ถังชวนรู้สึกได้ถึงสายตาอำมหิตที่จ้องมาทางเขาทั้งสามคู่ในใจเขารู้ดีว่าเพียงแค่เขาพูดออกมา เขาจะต้องไม่ได้ตายดีแน่! อย่าเห็นว่าอู๋เจียงคนนี้ดูแล้วเหมือนจะคุยด้วยง่าย แต่สามครั้งที่เขาเข้าสถานีตำรวจไปก่อนหน้านี้ก็เป็เพราะเคยใช้มีดทำร้ายร่างกายคนอื่น!
พอถูกจับหลายครั้งเข้า ก็เรียนรู้ที่จะฉลาดขึ้นรู้จักใช้ลูกสมุนให้เป็คนลงมือจัดการ ส่วนตัวเองเป็ลูกพี่ใหญ่หลบอยู่ข้างหลังแม้ตอนนี้เขาจะลงมือน้อยครั้ง แต่ธรรมชาติของอสรพิษนั้นไม่มีวันเปลี่ยนอสรพิษจะปลอมตัวอย่างไรก็เป็อสรพิษอยู่วันยังค่ำ!
ยิ่งไปกว่านี้ ครั้งนี้แม้ว่าจะกล่าวโทษเขาก็จัดการเขาถึงตายในครั้งเดียวไม่ได้อยู่ดี จะตีงูต้องตีให้ตายไม่เช่นนั้นหลังจากนี้ก็ต้องเผชิญกับหายนะไม่จบไม่สิ้นถังชวนเข้าใจหลักการข้อนี้ดี!
อดทน! หันซิ่นยังเคยถูกลบหลู่[1]ฉัน ถังชวน ทำไมจะโดนบ้างไม่ได้ล่ะ
ถังชวนไม่มองพวกเขาเลยสักนิด เขายกมือขึ้นใช้แขนเสื้อเช็ดคราบน้ำลายบนใบหน้าให้สะอาด แล้วหันหน้าไปอีกด้านโดยไม่มองใครเลยอย่างเด็ดเดี่ยว เขาเกลียดการถูกคนเห็นอกเห็นใจ “ไม่มีอะไรครับ พวกเขาไม่ได้รังแกผม!”
ทั้งสามคนเห็นเขาพูดแบบนี้แล้วก็โล่งใจใบหน้ายิ้มแย้มเบิกบานใจ “ดูสิครับ ครูโจว ผมไม่ได้โกหกครูนะ!ผมกับถังชวนเป็เพื่อนที่ดีต่อกัน!” พูดจบก็ตบบ่าถังชวนอย่างแรงตอนที่นิ้วมือวางลงบนไหล่เขาก็ออกแรงบีบ!
อู๋เจียงเป็คนที่เล่าเรียนศิลปะการต่อสู้พละกำลังของมือมีมากถังชวนรู้สึกเพียงแค่ว่าไหล่ของเขาเหมือถูกคีมคีบถ่านหนีบเอาไว้อย่างแรงจนปวดกระดูกไปหมด! เขากัดฟันไม่ส่งเสียงออกมาสักนิดเดียว
อู๋เ จียงหัวเราะ แล้วพูดกับโจวฉวินว่า “ครูโจวครับ หากไม่มีเื่อะไรแล้ว พวกเราขอตัวก่อนนะครับ! หากวันไหนครูมีเวลาว่าง ผมจะเชิญครูไปร้องเพลงที่เฮฟเว่นออนดิเอิร์ธ หวังว่าครูจะให้เกียรตินะครับ! ฮ่าๆ” พูดจบก็พาเฉินจิ้นกับหลิวฟานจากไปอย่างสง่าผ่าเผย
เฮฟเว่นออนดิเอิร์ธคือย่านโคมแดงที่มีชื่อเสียงของเมืองตงไห่ แน่นอนว่าโจวฉวินย่อมรู้จัก! คำพูดที่มีนัยยะของอู๋เจียงนี้ ไม่ได้เื่ได้ราวยิ่งในฐานะที่เธอเป็ครูที่ปรึกษาของอู๋เจียงแต่กลับถูกเขายั่วยุต่อหน้าดวงหน้าสวยจึงโมโหจนซีดเผือด เธอเกลียดความยโสโอหังของอู๋เจียงและโมโหถังชวนที่ไม่ยอมพูดจาคนนี้
เธอมองเงาร่างที่จากไปของอู๋เจียงอย่างมีโทสะแล้วหันกลับมาเอ่ยกับถังชวนด้วยท่าทางอดกลั้นต่อความโมโห “ตอนนี้พวกเขาไปกันหมดแล้ว เธอไม่ต้องกลัว เล่าเื่ที่เผชิญมาให้ครูฟังครูจะช่วยจัดการให้เธอเอง! สบายใจได้! ครูไม่มีทางบอกว่าเธอเป็คนพูดแน่นอน!”
