนนี้ ทันที!”หลี่อันอันจับไหล่สองข้างให้จูผิงเอ๋อหันหน้ามาทางตน
จูผิงเอ๋อยิ่งหน้าแดงและเขินอายมากกว่าเดิม นางวิ่งหลบหนีไปทางหลังบ้านของหลี่อันอัน
“ฮิ ฮิ ฮิ ผิงเอ๋อ เ้าหนีข้าไปไม่ได้หรอก”หลี่อันอันยิ่งหัวเราะชอบใจ
หลิวเย่กลับมาที่คฤหาสน์หลังจากเฝ้าดูร้านบะหมี่ในตอนเช้าผิงเหม่ยจัดทำอาหารกลางวันให้เขา ขณะที่เขากำลังจะทานอาหาร เขาได้กลิ่นหอมอ่อนๆแทรกระหว่างกลิ่นของอาหาร แต่มันไม่ใช่ยาพิษแต่อย่างใด เมื่อเขาชิมอาหารทุกประเภทเขาพบว่ารสชาดอาหารดีขึ้นมากกว่าเดิมที่เคยทานมาก รสชาดความอร่อยดูเหมือนยังติดอยู่ที่ปลายลิ้นเขารู้สึกประทับใจมากจึงถามผิงเหม่ย
“ผิงเหม่ย เ้าใส่อะไรลงไปในอาหาร? มันแตกต่างจากเดิม!”
“โอ้ นายท่าน มันเป็ใบเว่ย พวกเราใช้ปรุงอาหารมันมีอยู่มากมายในทุกอาณาจักรเ้าค่ะ บางบ้านก็ปลูก แต่ส่วนใหญ่พวกเราไปเก็บในป่า”ผิงเหม่ยตอบด้วยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจที่เ้านายทานอาหารได้มากกว่าเดิม
“มีขายไหม?”หลิวเย่สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เขากำลังวางแผนบางอย่าง
“โอ้ นายท่านจะซื้อหรือเ้าค่ะ”ผิงเหม่ยถามด้วยความสงสัย
“เปิดรับซื้อเลย อย่างน้อยพวกเราช่วยขอทานและผู้อพยพได้พวกเ้ารับซื้อในราคาที่เหมาะสม อย่าต่ำจนเกินไปนัก” หลิวเย่สั่งการแล้วบอกให้ผิงเหม่ยแจ้งทุกคนมาพบตอนเย็นหลังจากปิดร้านเรียบร้อยแล้ว
ในตอนค่ำเมื่อทุกคนยืนเรียงแถวเข้าพบกับหลิวเย่หลิวเย่จำเป็ต้องใช้มนต์สะกดจากศิลปะจิติญญาชูรากับทุกคนเพื่อไม่ให้มีการทรยศและสร้างปัญหาในภายหลังตอนนี้เขามีลูกน้องห้าคนและหนึ่งเด็กชาย
จากนั้นหลิวเย่สอนศิลปะการฝึกตน “ศิลปะรวมดาว”เป็ศิลปะชั้นที่สามรองจากศิลปะเหนือดาวและศิลปะแห่งดวงดาวที่เขาฝึกฝนนั้นเป็ศิลปะชั้นสูงสุดเขา้าให้ลูกน้องทุกคนสามารถป้องกันตนเองและปกป้องทรัพย์สินของเขาในอนาคตได้ที่สำคัญในโลกโบราณแห่งนี้มีพลังฉีเข้มข้นที่เหมาะสมกับการฝึกฝนอย่างมาก
รุ่งเช้าหลิวเย่มอบเงินจำนวนหนึ่งให้กับหลินซ่งเพื่อจัดซื้อใบเว่ยเขาไปที่ร้านอัญมณี “ฉวนเฉิง” อีกครั้งเพื่อซื้อหินหยกแก้วสามสี 1 ก้อนเมื่อเขาเดินออกจากร้าน มีชายฉกรรจ์จำนวนหนึ่งสะกดรอยตามเขามาหลิวเย่ยกยิ้มมุมปากด้วยความสนุก เขาเคลื่อนตัววูบเป็แสงดำหายไปทางนอกเมืองบรรดาชายฉกรรจ์ทั้งหลายต่างพากันวิ่งไปตามทิศทางที่หลิวเย่หายตัวไป
ชายป่าใกล้เมืองซู หลิวเย่ยืนนิ่งสายตามองไปไกล มือไขว้หลังเขากำลังรอผู้คนที่สะกดรอยตามเขาอยู่อย่างผ่อนคลาย
ราวห้าลมหายใจกลุ่มชายฉกรรจ์ชุดดำสิบคนก็ถือดาบเข้าล้อมรอบตัวหลิวเย่คนหัวหน้ามีผ้าปิดหน้าสีดำก้าวออกมาข้างหน้าครึ่งก้าวก่อนกล่าวเสียงเข้มต่ำ“เ้าบังอาจนักที่กล้าท้าทายผู้ยิ่งใหญ่!”
“ใครกัน ผู้ยิ่งใหญ่คนนั้น ข้าไม่รู้จัก!” หลิวเย่ตอบอย่างไม่สนใจ