ในช่วงสายของวันนั้นหลังจากที่ขวัญพี่โชติและเพชรได้ขายของกันหมดแล้วทั้งสามก็พากันมาที่โรงพยาบาลที่น้าบัวได้มาคลอดลูกเมื่อคืนนี้ในขณะที่ขวัญเดินเข้าไปในห้องเธอก็ได้เห็นว่าน้าสิงห์ หิน และน้าบัวกำลังก้มมองเด็กน้อยในอ้อมกอดอยู่ก็แปลกใจ
“พวกน้าเป็นอะไรกันจ๊ะแล้วเจ้าตัวเล็กมีอะไรผิดปกติหรือเปล่าทำไมพวกน้าถึงมองกันอย่างพินิจพิเคราะห์กันแบบนี้” ขวัญถามขึ้นมาด้วยความสงสัยใน
ขวัญ โชติและเพชร ก็พากันเดินเข้ามาใกล้เตียงน้าบัวและก็ก้มลงมองเด็กตัวน้อยๆ ที่กำลังหลับตาพริ้มอย่างน่ารักด้วยความชื่นชมถึงแม้ใครจะว่าเด็กแรกเกิดผิวจะเหี่ยวไม่น่าดูก็เถอะ
“น้าก็มองหน้าลูกนี่แหละขวัญน้าว่าลูกน้าคนนี้ดูเหมือนเจ้าแดงลูกชายของน้าที่เสียไปก่อนหน้านานแล้วไม่ใช่แค่ใบหน้านะแม้แต่ปานที่ก้นก็ยังเหมือนกันด้วยอยู่จุดเดียวกันเปี๊ยบเลย” น้าบัวพูดขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ เพราะเธอยังคงคิดถึงลูกชายคนนั้นอยู่ตลอดเวลา
“แล้วน้าคิดว่ายังไงค่ะ ถ้าหากว่าแดงได้กลับมาเกิดเป็นเด็กคนนี้” ขวัญถามกับครอบครัวของคนทั้งสาม ส่วนโชติและเพชรก็ได้แต่มองหน้ากันไม่เข้าใจในเรื่องที่ขวัญถามน้าบัว
“จริงเหรอขวัญที่หนูพูดมันเป็นเรื่องจริงใช่ไหมตอนแรกน้ากับสิงห์ก็คิดเหมือนกันแต่น้าไม่อยากจะหลอกตัวเองแต่หากว่าหนูบอกเองแบบนี้น้าเชื่อหมดใจเลย” บัวก็ยิ้มออกมาทั้งน้ำตาเพราะตั้งแต่ที่ลูกตายเธอก็โทษตัวเองอยู่ตลอดเวลา
“จริงเหรอพี่ขวัญนี่เป็นแดงที่เคยเป็นน้องของหินเมื่อตอนนั้นจริงๆ ใช่ไหม” หินเองก็ร้องไห้เพราะเขาคิดว่าเป็นเพราะเขาที่ช่วยน้องเอาไว้ไม่ได้มาตลอดหากถ้าน้องชายคนนี้เป็นแดงมาเกิดใหม่จริงๆ เขาสัญญาว่าจะดูแลน้องให้ดีที่สุด
“น้าสิงห์ไม่ดีใจเหรอจ๊ะที่หนูพูดเป็นความจริงนะเพราะแดงมาอยู่กับหนูที่สวนตั้งแต่ที่กล้าจมน้ำแล้วแต่ที่หนูไม่บอกพวกน้าก็เพราะมันยังไม่ถึงเวลาน้าทั้งสองคงไม่โกรธหนูใช่ไหมจ้ะ”
“น้าเองก็ดีใจที่ได้ลูกชายคนเดิมกลับมาน้าไม่โกรธหนูหรอกเพราะน้ารู้ว่าหนูก็คงมีเหตุผลของตัวเองเช่นกันแล้วตอนนี้น้ากับบัวก็จะได้ไม่ต้องรู้สึกผิดกับลูกคนนี้แล้ว” สิงห์พูดออกมาอย่างตื้นตันใจ