ถังชวนเหลือบตาขึ้นมองโจวฉวินแวบหนึ่งแล้วหลุบตาลงอีกครั้ง พลางเอ่ยเรียบๆ ว่า “ครูโจวครับครูยังมีเื่อะไรอีกไหม ถ้าไม่มีผมขอตัวก่อนนะครับ!”
“เธอ!!!” โจวฉวินโมโหจนคิ้วตั้งชี้นิ้วไปที่ปลายจมูกถังชวนอย่างรวดเร็ว “เธอนี่มัน นี่มัน...”โจวฉวินพาชั้นเรียนนี้ออกมาทัศนศึกษาในวันนี้ สถานการณ์วุ่นวายมากจึงหงุดหงิดใจยิ่ง ทั้งร้อนรนและร้อนใจ เธอมาช่วยถังชวนด้วยความหวังดีแต่กลับถูกเมินเฉย
เธอกระทืบเท้าอย่างโมโห ทิ้งประโยคหนึ่งเอาไว้แล้วหมุนตัวจากไป!
“ความจริงแล้วการที่คนน่าสงสารใช้ชีวิตได้ไม่เป็ไปตามที่ใจหวังส่วนใหญ่ล้วนเป็เพราะตัวเองหาเื่ใส่ตัว รู้ว่าผิดแล้วยังไม่ยอมแก้ มัวแต่โทษตัวเองก็คือสิ่งที่น่ารังเกียจของคนประเภทนี้!!”
ประโยคนี้เหมือนเข็มเงินเล่มหนึ่งแทงทะลุแนวป้องกันที่ถังชวนสร้างขึ้นมาเข้าสู่หัวใจเขาอย่างแรงทันทีเขากำหมัดแน่น แววตาเปลี่ยนไปมา สีหน้าเดี๋ยวซีดขาว เดี๋ยวแดงก่ำ ชวนให้คนใยิ่งนักเรียนที่อยู่รอบๆ เห็นท่าทางของเขาแล้วก็รวมตัวกันชี้ไม้ชี้มือมาทางเขาบ้างก็รู้สึกยินดีปรีดาในความโชคร้ายของผู้อื่น บ้างก็ยุให้รำตำให้รั่วบ้างก็เยาะเย้ยเสียดสี...
เสียงทั้งหมดรวมกันเป็เชือกมัดตัวเขาจนไม่อาจหลุดพ้นได้นี้ลอยเข้าหูถังชวน
อดทน อดทน อดทน!
แต่วันเวลาที่ต้องอดทนมาทั้งหมดนี้เมื่อไรถึงจะสิ้นสุดลงสักที!
กระทั่งครูโจวฉวินที่เขาเคารพรักและชอบมากที่สุดก็ยังพูดกับเขาแบบนี้หากทนอะไรแบบนี้ได้ก็ไม่มีอะไรที่ทนไม่ได้แล้ว!!
“ฉันไม่้าให้ใครมาสงสารฉัน!”ถังชวนที่โมโหถึงขีดสุดหันกลับไปชกกำแพงอย่างแรง!
พลั่ก!
เสียงดังสนั่น ถังชวนถึงกับชกกำแพงเป็รูได้ในหมัดเดียว!
