เทียนคงนำยานักรบคลั่ง ที่หลอมได้ไปให้เซียนอินดูซึ่งก็ทำให้นางตกใจมาก เพราะมันเป็นยาระดับ 3 แม้จะเกรดต่ำ แต่ก็ใช่ว่านึกจะหลอมก็หลอมได้แต่ต้องเป็นผู้ใช้พลังระดับปรมาจาย์ และยังต้องเป็นนักปรุงยาระดับ 3ถึงจะมีความสามารถเพียงพอต่อการหลอมเม็ดยาเม็ดนี้
เซียนอินพยายามถามว่าเขาทำได้ยังไงแต่ก็ไม่วายถูกเบี่ยงประเดนไปเรื่องอื่นทุกที จนนางก็ไม่อยากจะเซ้าซี้เทียนคง นางรู้ว่าเทียนคงยังมีความลับอะไรซ่อนอยู่อีกมากมายที่รอเปิดเผยออกมานางอยากรู้จริง ๆว่าสุดท้ายแล้ว เทียนคงจะเป็นคนที่มีความสามารถอะไรบ้าง แต่ก็ได้แต่บอกตัวเองว่าอย่าได้สนใจมากนัก เพราะการที่รู้อะไรมากเกิดไป มักจะไม่เป็นผลดีสักเท่าไหร่
เทียนคงถามเซียนอินว่าจะสามารถนำยาพวกนี้ไปขายได้ที่ไหนแน่นอนว่าคำตอบที่ได้ก็ไม่ผิดคาด มันจะต้องผ่านการลงทะเบียนของสำนักปรุงยาก่อนเพื่อป้องกันการหลอกลวงต้มตุ๋น
พวกเขาไม่ได้กลัวว่ายาจะเป็นของปลอมแต่กลัวเรื่องการโก่งราคามากกว่า เพราะสรรพคุณของยาสามารถถูกปลุกปั่นได้ง่ายจากคนที่มีอำนาจ ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการโก่งราคาขึ้น เม็ดยาทุกเม็ดที่จะขายได้อย่างถูกกฏหมายจะต้องเป็นเม็ดยาที่หลอมขึ้นจากนักปรุงยาที่ลงทะเบียนกับสำนักปรุงยาเท่านั้น และใครก็ตามที่ฝ่าฝืนกฏนี้ย่อมมีความผิดที่ร้ายแรง
เทียนคงพยักหน้าอย่างเข้าใจกฏเหล่านี้ไม่ใช่ตั้งมาไว้เฉย ๆมันเป็นสิ่งที่คอยควบคุมกลไก และการดำเนินชีวิตของประชากรมนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะสังคมเล็กหรือใหญ่ ก็ต้องคอยมีกฏระเบียบพวกนี้มาเป็นตัวบังคับใช้ ไม่อย่างนั้นสังคมจะต้องล่มสลายแน่นอน
เขามอบยาให้เซียนอินไว้อยู่พอสมควรเพราะเมื่อถึงเวลา นางคงต้องใช้มัน
เทียนคงไม่รีรออีกต่อไปเขาเก็บตัวฝึกฝนตัวเอง เพื่อยกระดับพลัง จนผ่านไป 10 วัน เขาก็สามารถก้าวข้ามระดับไปสู่ระดับเชี่ยวชาญจนทะลุไปถึงขั้น 7 ตอนนี้เขาจึงจะเริ่มมีความมั่นใจว่าจะสามารถรักษาชีวิตตัวเองได้ หากเกิดเรื่องอะไรไม่คาดฝัน
และแน่นอนว่าเขาคงไม่เปิดเผยระดับพลังของเขาให้คนอื่น ๆรู้ เขาใช้ทักษะดวงจิตเยือกแข็งได้ 2 ใน10 ส่วนแล้ว ทำให้เขาเก็บซ่อนระดับพลังของตัวเองได้หนึ่งระดับเต็ม นั่นหมายความว่าคนอื่นจะมองเห็นเขามีพลังระดับสูงขั้น 7 เท่านั้น