“แล้วน้องคนนี้พวกน้าจะให้ชื่อว่าอะไรจ้ะพวกหนูจะได้เรียกกันถูก”ขวัญมองหน้าน้องน้อยแล้วก็ถามกับครอบครัวของบัว
“แสงเพราะเด็กคนนี้เปรียบเสมือนเป็นแสงสว่างแห่งครอบครัวของน้าและยิ่งเมื่อรู้ความจริงแล้วก็ยิ่งทำให้ครอบครัวน้าที่อยู่ในความหมองเศร้ามานานนั้นได้หลุดพ้น” สิงห์พูดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม
“แล้วชื่อจริงละจ๊ะเพราะน้าจะต้องไปแจ้งที่หมอเพื่อจะได้ทำสูติบัตรให้น้อง” ขวัญก็ถามขึ้นอีกครั้งเพราะกลัวน้าสิงห์จะลืม
“เจ้าหินน้าก็ตั้งชื่อว่าประกอบแล้วมันมีชื่ออะไรที่ความหมายเกี่ยวกับแสงแล้วมันคล้องกันกับชื่อจริงของหินบ้างไหม น้าบอกตามตรงน้าเองก็ตั้งไปตามมีตามเกิดพราะหนังสือหนังหาร่ำเรียนมาน้อย” สิงห์พูดออกมาพร้อมกับมองน้าบัวไปด้วย
“ชื่อว่าประภาสดีไหมครับน้าบัวน้าสิงห์แปลว่าแสงสว่างเพราะตอนที่ผมอยู่กับหลวงตาก็เคยมีคนมาขอให้หลวงตาตั้งชื่อให้กับลูกหลานเขาบ่อยๆ ผมเองก็ได้อ่านหนังสือตั้งชื่อเหล่านั้นมาบ้าง” โชติพูดเสนอออกมา
“ดีชื่อนี้แหละพี่ชื่อประกอบน้องชื่อประภาสคล้องกันดีความหมายดีน้าชอบบัวกับหินล่ะชอบชื่อนี้ไหม” สิงห์หันไปถามสมาชิกสองคนในครอบครัว
“ชอบจ้ะ” ทั้งสองตอบพร้อมกันหลังจากได้ชื่อเรียบร้อยแล้วสิงห์ก็ออกไปเพื่อแจ้งกับเจ้าหน้าที่
“พี่ขวัญต่อไปนี้ไม่มีแดงแล้วใช่ไหมจ้ะ มีแต่น้องแสงตัวน้อยคนนี้แทน” จุกถามขวัญ
“แดงก็อยู่ในความทรงจำของพวกเราในรูปลักษณ์นั้นแต่ในเมื่อเขาได้มาเกิดใหม่แล้วการที่เขามีชื่อใหม่ก็ดีแล้วเพราะการเกิดใหม่ก็คือการเริ่มต้นของโชคชะตาบทใหม่ของเราไงคะเขาก็ยังคงเป็นน้องของพวกเราเหมือนเดิม”
“เข้าใจแล้วจ้ะพี่ขวัญพวกเราก็จะช่วยกันดูแลน้องกันอีกทางหนึ่งเช่นกันดูๆไปหนูว่าตอนนี้น้องดูขี้เหร่มากเลย นะจ๊ะ ผิวย่นๆ แดงๆเหมือนลูกลิงเลย” จุกพูดตามความคิดของมันซึ่งเจ้าน้อยก็พยักหน้าเห็นด้วย
“ไม่เป็นไรหรอกพี่จุกยังไงก็เป็นน้องของพวกเราต่อให้น้องจะเป็นยังไงเราก็รักแต่น้อยว่าอีกหน่อยน้องก็น่าจะน่ารักนะเพราะแดงตอนนั้นน่ารักมากเลย” น้อยก็พูดตามความคิดของตนเอง