เพลิงโทสะในใจถังชวนถูกระบายออกไปกับหมัดนี้จนหมดตัวเองไม่เพียงแต่จะไม่รู้สึกเจ็บมือ กลับกลายเป็สะดุ้งใแทน
“ไม่มั้งฉันกลายเป็คนเก่งกาจขนาดนี้ั้แ่เมื่อไรกัน” ถังชวนเบิกตากว้างมองกำแพงปูนซีเมนต์ที่เป็คอนกรีตเสริมเหล็กนี้แล้วก็มองกำปั้นตัวเองพลางยื่นมือออกไปแตะกำแพงด้วยความสงสัย แล้วใช้นิ้วเคาะเล็กน้อย “เป็สิ่งก่อสร้างคุณภาพห่วยรึเปล่านะ”
กำแพงแข็งแรงไร้เสียงสะท้อนถังชวนทั้งตะลึงทั้งสงสัย มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจ ตัวเขาพลันใจนหน้าซีดเผือด“พังแล้ว ฉันชกกำแพงพังซะแล้ว ต้องชดใช้เงินเท่าไรล่ะเนี่ย หลายสิบ?คงไม่ใช่หลายร้อยหรอกนะ?” ถังชวนทำงานทั้งวันทั้งคืนทุกวันเงินยี่สิบหยวนที่ถูกแย่งไปเมื่อครู่ก็ทำให้เขาเ็ปใจไปหลายวันแล้วหากว่าเขายังต้องชดใช้ค่ากำแพงหลายร้อยจนถึงหลายพัน เขาคงต้องขายตัวเองให้กับที่นี่แล้วจริงๆ
เขากำลังมองไปรอบๆ ด้วยท่าทางขวัญหนีดีฟ่อ ไม่ทันระวังจนเกือบล้มหน้าทิ่มแล้วเหลือบไปเห็นท่อนไม้สีดำท่อนหนึ่งอยู่ท่ามกลางเศษหิน
ไม้ท่อนนี้ยาวประมาณห้านิ้ว มันนอนนิ่งอยู่บนพื้นดำสนิทราวกับน้ำหมึก ตัวท่อนมีลายแกะสลักเป็เกลียว หัวท้ายสองด้านแกะสลักเป็รูปหัวกะโหลกอ้าปากกว้างอย่างประณีตท่อนไม้สั้นท่อนนี้ มองดูแล้วเหมือนจะเป็วัตถุที่ผ่านลมฝนมาเป็เวลานานดูเก่าแก่และงดงาม แม้ว่าขนาดจะเล็ก แต่กลับพื้นที่ในสายตาถังชวนจนหมด
“นี่มันคืออะไร เหมือนจะมีค่ามากคงไม่ใช่วัตถุจัดแสดงที่หายไปของพิพิธภัณฑ์หรอกนะ? ...”ถังชวนมองไปรอบๆ ครู่หนึ่ง หลังจากเห็นว่าไม่มีใครสนใจเขา เขาก็ย่อตัวลงไปเก็บขึ้นมา
เมื่อท่อนไม้ขนาดเล็กอยู่ในมือของเขากลับมีน้ำหนักหนักอึ้งความหนาวเย็นถึงกระดูกไหลผ่านกลางฝ่ามือไปตามกระดูกสันหลัง
“ประหลาด! จะต้องมีค่ามากแน่นอน!”ถังชวนมองท่อนไม้ในมืออย่างละเอียดแต่กลับได้ยินเสียงดังขึ้นในหัวเขาว่า “เ้าชื่ออะไร”
เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคนยุคโบราณที่เดินทางข้ามผ่านประวัติศาสตร์อันยาวนานมาดังก้องอยู่ในหูเขา
“หือ ใครเรียกฉัน ถูกจับได้แล้วเหรอ” ถังชวนเผลอสะดุ้งใจนหน้าซีดเผือดรีบซ่อนท่อนไม้สั้นไว้ในกระเป๋า แล้วหันกลับไปะโเสียงดังอย่างตื่นตระหนก “ขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ เพียงแค่ไม่ระวังไปชนเข้า กำแพงนี่ก็...”เขาพูดไปได้ครึ่งหนึ่งก็กลืนคำกลับไป
เขายืนอยู่ที่มุมกำแพงเงียบๆ คนเดียว ในห้าเมตรนี้มีคนเสียที่ไหนกัน
ถังชวนทึ้งหัว “แต่ฉันได้ยินว่ามีคนะโเรียกฉันอยู่ชัดๆ!”