เขาบอกลาสหายของเขาทุกคนไม่ว่าจะเป็นที่ตำหนักเจ้าเมือง โรงหลอมอาวุธ สำนักวิหคครามสาขาวิคทอเรียและเอ็ดมัวร์ ก่อนจะออกเดินทางไปยังเมืองเพชฌฆาตอสูร วิคทอเรียทำหน้าละห้อยและห่อเหี่ยวทันทีที่เทียนคงจากไปเอ็ดมัวร์ที่เห็นดังนั้นก็ทำได้แต่ถอนหายใจแล้วส่ายหน้าเบา ๆ
การจะเดินทางไปเมืองเพชฌฆาตอสูรจำเป็นจะต้องผ่านสะพานเชื่อมวงรอบใหญ่ ที่นครวิหคคราม แต่ไม่ต้องเข้าตัวนคร เพราะเมืองประกายเงินเป็นเมืองที่มีหุบเขารอบล้อมจึงไม่มีเส้นทางเชื่อมต่อไปยังเมืองอื่น ๆ ดังนั้นจึงต้องใช้สะพานเชื่อมวงรอบใหญ่ที่ล้อมนครวิหคครามไว้เป็นทางผ่านจากนั้นจึงจะเข้าสู่ตัวเมืองเพชฌฆาตอสูร
เขาเดินทางคนเดียวดังนั้นจึงใช้ยานพาหนะของเมืองประกายเงินอย่างง่าย ๆ ยิ่งเริ่มเข้าใกล้นครวิหคครามมากเท่าไหร่ความคึกคักของสองข้างทางก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้นบางแห่งถึงขนาดที่มีความเจริญมากกว่าตัวเมืองประกายเงินเสียอีก นี่จึงทำให้เทียนคงทราบเดี๋ยวนี้เองว่าเมืองประกายเงิน นับได้เป็นเมืองชนบทของเมืองชนบทจริง ๆ แม้ตำแหน่งของมันจะเป็นหัวเมืองแต่ก็แค่ชื่อ เพราะมันอยู่อย่างนี้มามากกว่า 500 ปี ก็ยังอยู่อย่างนั้น ไม่ได้มีการพัฒนาใดๆเพิ่มขึ้นเลย
พอมาถึงเขตสะพานเชื่อมวงรอบใหญ่เขาก็เห็นสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆมากมาย ล้วนแล้วแต่สูงใหญ่ทั้งนั้น และที่ตรงกลางนั่นอาคารรูปทรงพีระมิดที่สูงเสียดฟ้านั่น มันคือใจกลางนครวิหคครามนั่นเองเขาสามารถมองเห็นมันได้จากจุดนี้เลย นั่นบ่งบอกว่ามันใหญ่โตแค่ไหน
แม้จะน่าสนใจแต่เทียนคงก็วางมันไว้ก่อน จัดการธุระเสร็จเมื่อไหร่ค่อยแวะมาตอนขากลับก็ยังไม่สายใช่ว่านครมันจะบินหนีไปได้เสียเมื่อไหร่ คิดได้ดังนั้นเขาขึ้นขับยานพาหนะตัวจิ๋วและกำลังจะเร่งเครื่องจากไปแต่ทันใดนั้นเอง เสียงโหวกเหวกโวยวายก็ดังขึ้นมาด้านหลังเขาไม่ไกล
“ปล่อยข้านะไอโรคจิต ใครก็ได้ช่วยข้าด้วย”เสียงของหญิงสาวคนหนึ่งร้องดังขึ้นเพื่อขอความช่วยเหลือเพราะตอนนี้นางถูกล้อมหน้าล้อมหลังด้วยชายวัยฉกกรจ์ราว 5-6 คน พวกเขาไม่ปล่อยให้นางไปไหนและเกี้ยวราพาสีนางไม่หยุด แม้กระทั่งฉกฉวยจับแขนของนาง นางจึงร้องออกมานั่นเอง
เทียนคงเห็นภาพนั้นก็ต้องสังเวชใจเขาถอนหายใจ แล้วคิดในใจว่า “เห้ออ คงเป็นคราวเคราะห์ของนาง หวังว่าจะมีใครสักคนไปช่วยนางนะ”เทียนคง แม้รู้ว่าการเมินเฉยแบบนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับอันธพาลพวกนั้นที่กำลังทำร้ายนางเลยเพราะเขามีกำลังมากพอที่จะช่วย แต่เขาเลือกที่จะปล่อยมันไปเพราะเขาไม่ต้องการให้ตัวเองไปพัวพันกับสิ่งใด จนตัวเขาหรือคนรอบตัวเขาเดือดร้อนเพราะคนอื่น