ขวัญก็มองเจ้าผีน้อยทั้งสองเถียงกันด้วยความขบขันเด็กก็เด็กละนะไม่ว่าจะตายมาแล้วกี่ปีแต่ตอนที่เขาตายนั้นอายุก็ยังน้อยกันอยู่ความเป็นเด็กก็ยังไม่ได้จางหายไป
เพชรกับโชติก็นั่งคุยเล่นกับหินแล้วก็มองน้องที่หลับตาอยู่ด้วยความสงสัยว่าทำไมน้องถึงหลับนานจังไม่เห็นลืมตาตื่นมาสักที
“น้าบัวครับทำไมน้องถึงเอาแต่นอนไม่ตื่นขึ้นมาบ้างละครับพวกผมมาตั้งนานแล้วก็ยังไม่เห็นน้องตื่นเลย”เพชรถามด้วยความสงสัย
“น้องเพิ่งจะเกิดยังไงละครับก็เลยนอนมากจะตื่นก็เวลาหิวหรือรู้สึกไม่สบายตัวอย่างเช่นฉี่หรืออึแบบนี้” บัวตอบ
“อ๋อเข้าใจแล้วครับ”เพชรตอบรับ
สามพี่น้องครอบครัวขวัญเห็นว่านี่ก็ใกล้จะเที่ยงแล้วพวกเขาก็เลยพากันจะลาครอบครัวน้าบัวเพื่อจะกลับบ้าน
“น้าบัวพรุ่งนี้หนูจะแวะมาใหม่นะจ๊ะหากหมอให้กลับบ้านตอนไหนเมื่อไหร่น้าบัวก็บอกนะไม่ต้องเกรงใจเพราะหนูจะเอารถมารับกลับบ้านเอง” ขวัญบอกกับบัวเพราะน้าสิงห์กำลังไปซื้อข้าวกลางวันอยู่
“หินพวกพี่ไปก่อนนะไว้ค่อยเจอกันใหม่” โชติบอกกับหิน
เมื่อกลับมาถึงสวนขวัญทั้งสามพี่น้องก็พากันไปยังโรงอาหารของสวนขวัญทันทีเพราะพวกเขาหิวกันอย่างมากแทบจะกินช้างเข้าไปได้ทั้งตัวเลยทีเดียวเมื่อทุกคนกินข้าาวเรียบร้อยก็มาตอบคำถามของพี่น้องและเหล่าป้าๆอาๆ
คำถามส่วนใหญ่ก็เหมือนกันเช่นถามว่าบัวเป็นยังไงบ้าง จะกลับบ้านเมื่อไหร่ ลูกเป็นอย่างไรเป็นต้น ซึ่งพี่น้องขวัญทั้งสามก็ตอบอย่างเต็มใจ
เมื่อถึงเวลาทำงานช่วงบ่ายทุกคนก็พากันแยกย้ายไปทำงานตอนนี้ในโรงอาหารมีนาฬิกาแล้วและขวัญก็ได้สอนเหล่าคนงานผู้มีอายุสูงวัยดูด้วยรวมทั้งปู่ ปู่ชื่นและย่าของตนด้วย เพราะปู่บอกว่าคนสมัยก่อนเขาดูเวลาจากการคาดคะเนของดวงตะวันกัน
การทำงานของสวนขวัญก็ผ่านไปอย่างสุขสงบอีกวันแต่ทางด้านโรงพักของอาแทนไทยกลับมีเรื่องวุ่นวายเข้ามาซึ่งเรื่องที่เข้ามานี้ต่างพาให้ผู้คนในโรงพักต่างก็กินเนื้อสัตว์์ไม่ได้ไปตามๆ กันเลยทีเดียว
“สารวัตรผมว่าเราไปให้หนูขวัญช่วยดีไหมครับ”ติณณภพพูดขึ้นกับแทนไทย ต่อหน้าผู้กำกับคนใหม่นั่นก็คือพิทักษ์นั่นเอง