“เ้าได้ยินเสียงเรียกของข้าด้วยหรือ”เสียงนี้ทั้งตะลึงทั้งดีใจคล้ายกับอยู่อย่างหงอยเหงาที่ริมแม่น้ำแอเคอรอน[2]ในปรภพคนเดียวนับหมื่นปีจู่ๆ ก็ได้รับการตอบกลับ จึงรู้สึกเหมือนได้พบกับสหายนักเดินทางที่รอนแรมคนเดียวบนทะเลทรายอันรกร้างว่างเปล่า
“แน่...แน่นอน! คุณเป็ใคร” รอบๆ ไม่มีใครสักคนถังชวนกลับได้ยินว่ามีคนพูดกับเขา สถานการณ์ลึกลับเช่นนี้ทำให้ทั่วร่างถังชวนแข็งเกร็งเขาพิจารณารอบด้านด้วยความระมัดระวังราวกับหมาป่าตัวหนึ่ง
“ฮ่าๆๆ !! เนเฟอร์เ้าได้ยินหรือไม่ ข้าเฝ้ารอมานานแรมปี เฝ้ารอการผลัดเปลี่ยนอารยธรรมหลายยุคสมัยในที่สุดก็มีคนได้ยินเสียงเพรียกหาของข้าแล้ว!!” เสียงนี้ดีใจเป็บ้าเป็หลังและดังราวกับลูกะเิ“บอกนามของเ้ามา”
มือถังชวนในกระเป๋ากางเกงกำแน่นโดยไม่รู้ตัวเขาประหม่าจนไม่ทันสังเกตเห็นว่าดวงตาหัวกะโหลกที่ส่วนหัวท่อนไม้เรืองแสงแดงวาบหนามแหลมคมที่ทั้งเล็กทั้งยาวยื่นออกมาจากปากหัวกะโหลกแล้วทิ่มแทงเข้าไปในนิ้วมือของถังชวน
ถังชวนถูกเสียงที่เต็มไปด้วยความน่าเกรงขามดึงสติกลับมาเขาตอบคำถามโดยไม่รู้ตัวว่า “ผม...ผมชื่อถังชวน”
ตูม!!
ถังชวนรู้สึกว่าฟ้าดินข้างกายถล่มทลายข้างหูพลันมีเสียงลมกรรโชกแรง ภาพตรงหน้าดำมืดรอบด้านมืดสนิทจนถึงขั้นที่ยื่นมือออกไปก็มองไม่เห็นนิ้วทั้งห้าและเต็มไปด้วยเสียงร้องโหยหวนคร่ำครวญที่น่าโศกเศร้าและคับแค้นใจดูเหมือนว่าเขาจะยืนอยู่ในยมโลกที่รายล้อมไปด้วยความมืดมิดอันน่าหวาดกลัวที่ทำให้เขาขนพองสยองเกล้า
“ที่...ที่นี่คือที่ไหน คุณ...คุณเป็ใคร”ถังชวนกลัวยิ่ง จึงะโเสียงดัง
ท่ามกลางความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุดมีเสียงแก่เฒ่าดังลอยมาจากที่ห่างไกล“ข้าคือผู้สยบผืนฟ้า ผู้ปกครองแผ่นดิน ราชันแห่งาา ราชันเนโครแมนเซอร์ผู้มีชัยชนะเหนือพระผู้เป็เ้าสูงสุดกูเตริโอ กำลังพูดเ้า!”
“กูเตริโอ? มันคืออะไรกันคุณจะทำอะไร ที่นี่คือที่ไหน คุณเป็ใครกันแน่” ถังชวนเอ่ยอย่างตระหนก
“หึๆๆเ้าโชคดีที่ได้รับเกียรติให้กลายเป็กายเนื้อของข้าข้าจะปรากฏตัวบนโลกใบนี้อีกครั้ง ให้ผืนฟ้าได้ยินเสียงคำรามของข้าให้แผ่นดินได้รับรู้เพลิงพิโรธจากข้า ให้มนุษย์โลกรู้สึกเกรงกลัวความตาย...”เสียงนี้ทุ้มต่ำลงเรื่อยๆ ต่ำเสียจนไม่ได้ยิน
ถังชวนที่ได้ยินเสียงบ้าคลั่งจวนเจียนจะวิปลาสของคนผู้นั้นแล้วก็ทั้งตะลึงทั้งสงสัยเขาออกแรงจิกง่ามมือระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ของตัวเอง “ไม่เจ็บ? ภาพลวงตา จะต้องเป็ภาพลวงตาแน่ๆ !”เขาใช้มือสองข้างป้องปาก “แกขู่ฉันไม่ได้หลอกทั้งหมดนี้มันคือภาพลวงตา”
อ๊าก!!!!
