เมื่อทุกคนเปลี่ยนอาชีพ: สัตว์อัญเชิญของข้าล้วนเป็นขนาดยักษ์!

    เล่มที่ 2 บทที่ 46 หวนคืน การเปลี่ยนแปลงดุจเกิดใหม่

            “ฮัดเช้ย!”

            ภายในถ้ำซือถูอวี้จามออกมาเสียงดัง ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย

            เธอรู้สึกเหมือนมีใครกำลังนินทาเธออยู่เบื้องหลัง

            “ไอ้หวังเฉินสารเลวนั่น คงไม่ได้เอาฉันไปนินทาลับหลังหรอกนะ?”

            ซือถูอวี้คิดในใจพลางหันมองไปรอบๆเพื่อตามหาหวังเฉิน

            แต่ภายในถ้ำนั้นเธอกลับไม่พบร่องรอยของเขาแม้แต่น้อย แม้แต่ปิงชิงน้อยก็หายไป

            “ให้ตายสิ ไปไหนของเขากันนะ?”

            หัวใจเต้นแรงด้วยความตื่นตระหนกเด็กสาวรีบขยับตัวลุกขึ้นนั่ง

            ในตอนนั้นเองเธอก็สังเกตเห็นว่าบนตัวเธอยังมีผ้าห่มคลุมอยู่

            “หมอนี่… เขาก็ห่วงคนอื่นเป็นด้วยเหมือนกันนี่นา?”

            ซือถูอวี้มองผ้าห่มที่ไม่ใช่ของเธอผืนผ้าที่ยังคงมีกลิ่นสบู่หอมกรุ่นจางๆ ทำให้ดวงตาของเธอสั่นไหวเล็กน้อย

            ครืดครืด

            ทันใดนั้นเสียงบางอย่างก็ดังขึ้นมาจากนอกถ้ำ

            “ตื่นแล้วเหรอ?”

            หวังเฉินเดินถือกระต่ายเข้ามาในถ้ำแล้วก็เริ่มจัดการทำอาหารอย่างไม่รีบร้อน

            “ทำไมนายตื่นเช้าจัง?”

            ซือถูอวี้มองหวังเฉินที่กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมอาหารแล้วก็เอ่ยถามขึ้นอย่างไม่ใส่ใจนัก

            “เช้าเหรอ?”

            “คุณหนูครับ ผมไม่ได้นอนมาทั้งคืนเลยนะ!”

            “เมื่อคืนเธอนอนเหมือนกับกำลังซ้อมตาย เรียกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่น!”

            หวังเฉินที่กำลังเตรียมย่างกระต่ายเหลือบมองเด็กสาวด้วยความเหนื่อยหน่าย

            ก่อนหน้านี้พวกเขาสองคนตกลงกันว่าจะแบ่งเวรกันเฝ้ายามแต่สุดท้ายซือถูอวี้กลับหลับไปตั้งแต่หัวค่ำ

            แถมยังหลับสบายอีกต่างหากโชคดีที่ไม่กรน ไม่เช่นนั้นหวังเฉินคงจะโยนเธอออกไปนอกถ้ำแล้ว

            “อ๊ะ?”

            ซือถูอวี้ก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกละอาย“ขอโทษนะ คืนนี้ฉันจะเฝ้าเอง”

            “เหอะ!”

            “พอเลย!”

            หวังเฉินเยาะเย้ยอย่างไร้ความปรานี“เพราะเธอหลับลึกขนาดนั้นฉันกลัวว่ากลางดึกจะมีอสูรป่าคาบไปกินน่ะสิ!”

            พูดจบเขาก็จุดไฟอย่างรวดเร็วและเริ่มลงมือย่างกระต่าย

            “แหะๆ มันคงไม่ขนาดนั้นหรอกมั้ง?”

            ซือถูอวี้เกาหัวด้วยความกระอักกระอ่วนใจแต่ก็ไม่ได้เก็บคำเย้ยหยันของหวังเฉินมาใส่ใจ

            “เหอะ!”

            หวังเฉินกลอกตาขึ้นฟ้าไม่ได้สนใจจะต่อปากต่อคำกับคนปากไม่ตรงกับใจเช่นเธอ

            อย่างไรก็ตามตอนนี้ร่างกายของเขาได้รับการเสริมพลังจากแต้มคุณสมบัติแล้วแค่หาเวลาพักสายตาสักครู่ เขาก็จะกลับมาสดชื่นกระปรี้กระเปร่าได้เหมือนเดิม

            อีกไม่นานก็จะออกจากเทือกเขาสรรพสัตว์แล้วเขาไม่อยากหลับตาลงแล้วตื่นขึ้นมาอีกทีก็จบชีวิตลงที่นี่

            “รีบเก็บของแล้วมากินข้าวกันเถอะ วันนี้เราต้องเดินอีกไกล”