“แต่ว่าการที่เราจะไปรบกวนเขาบ่อยๆ มันจะไม่ค่อยดีมั้ง”แทนไทยพูดพร้อมกับมองหน้ามาทางผู้กำกับของตนไปด้วย
“ที่คุณมองผมนี่เพราะอยากจะช่วยให้เด็กคนนั้นได้รับผลตอบแทนใช่ไหมแทนไทยผมเองก็คิดอยู่เหมือนกันเพราะคดีหลายเรื่องเราก็ได้เด็กคนนั้นมาช่วยคลี่คลายอยู่หลายครั้ง”พิทักษ์ถามกับลูกน้องคนสนิท
“ถ้าอย่างนั้นก็ให้แม่หนูคนนั้นมาเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับคดีพิเศษที่พิสดารเหมือนอย่างเรื่องนี้กับเรื่องที่ผ่านๆมาก็แล้วกันและเมื่อเขามาช่วยหลังจบเรื่องแล้วเราก็ทำเรื่องเบิกค่าเสียเวลาให้กับแม่หนูคนนั้นไปพวกคุณเห็นด้วยไหม” พิทักษ์ถามกับทุกคนที่อยู่ในห้อง
คืนนั้นที่โรงพักก็ได้มีเหตุการณ์แปลกๆ เกิดขึ้นไม่ว่าจะประตูที่เปิดปิดเองหรือไฟที่ปิดๆ ดับๆ เสียงหมาเห่าหอนดังขึ้นติดๆกันทำให้เจ้าหน้าที่ ที่ได้อยู่เวรในวันนี้เริ่มที่จะนั่งเก้าอี้ไม่ติดกันเสียแล้ว
“ไอ้หมาเวร ที่อื่นมีเยอะแยะไม่ไปเห่าไปหอนพากันมาหอนที่โรงพักทำซากอะไรวะคนยิ่งกลัวๆอยู่” นายดาบคนหนึ่งพูดขึ้น
ปัง! ทันทีที่จบคำพูดของเจ้าหน้าที่คนนี้หน้าต่างไม้บานหนึ่งก็ถูกลมตีทำให้บานหน้าต่างปิดเข้ามาจนเกิดเสียงดัง
ทำให้เจ้าหน้าที่ที่นั่งกันอยู่ทั้งสองคนพากันมองหน้ากันเลิ่กลั่กด้วยความตกใจพร้อมกับภาวนาว่าขอให้ค่ำคืนนี้ของพวกเขาผ่านไปด้วยดีด้วยเถิด
ค่ำคืนนี้ที่บ้านสวนของขวัญ ขวัญก็ได้ทำกิจวัตรประจำวันของตนเหมือนเช่นทุกครั้งนั่นคือก่อนนอนเธอจะต้องเข้ามาในห้องพระเพื่อสวดมนต์ แผ่เมตตาและก็เข้าไปนั่งฝึกจิตในมิติของตนเพราะตั้งแต่ที่เธอบาดเจ็บในครั้งนั้น
เธอก็โดน 001 รวมทั้งเหล่าผู้ช่วยพิเศษกำหนดการฝึกพิเศษให้กับเธอมาทุกวันด้านเหล่าผู้ช่วยพิเศษเองก็ขยันฝึกจิตมากขึ้นด้วยเช่นกัน
เช้าวันต่อมากิจวัตรประจำวันของสวนขวัญก็พากันทำทุกอย่างเหมือนเดิมเก็บผักผลไม้กำผักเป็นกำๆ นำขึ้นรถไปขายยังตลาดวันที่สองและวันที่สิบหกจะเป็นวันที่พี่นิลน้ำมารับซื้อผักผลไม้ที่สวน