เขาเพิ่งจะพูดจบ ทันใดนั้นพลังเวทกลุ่มหนึ่งก็ตกลงมาจากฟากฟ้าพุ่งเข้าที่เหนือศีรษะของเขา คล้ายกับกระแสไฟหนึ่งหมื่นโวลต์ไหลผ่านเส้นลมปราณและเส้นเืทุกเส้นของเขาเ็ปราวกับเปลวเพลิงที่ลุกโชนแผดเผา ดาบตัดกระบี่เฉือน
ถังชวนส่งเสียงร้องคำรามดังลั่นเสียงนี้น่าเวทนายิ่งนัก ไม่เหมือนกับเสียงที่มนุษย์สามารถร้องออกมาได้เส้นเืทั่วร่างเขาโป่งพอง โลหิตที่อยู่ภายในไหลเวียนขึ้นลง ราวกับมีหนูจำนวนนับไม่ถ้วนวิ่งไปวิ่งมาท้องบวมเหมือนกับพร้อมจะะเิได้ทุกเมื่อ! และที่น่ากลัวที่สุดคือเหนือศีรษะเขาดวงิญญาโครงกระดูกดวงหนึ่งกำลังบีบคอเขาเอาไว้ และค่อยๆ ฉุดกระชากดวงจิตของเขาไปทีละเล็กทีละน้อย
“อย่าได้ดิ้นรนความทุกข์ทรมานกำลังจะผ่านพ้นไป ในไม่ช้าพวกเราจะกลายเป็หนึ่งเดียวข้าจะระลึกถึงดวงจิตที่บริสุทธิ์น่ารักของเ้าไปตลอดกาล...”
เสียงนี้เย็นเยียบราวน้ำแข็งหมื่นปีเสียดแทงถังชวนที่เ็ปให้มีสติสัมปชัญญะแจ่มชัดขึ้น เขาเข้าใจทันทีว่า เ้าปีศาจร้ายตนนี้้าร่างกายเขา
“ฝันไปเถอะ!” ถังชวนบ้วนเืออกมาคำรามเสียงดังด้วยความเคียดแค้นอย่างยิ่ง
“ฉันไม่มีเงิน! ไม่มีบ้าน! ไม่มีเพื่อน! ฉันไม่มีอะไรทั้งนั้น!!ในโลกใบนี้ ฉันมีเพียงแค่ชีวิตและดวงจิตพวกมันมีค่ายิ่งกว่าความมั่งคั่งใดบนโลก พวกมันสูงส่งงดงามกว่าเพชรนิลจินดาใดๆพวกมันคือทุกสิ่งของฉัน! ไม่ว่าใครก็อย่าได้คิดมาแย่งพวกมันไปนี่คือชีวิตฉัน นี่คือดวงจิตของฉัน ฉันเป็นายของตัวเอง ฉันคือเทพเ้าในโลกของฉันเป็เทพเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น!! แกเป็ตัวอะไรไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้!!!”
นัยความหมายในวาจานี้ของถังชวนคือ ทุกสิ่งบนโลกใบนี้ของเขาเป็หนึ่งเดียวกันและมีเขาที่เป็ผู้มันเพียงคนเดียวหนึ่งบุบผาหนึ่งโลกาหนึ่งพฤกษาหนึ่งจักรวาล![3]
[1] หันซิ่นยังเคยถูกลบหลู่ เป็การเปรียบเทียบเหตุการณ์ในยุคซีฮั่นของจีนซึ่งหันซิ่นผู้เป็แม่ทัพที่มีความสามารถได้ออกรบและร่วมสถาปนาซีฮั่น นับเป็ขุนพลรุ่นเปิดประเทศต่อมาได้เลื่อนตำแหน่งเป็แม่ทัพใหญ่ และมหาเสนาบดี จนได้เป็ท่านอ๋องในที่สุดแต่เขาก็เคยได้รับความอัปยศที่ต้องลอดหว่างขาคนฆ่าสัตว์ท่ามกลางเสียงหัวเราะและคำพูดดูถูกเหยียดหยามของทุกคนในวัยเยาว์แต่เมื่อท่านได้ขึ้นเป็แม่ทัพแล้ว ก็ไม่ได้คิดแก้แค้นและยังปฏิบัติต่อคนฆ่าสัตว์เป็อย่างดี พร้อมกับกล่าวว่า“หากไม่มีความอัปยศที่ต้องลอดหว่างขาในตอนนี้ ก็ไม่มีหันซิ่นในวันนี้”
[2] แม่น้ำแอเคอรอน (Acheron)คือแม่น้ำแห่งความเ็ป อยู่ปากทางสู่ยมโลก
[3]หนึ่งบุบผาหนึ่งโลกา หนึ่งพฤกษาหนึ่งจักรวาล หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีความคิดมีจิติญญาเป็ของตัวเอง ทุกสิ่งเท่าเทียม