            เมื่อย่างกระต่ายเสร็จหวังเฉินเห็นซือถูอวี้ยังคงนั่งโอบผ้าห่มอย่างงัวเงียจึงเอ่ยปากเรียกด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

            เขารู้สึกว่าในช่วงเวลาที่เหลือนี้เขาคงต้องผันตัวเป็นพี่เลี้ยงเด็กไปโดยปริยาย

            …

            กาลเวลาหมุนเวียน

            วันปกติธรรมดาวันหนึ่งของใครหลายๆคน

            ที่ทางเข้าเทือกเขาสรรพสัตว์ชายหญิงหนุ่มสาวคู่หนึ่งเดินออกมา ทำให้ผู้คนที่ผ่านไปมาหันมามองด้วยความสนใจ

            ทั้งสองคนมีรูปร่างหน้าตาดีเยี่ยมใบหน้าที่ยังคงดูอ่อนเยาว์เผยให้เห็นแววตาที่คมกริบเกินกว่าวัย

            นั่นคือหวังเฉินและซือถูอวี้

            “เฮ้อ!”

            หวังเฉินยืนอยู่หน้าทางเข้าเทือกเขาสรรพสัตว์มองผู้เปลี่ยนอาชีพที่เดินผ่านไปมาอย่างไม่ขาดสาย แล้วก็ถอนหายใจยาว

            “ในที่สุดก็ออกมาได้แล้ว!”

            การเดินทางในเทือกเขาสรรพสัตว์เกือบหนึ่งเดือนทำให้เขารู้สึกเหมือนห่างหายจากโลกภายนอกไปนานแสนนาน

            “ดีจังเลย! หวังเฉิน ในที่สุดนายก็จะได้อาบน้ำแล้ว!”

            ซือถูอวี้ก็ถอนหายใจออกมาเช่นกันพลางจงใจขยับตัวออกห่างไปเล็กน้อย ทำหน้าตาขยะแขยง

            เมื่อเห็นดังนั้นหวังเฉินก็เย้ยหยันกลับไปว่า “พูดอย่างกับเธอตัวสะอาดนักแหละ?”

            ตลอดหนึ่งเดือนที่ใช้ชีวิตกลางป่าเขาสภาพของทั้งสองคนตอนนี้ก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก

            การเดินทางครั้งนี้เกือบทำให้พวกเขากลายเป็นคนป่าหากไม่ใช่เพราะเลเวลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นแรงผลักดันละก็พวกเขาซึ่งคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตในสังคมสมัยใหม่ ก็คงไม่สามารถทนได้นานขนาดนี้

            ในตอนนี้เมื่อเทียบกับก่อนที่จะเข้าไปในเทือกเขาสรรพสัตว์หวังเฉินและปิงชิงน้อยเรียกได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ

            [สัตว์อสูร: พญามังกรเหมันต์]

            [ชื่อเล่น: ปิงชิง]

            [เพศ: เมีย]

            [อายุ: ยังไม่ครบเดือน (วัยเยาว์)]

            [เลเวล: 25]

            [ชั้น: สัตว์อสูรเทพบรรพกาล]

            [พรสวรรค์: เติบโตไม่สิ้นสุด (SSS)]

            [คุณสมบัติหลัก: พลัง 1700; สติปัญญา 1700; พละกำลัง 1700; ความว่องไว 1700 (ไม่ได้รับการเสริมพลังจากบัฟ, อุปกรณ์หรือไอเท็มใดๆ)]

            [ทักษะ: กายาเหมันต์ (SSS), ลมหายใจเยือกแข็ง (SSS),เขตแดนนรกเหมันต์นิรันดร์ (SSS), แรงกดดันแห่งมังกร(SSS)]

            [ความจงรักภักดี: 100]

            [อุปกรณ์: ไม่มี]

            [ข้อมูลเบื้องต้น: ละไว้]

            …

            [ชื่อ: หวังเฉิน]

            [อาชีพ: ผู้ฝึกสัตว์อสูรยักษ์]

            [เลเวล: 35]

            [พรสวรรค์: ดวงใจแห่งสรรพสัตว์ (SSS), หลอมรวมสัตว์อสูร(เทพ)]

            [ทักษะ: ศาสตร์ควบคุมอสูร (S), ศาสตร์ฟื้นฟูสัตว์อสูร(B), ศาสตร์วิเคราะห์สายเลือด (เทพ), พันธสัญญาอัญเชิญ(B), คมดาบพริบตา (D), วิชาลมวายุคลั่ง (C)]

            [พลัง: 252.5 + 30 แต้ม]

            [สติปัญญา: 252.5 + 10 แต้ม]

            [พละกำลัง: 252.5 + 20 แต้ม]

            [ความว่องไว: 252.5 + 5 + 20 แต้ม]