“พี่นิลน้ำปีนี้พี่อายุเท่าไหร่แล้วจ้ะแล้วพี่ไม่ไปเรียนแล้วเหรอ”ขวัญถามด้วยความสงสัยเพราะเธอรู้สึกว่าพี่นิลน้ำมีความรู้มากซึ่งผิดกับวัยรุ่นทั่วไปหรือเธอจะเดาอายุพี่เขาผิดไปกัน
“ขวัญคิดว่าพี่อายุเท่าไหร่กันล่ะพี่แล้วก็หลินอี้เราเรียนจบกันแล้วส่วนพาฝันพี่ผู้หญิงที่พี่พามาด้วยครั้งแรกที่พี่พา หลินอี้มาเขาอยู่ปีนี้ปีสุดท้ายเป็นรุ่นน้องพวกพี่แล้วพาฝันก็เพิ่งจะตกลงเป็นแฟนกับพี่เมื่อปีใหม่นี้เอง” นิลน้ำพูดออกมาอย่างเขินๆ
“พี่ไม่ใช่อายุสิบเจ็ดสิบแปดหรอกหรือนี่หนูคิดว่าพวกพี่ยังเรียนอยู่ม.ปลายอยู่เลย”
“อืมนี่ขนาดพี่ผิวคล้ำนะยังมีคนว่าพี่ดูไม่เหมือนคนอายุยี่สิบสามอีกเหรอเดี๋ยวพี่ให้รางวัลเป็นค่าขนมเพิ่มดีไหมที่บอกว่าพี่ดูเด็กลงกว่าอายุจริงตั้งห้าปีฮ่าๆ” นิลน้ำก็พูดขึ้นอย่างขำๆ
“พี่กับแฟนพี่จะแต่งงานกันหลังพี่เขาเรียนจบเลยไหมจ้ะหนูจะได้เตรียมใส่ซองหนาๆ ไว้ให้”ขวัญก็แซวคนเป็นพี่ตรงหน้า
“พี่ก็อยากแต่งอ่ะ” นิลน้ำพูดอย่างเศร้าๆ ขวัญเองก็งงกับอารมณ์ของพี่ชายคนนี้เมื่อกี้ยังหัวเราะอยู่เลยแต่ตอนนี้มาเล่นบทโศกซะอย่างนั้น
“พี่ก็ลองขอเขาสิจ้ะกว่าพี่สาวจะเรียนจบหนูว่าพี่ก็น่าจะมีเงินไปสู่ขอเขาแล้วเดี๋ยวหนูจะผลิตสินค้ามาให้พี่ขายเพิ่มเพื่อพี่จะได้มีเงินไปขอสาวดีไหม”
“ถ้าพี่จะขอพาฝันแต่งงานพี่มาขอยืมใช้สถานที่แห่งนี้นะบรรยากาศดีสุดๆ”
“ได้เลยจ้าน้องสาวคนนี้ไม่เก็บเงินค่าสถานที่หรอก”
ทั้งคู่คุยกันไปสักพักผักและผลไม้ก็ยกขึ้นรถจนหมดแล้วนิลน้ำก็ขอตัวกลับไป
ขวัญก็รีบไปขายของในตลาดและก็เข้าไปหาน้าบัวที่โรงพยาบาลเหมือนเดิมในขณะที่เธอเดินขึ้นบันไดเธอก็ได้เดินสวนกับผู้หญิงคนหนึ่งเธอคิดว่าผู้หญิงคนนี้สวยมากแต่สิ่งที่เธอเห็นต่อมากับเป็นสิ่งที่เธอไม่อยากจะเชื่อเพราะรัศมีที่ออกมาจากผู้หญิงคนนี้มีแต่ความน่ากลัวมันดำทะมึนไปหมด
“ขวัญน้องเป็นอะไรยืนนิ่งเลยไม่สบายหรือเปล่า”โชติถามน้องสาว
“มะไม่เป็นไรจ้ะพวกเรารีบไปหาน้าบัวกันเถอะ” เมื่อขวัญพูดจบเธอก็รีบเดินขึ้นบันไดไป
แต่ถ้าขวัญได้หันหน้ากลับมามองอีกครั้งขวัญจะพบว่าแค่รัศมีสีดำรอบตัวยังดูน่ากลัวน้อยกว่าสิ่งที่ตามติดผู้หญิงสวยคนนี้อยู่เป็นแน่