แต่ไม่รู้เพราะอะไรยิ่งคิดจะจากไป ยิ่งถูกดึงให้เข้าไปหา
“นี่พี่ชายท่านนั้นน่ะ ช่วยข้าด้วย จะเดินไปดื้อ ๆแบบนี้ไม่ได้นะ”สาวน้อยคนนั้นตะโกนแล้วชี้ไปที่เทียนคง
“บ้าบออะไรเช่นนี้... คนก็ตั้งมากมาย ทำไมเจ้าจะต้องชี้มาที่ข้าด้วยเล่า” เทียนคงบ่นอุบอิบในใจพร้อมทำหน้าระเหี่ยใจ แล้วหันไปมองสาวน้อยคนนั้น
“นี่น้องชาย ข้าว่าเจ้าอย่าได้เข้ามายุ่งดีกว่า ไม่งั้นเจ้าจะได้ไปหยอดข้าวต้มที่บ้านแน่นอนรีบไสหัวไปสะในขณะที่ข้ายังอารมณ์ดีอยู่ ฮ่าๆๆๆ” ชายบึกบึนร่างสูงใหญ่กว่า 2 เมตรกล่าวเยาะเย้ยเทียนคงด้วยความดูถูกเหยียดหยามเพราะเห็นแล้วว่าเทียนคงกำลังจะเผ่นหนีแต่แรก แต่ดันถูกสาวน้อยคนนี้เรียกไว้
“เอ่ออก็ได้ถ้างั้นข้าไปนะ ....” เทียนคงทำหน้าตางงงวย ข้าก็ไม่ได้อยากยุ่งด้วยอยู่แล้วจะทำอะไรก็ทำกันไปเถอะ เสียเวลาจริง ๆเล้ย
เห็นเทียนคงไม่โกรธและไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยแล้วทำท่าจะจากไปจริง ๆ สาวน้อยคนนี้ก็เริ่มที่จะร้องไห้ออกมา และทันใดนั้นเอง
“เฮ้ยยยแกจะไปไหน หยุดก่อน มานี่เลย ในเมื่อแกทำข้าเสียเวลากับแกไปครู่หนึ่ง เพราะงั้นก็จ่ายค่าเสียเวลาข้ามาสะ ไม่มากหรอก แค่ 1,000 เหรียญ เท่านั้น หากไม่จ่ายมาละก็หึหึ ....” ชายร่างบึกบึนเห็นเทียนคงไม่ตอบโต้ ก็คิดว่าเจ้าหนุ่มนี่คงใจเสาะสุด ๆและคงจะน่าเสียดายหากไม่ได้เล่นกับมันเสียหน่อย
เทียนคงได้ยินดังนั้นก็ส่ายหน้าพลันคิดในใจ“เห้ออ จะเอาอะไรกับข้านักเนี่ย ข้าอยู่ของข้าดี ๆอย่ามาสร้างเรื่องให้ข้าจะได้ไหม เวรเอ้ยยย”
เห็นเทียนคงไม่ตอบอะไรแต่ยังคงทำหน้าตาไม่รู้ร้อนรู้หนาว ชายร่างบึกบึนพลันหงุดหงิด เพราะเขาคาดไว้ว่าเทียนคงจะแสดงอาการหวาดกลัวและคุกเข่าขอร้องอ้อนวอนให้เขาปล่อยเขาไป แล้วทำไมถึงยืนบื้อแบบนั้นหรือมันจะปัญญาอ่อน จนไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น แล้วต้องทำอะไร
เขาเดินกระแทกเท้าตรงไปหาเทียนคงแล้วทำท่าจะคว้าไปที่หลังคอของเทียนคง แต่ทันใดนั้นเอง จู่ๆชายร่างบึกบึนก็ล้มพับลงไป
ทุกคนที่มุงดูเหตุการณ์อยู่ต่างงุนงงว่ามันเกิดอะไรขึ้น
“ทำไมจู่ๆหมอนั่นถึงล้มลงไปล่ะ สะดุดล้มเหรอ ไม่น่านะ”
“เจ้าโง่แค่สะดุดล้มแล้วเขาจะแน่นิ่งไปอย่างงั้นเรอะ เห็นไหมน่ะ”
“เออใช่เจ้าหนุ่มนั่นทำอะไรเขาหรือเปล่า”
“ข้าไม่เห็นนะเจ้าเห็นไหม”
“ข้าก็ไม่เห็น”....
เสียงถกเถียงถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ดังไปทั่วจากนั้นไม่นานหลังจากที่ชายร่างบึกบึนล้มลงแล้วแน่นิ่งไปนั้น ชายอีก 5คนก็พุ่งปรี่เข้ามาหมายจัดการเทียนคงให้เละไปตรงนั้น
เทียนคงที่เห็นดังนั้นจึงตะโกนไปว่า“นี่ รออะไรอยู่ล่ะ ทำไมไม่หนีไปซะ”
สาวน้อยยืนนิ่งไม่ไหวติงต่างจากก่อนหน้านี้ที่พยายามดิ้นให้หลุดจากเงื้อมมือของชายฉกรรจ์หกคนนี้ ราวกับว่าเหตุการณ์ก่อนหน้าไม่เคยเกิดขึ้นสะอย่างงั้น
เทียนคงไม่เข้าใจว่าทำไมนางถึงไม่หนีไปก่อนจะจัดการชาย5 คนที่วิ่งเข้ามาด้วยความรวดเร็ว ทั้ง 5 คนวิ่งเข้ามาหาเขาแล้วก็ล้มฟุบลงไปแบบเดียวกันกับชายคนแรก
สาวน้อยตาโตและไม่รู้จะต้องพูดสิ่งที่เห็นนี้ว่ายังไง พวกที่มุงดูอยู่ก็เช่นกัน กลุ่มชาย 6คนนี้เป็นนักรบระดับสูงนะ แม้จะขั้นต้นกันหมด แต่คนธรรมดาอย่างชายหนุ่มตรงนี้ล้มทั้ง 6 คนได้โดยที่พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น เขาต่อยหรือเตะหรืออะไรพวกเขาไม่รู้เลย แถมพวกเขายังเป็นศิษย์ของสำนักวิหคครามสาขาใหญ่ด้วย ทักษะวิชาย่อมสูงกว่าศิษย์ของสำนักสาขาอื่น ๆ นี่มันเป็นไปได้ยังไง
เทียนคงเดินไปหาสาวน้อย ก่อนที่จะถามว่า “เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม ไปเถอะไม่มีอะไรแล้ว .... หือออ ...เจ้าจะทำอะไรน่ะ”
ระหว่างที่เทียนคงที่บอกกล่าวกับสาวน้อยคนนี้ เขาได้ลอบตรวจสอบนางว่ามีตรงไหนบาดเจ็บหรือไม่ เขาก็พบว่าไม่มีตรงไหนได้รับบาดเจ็บคงเป็นเพราะตกใจ จึงเกิดอาการช๊อคเล็กน้อย และเดี๋ยวก็คงดีขึ้นเองจึงหันหลังแล้วเดินกลับไปที่ยานพาหนะลำจิ๋ว
แต่พอเขาหันหลังเท่านั้นแหละฝ่ามือนวลเล็ก ก็พุ่งตรงไปที่แผ่นหลังของเทียนคง ซึ่งเขาสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตจิตสังหาร ก่อนหน้าที่สาวน้อยคนนี้จะเริ่มถ่ายพลังไปที่ฝ่ามือเสียอีก
เขาหันหลังกลับด้วยความรวดเร็วก่อนที่จะคว้าไปที่ข้อมือของสาวน้อยอย่างแรง.....