            [แต้มคุณสมบัติที่ยังไม่ได้จัดสรร: 0 แต้ม]

            [แต้มทักษะที่ยังไม่ได้จัดสรร: 100 แต้ม]

            …

            ปิงชิงน้อยเลเวลเพิ่มขึ้นถึง25และคุณสมบัติพื้นฐานแต่ละด้านก็สูงถึง 1,700 แต้ม

            แม้แต่ผู้เปลี่ยนอาชีพที่เพิ่งเปลี่ยนอาชีพครั้งที่สามหากเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรตัวน้อยนี้ ก็คงต้องพ่ายแพ้ภายใต้กรงเล็บมังกรของมัน

            ส่วนหวังเฉินที่เลเวลเพิ่มขึ้นถึง35ก็มีการเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือเช่นกันพลังของเขาเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

            การที่เขากระจายแต้มคุณสมบัติอย่างเท่าเทียมกันทำให้แต่ละด้านมีความสมดุล แม้จะไม่เหลือเชื่อเท่าปิงชิงน้อยแต่ถ้าตอนนี้เขาต้องเผชิญหน้ากับหัวหน้ากลุ่มไฮยีน่าคนเดิมโดยไม่ให้ปิงชิงน้อยออกโรง เขาก็สามารถเอาชนะได้เช่นกัน

            สำหรับซือถูอวี้ที่อยู่ข้างๆเพราะไม่ต้องแบ่งค่าประสบการณ์กับสัตว์อสูรระดับของเธอยังคงสูงที่สุดในบรรดาพวกเขาโดยขึ้นไปถึงระดับสูงสุดของการเปลี่ยนอาชีพครั้งแรกที่เลเวล 40

            คาดว่าเมื่อกลับไปเธอคงต้องเตรียมพิธีเปลี่ยนอาชีพแล้วและบางทีเมื่อการประลองสอบเข้ามหาวิทยาลัยเริ่มต้นขึ้นเด็กสาวคนนี้ก็อาจจะเป็นผู้เปลี่ยนอาชีพครั้งที่สองไปแล้วก็เป็นได้

            นอกจากการเพิ่มระดับแล้วหวังเฉินและซือถูอวี้ยังได้รับอุปกรณ์และวัตถุดิบต่างๆ อีกมากมาย

            อย่างไรก็ตามมูลค่าที่แท้จริงของสิ่งเหล่านี้จะต้องรอให้ถึงเวลาขายที่ตลาดการค้าจึงจะสามารถทราบตัวเลขที่แน่นอนได้

            “หวังเฉิน อีกสามวันก็จะถึงการประลองสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้วช่วงนี้มีแผนจะทำอะไรบ้าง?”

            ระหว่างทางที่เดินไปยังสถานีรถไฟซือถูอวี้ก็สะกิดแขนหวังเฉิน

            “แผนเหรอ?”

            “ส่งมอบภารกิจ จัดการของที่ได้มาให้เรียบร้อยจากนั้นก็กลับไปใช้เวลากับพ่อแม่ รอวันประลองสอบเข้ามหาวิทยาลัยเริ่มขึ้น”

            หวังเฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

            “อ๋อ!”

            ซือถูอวี้ได้ยินดังนั้นก็ดูเหมือนจะรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย

            แต่ไม่นานเธอก็กลับมามีท่าทางร่าเริงเหมือนเดิม

            “ถ้านายเอาของไปขาย อย่าลืมหักส่วนของฉันไปด้วยนะ”

            “ฉันกำลังรอวันที่จะได้นั่งนับเหรียญทองอยู่ที่บ้านหลังจากการประลองสอบเข้ามหาวิทยาลัยจบลงอยู่เลย”

            ซือถูอวี้พูดด้วยรอยยิ้ม

            “ไม่ต้องห่วงหรอก พอของขายได้แล้ว ฉันจะเอาไปให้เธอถึงที่”

            หวังเฉินกลอกตาเมื่อได้ยินคำพูดของเธอ

            ผู้ฝึกสัตว์อสูรยักษ์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างฉันจะไปโลภทรัพย์สินเล็กๆ น้อยๆ ของเธอได้อย่างไรกัน?

            “เชอะ! ไว้หลังจากการประลองสอบเข้ามหาวิทยาลัยจบลงค่อยว่ากันเถอะช่วงนี้ถ้าไปหานายก็คงไม่เจอหรอก”

            ซือถูอวี้พูดพลางหยุดเดินกะทันหัน

            ในตอนนั้นเองหวังเฉินพลันรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างเมื่อหันไปมองก็เห็นรถเวทมนตร์ลอยฟ้ากำลังพุ่งเข้ามา

             

    คล้ายกับเรื่องเมื่อทุกคนเปลี่ยนอาชีพ: สัตว์อัญเชิญของข้าล้วนเป็นขนาดยักษ์! ที่คุณอ่าน